Ma Tam Maps: ‘วงตีไก่’ ความตายของคนตัวเล็กตัวน้อย นอกประวัติศาสตร์ห้วยขาแข้ง

Date:

เรื่อง: สมหมาย ควายธนู

โบราณวัตถุหลากประเภทจากวงตีไก่ ห้วยขาแข้ง ที่ได้มีการวิเคราะห์โดยนายแพทย์สุด แสงวิเชียร กับคุณวัฒนา สุภวัน ปัจจุบันได้มีการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร

กลางป่าห้วยขาแข้งเคยมีการค้นพบเนินหินรูปวงกลมใหญ่เล็กหลายขนาด ทั้งเรียกว่า ‘สังเวียนไก่’ หรือ ‘วงตีไก่’ เพราะเชื่อว่าในคราวที่มีศึกสงครามระหว่างอยุธยากับพม่า ทหารพม่าได้แวะพักเอาไก่มาชนกันในวงหินเรียกเสียงเชียร์เป็นที่สนุกสนานก่อนเดินทางกลับ อีกเรื่องเล่าก็ว่าเนินหินรูปวงกลมนั้นเป็นหลุมฝังศพของคนโบราณ ซึ่งเพียบพร้อมด้วยสมบัติติดตัวทั้งใบหอก ใบดาบ ข้าวของทำจากสำริด เครื่องถ้วย ไหชาม กระปุก ที่มีอายุร่วมสมัยจากแหล่งเตาในอยุธยา ล้านนา สุโขทัย ไปจนถึงจีนราชวงศ์หมิง โดยมีสภาพที่สมบูรณ์และแตกกระจัดกระจายเป็นหลายส่วน โดยมีให้เห็นในฐานะร่องรอยความตายของผู้คนที่มีการติดต่อสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจระหว่างชาติพันธุ์บนที่สูงกับรัฐที่ราบในช่วงเวลาหนึ่ง ที่มักไม่ค่อยถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์มากนัก

ขณะเดียวกันห้วยขาแข้งซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อยกลับถูกทำให้เลือนรางหายไป ในฐานะคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่แต่ประการใด ในที่นี้จึงเล่าถึงหลุมฝังศพและสิ่งของที่เกี่ยวเนื่อง

เนินดินที่มีการจัดวางหินหลายก้อนจนเป็นรูปวงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 10 – 37 เมตร ในกลางป่าห้วยขาแข้ง หรือที่เรียกกันว่า ‘วงตีไก่’ สุจิตต์ วงษ์เทศเคยอธิบายถึงว่าเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ผีบรรพชน ต่อมาได้รับเมื่อปะทสังสรรค์กับการค้าโลกอย่างจีนและอินเดีย จึงได้พัฒนาเป็นคูน้ำคันดิน ภาพจาก โดม ประทุมทอง

‘วงตีไก่’ ในประวัติศาสตร์ห้วยขาแข้ง

 ‘วงตีไก่’ มีการค้นพบอยู่ในบริเวณกลางป่าห้วยขาแข้งอยู่ราว 3  – 4 จุดหลักๆ ทั้งอยู่ใกล้กับลำห้วยทับเสลา สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ และหน่วยพิทักษ์ป่ากะปุกกะเปียง แต่เป็นที่รู้จักมากที่สุดอยู่ในบริเวณใกล้หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า อยู่ห่างจากสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไปกว่า 10 กิโลเมตร 

ในหนังสือ 50 ปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประวัติศาสตร์สู่อนาคต ได้เล่าผ่านบันทึกการสำรวจส่วนตัวของอดีตภัณฑารักษ์กรมศิลปากรและนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อย่างภูธร ภูมะธน ว่าในราวมีนาคม – เมษายน 2524 ได้เดินทางมาพบกับเนินหินรูปวงกลมอยู่ริมเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ พร้อมบันทึกสีของหินและเส้นผ่าศูนย์กลางของทุกวงไว้อย่างละเอียด รวมถึงข้อสังเกตที่เป็นร่องรอยที่หลงเหลือจากการลักลอบขุด อาทิ ลูกปัด เศษชิ้นส่วนเครื่องถ้วยแบบสุโขทัยและชิ้นส่วนโอ่งไหแบบอยุธยา 

