‘ไม่ได้อยู่ที่พรรค แต่อยู่ที่ผู้สมัคร’ เพื่อไทยชนะขาดเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7 ทิ้งห่างคู่แข่ง 25,000 คะแนน 

Date:

การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงราย เขต 7 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของ สง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคเพื่อไทย

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 133,960 คน ครอบคลุม 285 หน่วยเลือกตั้งใน 5 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ ดอยหลวง เวียงแก่น และแม่จัน โดยมีผู้มาใช้สิทธิรวม 79,288 คน คิดเป็นร้อยละ 59.19 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 15 กันยายน 2568 พบว่า มีบัตรดี 65,477 ใบ (ร้อยละ 82.58) บัตรเสีย 3,072 ใบ (ร้อยละ 3.87) และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 10,739 ใบ (ร้อยละ 13.54)

ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือ สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย ได้ 45,615 คะแนน ขณะที่ สุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ได้ 19,862 คะแนน ทิ้งห่างกว่า 25,753 คะแนน 

ทั้งนี้ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตำแหน่ง ส.ส. เขต 7 ว่างลง เนื่องจากวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต ส.ส. เขต 7 พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สิ้นสุดสมาชิกภาพ พร้อมถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

เชียงราย กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ การเมืองไม่ได้อยู่ที่พรรค แต่อยู่ที่ผู้สมัคร

อนิรุตติ คำวันดี ประชาชนในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เขต 7 มองว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก ทั้งงบประมาณของ กกต. และการเตรียมการของแต่ละพรรคไม่พร้อม ทำให้เวทีการเมืองเหลือคู่แข่งหลักเพียง 2 พรรค คือ เพื่อไทยและประชาชน

เขาอธิบายว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะเสียเปรียบจากกรณีที่อดีต ส.ส. เขต 7 พ้นจากตำแหน่งเพราะคดี แต่ในสายตาชาวบ้าน บางส่วนไม่ได้มองว่าเป็นการหาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่มองว่าเป็นความพยายามดึงงบประมาณลงพื้นที่ ทำให้พรรคเพื่อไทยยังคงได้แต้มต่อ ขณะที่พรรคประชาชนแม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับเสียเปรียบเพราะยังถูกมองว่าไม่สามารถทำงานได้เท่ากับพรรคฝ่ายรัฐบาล

“ในออนไลน์พรรคประชาชนอาจดูแข็งแรง แต่ในพื้นที่จริงผู้สมัครอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ไม่ได้ลงพื้นที่ คนในพื้นที่อาจยังไม่คุ้น ทำให้ผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่อาจจะยังเลือกพรรคเดิมที่คุ้นเคยมากกว่า” 

อนิรุตติสะท้อน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโจทย์สำคัญของพรรคการเมืองคือการหาผู้สมัครที่มีความแข็งแรงในพื้นที่มากพอ เขามองว่าการเมืองระดับพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับ ‘ความคุ้นเคยในตัวผู้แทนฯ’

สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เพื่อไทยชนะขาด อนิรุตติมองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองในระดับชาติอย่างชัดเจนว่า ฐานเสียงเดิมของเพื่อไทยยังแข็งแรง ขณะที่กระแสโพลออนไลน์ที่คาดว่าพรรคส้มจะชนะ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะผู้ที่ตอบโพลอาจไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หรือยังไม่ถึงวัยเลือกตั้ง ขณะที่กลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิจริงๆ กลับเป็นผู้สูงอายุที่ยังยึดกับพรรคเดิม

สิ่งที่เขาเห็นว่าน่ากังวลคือ จำนวนผู้ที่ ‘ไม่ประสงค์ลงคะแนน’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง สะท้อนว่าทั้งสองพรรคยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ทั้งหมด

“สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากคือ จำนวนคนที่กาไม่ประสงค์ลงคะแนนมีเยอะพอสมควร มันสะท้อนว่าทั้งสองพรรคยังไม่สามารถดึงดูดใจประชาชนได้มากพอ คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าไม่มีตัวเลือกที่อยากเลือกจริงๆ”