ทำให้ภูธรสันนิษฐานว่า วงตีไก่หรือเนินหินวงกลมที่พบเจอในเวลานั้น อาจไม่ได้อยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมหินตั้ง (Megalith) แต่อาจเป็นที่ฝังศพของพวกชาวมอญ ซึ่งภูธรเองก็ไม่พบเมืองโบราณอยู่ใกล้ๆ แต่อย่างใด (เข้าใจว่าเป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดิน) แต่เมื่อสำรวจเนินหินรูปวงกลมที่หน้าตาคล้ายคลึงในภาคเหนือทั้งอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก และในจังหวัดเชียงใหม่ จึงทำให้มองว่าเป็นน่าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นจุดพักของคาราวานม้าต่างพ่อค้าจีนฮ่อและเงี้ยวในราวพุทธศตวรรษที่ 20 หรือก่อนหน้าเล็กน้อยมากกว่า โดยเส้นทางนี้สามารถเชื่อมผ่านไปยังเมาะตะมะ และเครือข่ายเส้นทางการค้าทางบกที่สัมพันธ์กับเมืองอุทัยธานี ไปจนถึงเครือข่ายผู้คนในแถบลุ่มแม่น้ำมูล และเวียดนามได้ในสายตาภูธร 

หลุมฝังศพในวัฒนธรรมหินตั้ง

อย่างไรก็ตามเมื่อสำรวจและพิจารณารูปร่างลักษณะของวงตีไก่ รวมถึงตรวจสอบหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี – ถนนธงชัย ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าวงตีไก่น่าจะเป็นหลุมฝังศพในวัฒนธรรมหินตั้งและเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ลัวะ หรือละว้า อาจจะแตกต่างไปจากภูธร ภูมะธนอยู่ประมาณ 4 ประการ

ประการแรก ลักษณะของการนำหินมาเรียงกันเป็นวงกลมของวงตีไก่นั้น ดูจะสอดคล้องกับสิ่งที่ศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดี นักโบราณคดีที่ค้นคว้าเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ เคยอธิบายรูปร่างของหินตั้ง หินใหญ่ในวัฒนธรรม Megalith ไว้หลายลักษณะ ในส่วนของเนินหินหรือหินตั้งวงกลมที่เห็นว่าน่าจะคล้ายวงตีไก่นั้นมีศัพท์เรียกในภาษาอังกฤษว่า ‘Stone circle’, ‘Rings’, ‘Cromlech’ ฯลฯ โดยอ.ชินเชื่อว่า หินตั้งเป็นวงกลมน่าจะเกี่ยวข้องกับหลุมฝังศพของผู้คนที่มีการทำตั้งแต่ยุคสำริดตอนต้น และในประเทศไทยก็เคยมีการพบในบริเวณป่าแถบแม่สะเรียง ฮอด และอมก๋อย โดยอ.ชินได้เล่าไว้ว่า ในสมัยโบราณเมื่อพวกละว้าตาย จะมีการฝังศพและนำหลักหินมาปักไว้ แต่บางแห่งมีร่องรอยการล้มเอียงเพราะกะเหรี่ยงที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงมักมาลักลอบขุด เพราะเชื่อว่าพวกละว้ามักจะฝังสิ่งของมีค่าของผู้ตายเอาไว้

ประการที่สอง สำหรับวงตีไก่ในการเป็นหลุมฝังศพ มีคำยืนยันจากนายแพทย์สุด แสงวิเชียร ที่จับมือกับผู้ช่วยอย่างคุณวัฒนา สุภวัน นักโบราณคดีทำรายงาน ‘การตรวจวัตถุและโครงกระดูกที่อยู่ในไหสองใบที่ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี’ เป็นการวิเคราะห์สิ่งของหลากประเภทที่มาจากบริเวณที่คนเรียกกันว่า ‘วงตีไก่’ พบว่าไหใบแรกบรรจุกระดูกมนุษย์ผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง ส่วนใบที่สองพบเป็นโครงกระดูกเด็กในวัยประมาณ 15 ปี โดยเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับประเพณีการฝังศพครั้งที่ 2 ที่มีการเคลื่อนย้ายโครงกระดูกมาจากสถานที่อื่นและนำมาบรรจุในไหอีกครั้ง ด้วยความก้าวหน้าทางหลักฐานโบราณคดีในทศวรรษ 2520 ทำให้หมอสุดเชื่อว่าครั้งนั้นเป็นการพบหลักฐานการฝังศพครั้งที่ 2 ที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นครั้งแรกของประเทศไทย ยังบันทึกต่อไปว่าที่บริเวณฟันบนของศพมีร่องรอยการฝนที่สืบเนื่องจากตั้งแต่ยุคหินใหม่ด้วย 