อนิรุตติยังมองไปถึงอนาคตว่า ในการเลือกตั้งใหญ่ เขต 7 จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่น่าจับตา เพราะไม่ใช่การต่อสู้ของเพื่อไทยกับประชาชนเท่านั้น พรรคอื่นอย่างภูมิใจไทยก็มีโอกาส โดยเฉพาะหากสามารถหาผู้สมัครที่ทำงานในพื้นที่ต่อเนื่อง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือโอกาสของ ส.ส. หน้าใหม่จริงๆ หากใครอยากลงสมัคร ต้องเริ่มแสดงศักยภาพให้ประชาชนเห็นตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่โผล่มาเฉพาะช่วงหาเสียง เพราะเวลาเท่านั้นอาจไม่พอที่จะทำให้คนรู้จัก

“นี่เหมือนเป็นยุคใหม่ของเชียงราย เขต 7 เลย ยุคที่จะต้องให้ผู้แทนฯ แสดงศักยภาพว่าเข้าถึงใจประชาชนได้อย่างไร เสียงของพรรคช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว อยู่ที่ตัวผู้สมัคร ส.ส. เอง ไม่ว่าคุณจะอยู่พรรคไหนก็ตาม ก็ยังสามารถดึงเสียงได้ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ก็บอกชัดเจนเลย”

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแรงของฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย แต่ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของตัวผู้สมัครในระดับพื้นที่ การเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองทุกฝ่ายว่า การเข้าถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องและการสร้างความคุ้นเคยกับชาวบ้าน เป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดชัยชนะในอนาคตของสนามการเมืองท้องถิ่น

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

8 กุมภานี้ เราไม่ได้แค่ ‘เลือกคนที่รัก พรรคที่ใช่’ แต่เรากำลังเลือกกติกา เพื่อสถาปนา ‘สิทธิชุมชน’

เรื่อง: พชร คำชำนาญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ท่ามกลางบรรยากาศหาเสียงที่คึกคักเหมือนทุกครั้ง แต่ปีนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเกิดขึ้นวันเดียวกัน...

เทาทั้งแผ่นดิน (สีม่วงไม่รับ)

เรื่อง: อรรถจักร สัตยานุรักษ์  เชื่อได้ว่าการแจกเงินเพื่อซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะแค่การเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่งผ่านไป ก็มีคนออกมายืนยันว่าจ่ายเงินหัวละพันบาทแล้ว ทำไมจึงมีการจ่ายเงินซื้อเสียงและจ่ายกันมากขึ้น การจ่ายเงินครั้งนี้จะไม่กระมิดกระเมี้ยนอย่างที่ผ่านมาเพราะบรรดานักการเมืองที่ซื้อเสียงได้ประเมินอย่างชัดเจนแล้วว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นไม่ได้คิดหรือเจาะจงทำงานเพื่อจับการซื้อเสียงให้ได้ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่เพียงแค่การจัดการเลือกตั้งให้ดำเนินไปได้เท่านั้น...

เชิญพิจารณา: ช่องว่างนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง 8 กุมภา กับบททดสอบนโยบายรัฐไทยต่อวิกฤตแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง

เรื่อง: สืบสกุล กิจนุกร การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง อาจไม่ใช่เพียงการเลือกตัวแทนทางการเมืองตามวาระปกติ หากแต่เป็นการตัดสินใจต่อคำถามใหญ่กว่านั้นว่า...

มช. ดัน ‘มรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์’ สู่กฎหมายอากาศสะอาด-โลกร้อน คืนสิทธิที่ดินเปลี่ยน ‘ผู้บุกรุก’ เป็น ‘ผู้พิทักษ์ป่า’

14 มกราคม 2569 ที่สวนอัญญา จังหวัดเชียงใหม่ ภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเวทีเสวนาส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายในหัวข้อ...