โครงกระดูกที่พบในไหจาก ‘วงตีไก่’ ปัจจุบันได้มีการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร

ประการที่สาม นักมานุษยวิทยาที่เคยสำรวจวงตีไก่และแหล่งโบราณคดีแถบอำเภอลานสักในราวทศวรรษ 2520 มาแล้วอย่างอ.ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนไว้ใน ‘ลัวะ ละว้า และกะเหรี่ยง : ของเผ่าในที่สูงกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ – การเมืองกับรัฐในที่ราบ’ ไม่นานได้อัพเดทล่าสุดในบทความ ‘วัฒนธรรมหินตั้ง’ ในนิตยสารเมืองโบราณ ตีพิมพ์ราวปี 2563 ว่าหลักฐานการฝังศพบนเนินดินที่มีหินตั้งแสดงขอบเขตหรือที่เรียกว่า ‘วงตีไก่’ ตั้งแต่ตามแนวจังหวัดทางภาคกลางแถบตะวันตกและภาคเหนือที่เจอเครื่องถ้วยที่น่าจะอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 นั้น เป็นหลุมฝังศพของหัวหน้าเผ่าพันธุ์อย่างลัวะ แสดงให้เห็นถึงการนับถือผีบรรพชนยังคงอยู่ แม้ว่าในที่ราบจะพัฒนาการเป็นรัฐและมีการนับถือพุทธศาสนาแล้วก็ตาม และหินตั้งหลายแห่งก็ถูกสร้างทับด้วยเจดีย์หรือวัดในพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน ลัวะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองที่สำคัญในลุ่มแม่น้ำปิงและรัฐอย่างล้านนามาตั้งแต่ 2,500 ปีมาแล้ว 

และประการที่สี่ หลายครั้งมักเข้าใจกันว่า การฝังศพที่มีการนำก้อนหินมาวางเรียงเป็นวงกลมหรือปักไว้เป็นขอบเขตหลุมฝังศพ ต้องอยู่ในช่วงเวลาจากการพบร่วมกับสิ่งของที่อยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์เพียงเท่านั้น แต่ในสังคมร่วมสมัยก็ยังมีการปรากฏหลักฐานการฝังศพแบบที่มีก้อนหินมาจัดวางอยู่ด้วยเช่นกัน ปากคำของบุษกร จีนะเจริญ อดีตภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ในราวปี 2548/2549 เธอเคยมีโอกาสเดินทางไปร่วมงานศพของพ่อหลวงเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านชาวม้งแห่งหมู่บ้านมณีพฤกษ์ก็มีการเลือกสรรสถานที่ฝังศพที่ต้องมีการข้ามลำห้วยไปยังที่ราบบริเวณสันเขา โดยระหว่างทางไปยังสถานที่ฝังก็มีผู้ร่วมงานแบกหินหลากหลายขนาด เพื่อนำไปวางบนหลุมฝังศพของหัวหน้าชุมชนที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

สิ่งของและผู้คนจากห้วยขาแข้ง 

กลับมาที่สิ่งของในหลุมฝังศพคนลัวะอย่างวงตีไก่ ถ้ามองเฉพาะสิ่งของที่มีการควบคุมโดยรัฐอย่างอยุธยา เช่น เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย แหล่งเตาสุโขทัย แหล่งเตาบ้านบางปูน จ.สุพรรณบุรี และแหล่งเตาแม่น้ำน้อย จ.สิงห์บุรี เครื่องถ้วยในหลุมฝังศพจึงน่าจะมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรของป่า อวัยวะของสัตว์ การถลุงโลหะทั้ง เหล็ก ดีบุก ตะกั่ว (จากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทยเล่ม 1 กับเล่ม 2 และฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมบ้านเก่า) และพื้นที่เดียวกันเมื่อถึงในช่วงราวสมัยรัชกาลที่ 3 เคยเป็นตำบลที่มีการเก็บส่วยทั้ง เร่ว และ กระวาน หรือเกณฑ์แรงงานจากบริเวณพื้นที่ป่าผ่านการแต่งตั้งหัวหน้าชุมชนในยศหรือตำแหน่งทางราชการ 

อีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การกลมกลืนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้กลายมาเป็นประชากรในเมืองหรือรัฐอยุธยา ในหนังสือว่างแผ่นดิน ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ หน้า 28 อธิบายว่าภาษาไทยอยุธยาได้กลายมาเป็นแกนกลางที่เข้าใจในหมู่คนหลากหลายชาติพันธุ์ภาษาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ชนเผ่าพื้นเมืองหลายๆ พวกที่ถูกเรียกรวมกันว่า ‘ละว้า’ จึงถูกกลืนผ่านผู้นำในชุมชนเป็นข้าไพร่ของอยุธยา และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยในส่วนใดส่วนหนึ่ง ประกอบกับเนื่องด้วยเมืองในสมัยอยุธยาประชากร น่าจะตั้งบ้านเรือนกระจุกตัว อยู่ตามลำน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่เป็นตัวเมืองเพื่อการเพาะปลูกและทำเกษตรกรรมอย่างการทำนา ซึ่งอำนาจของเจ้าเมืองในขณะนั้นคงจะครอบคลุมในพื้นที่เขตรอบเมืองและพื้นที่เกษตรกรรมใกล้กันกับเมืองเพียงเท่านั้น การสัมพันธ์กับหัวหน้าชุมชนทั้งในบริเวณตามแนวลำห้วยทับเสลาเองที่บริเวณต้นน้ำก็มีหลุมฝังศพวงตีไก่ ส่วนบริเวณกลางน้ำก็มีเมืองก่อตัวขึ้นและปลายน้ำก็สามารถไปเชื่อมต่อกับแม่น้ำสะแกกรังได้

วงตีไก่ที่ห้วยขาแข้ง จึงเป็นร่องรอยหลักฐานของคนที่กลายมาเป็นคนไทยในปัจจุบัน

โค้งลำน้ำของห้วยขาแข้งกับห้วยทับเสลา เกิดจากต้นน้ำเดียวกันคือเขาปลายลำขาแข้ง ห้วยทับเสลาไหลผ่านอำเภอลานสัก หนองฉาง ก่อนไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสะแกกรังที่บ้านปากกะบาด ภาพจาก 50 ปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประวัติศาสตร์สู่อนาคต
สมหมาย ควายธนู
สมหมาย ควายธนู
เต้นหน้าร้านชำ

ชายแดนไทย–เมียนมาปะทุรุนแรงต่อเนื่อง แม่สอดผวาอพยพรายวัน หลังเมียนมาโจมตีหมู่บ้านมะระกัน ดับ 18 ราย เด็กเล็กเสียชีวิต–แรงระเบิดสั่นถึงฝั่งไทย

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังคงตึงเครียดอย่างหนักจากการสู้รบในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 40 วัน และยังคงสร้างผลกระทบต่อฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งแรงสั่นสะเทือนจากการโจมตีของกองทัพเมียนมา...

เมื่อร้านกาแฟกลายเป็นช่องฟอกเงิน ส.ส.วิโรจน์เตือน เชียงรายเสี่ยงเป็นฐานทุนสแกมเมอร์ จี้รัฐตรวจธุรกิจเงินสด–นอมินี

จังหวัดเชียงรายกำลังถูกจับตามองในฐานะพื้นที่ที่มีการไหลเข้าออกของเงินผิดกฎหมายจากขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) ในภาคเหนือ หลัง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ระบุในงานสัมมนา...

สุขภาพของ ‘เขา’ คือสุขภาพของ ‘เรา’ เหตุผลจริงของการรักษาที่ชายแดน บทเรียนที่แม่สอดและอุ้มผาง กับข้อตกลงสุขภาพข้ามพรมแดนที่ยังมาไม่ถึง

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก คือหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาหลายหมื่นคนที่เข้ามาทำงานในโรงงาน การเกษตร การประมง...

คกน.-เครือข่าย เปิดเวที ‘ชาติพันธุ์กับรัฐธรรมนูญ’ บทเรียน 50 ปีสู่รัฐธรรมนูญที่คนเท่ากัน

1 ธันวาคม 2568 เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) และเครือข่ายจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘การต่อสู้ของพี่น้องชาติพันธุ์กับความสำคัญของรัฐธรรมนูญ’ โดยมีองค์กรภาคประชาชนจากไทย–เมียนมาร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ด้านสิทธิชุมชน...