จากแม่เมาะถึงหงสา กับแผน PDP ที่หายไป ในวันที่โลกเดินหน้าปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน

Date:

เรื่อง: กองบรรณาธิการ / JET in Thailand

ผลงานชิ้นนี้อยู่ภายใต้ซีรีส์คอนเทนต์ ‘พลังงาน / คน / ภาคเหนือ’ จากความร่วมมือระหว่าง Lanner และ JET in Thailand

ปัจจุบันทั่วโลกต่างกล่าวถึงแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน ก๊าซ และมุ่งสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เมื่อเดือนกันยายน 2567 ประเทศต้นกำเนิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างอังกฤษ ได้ยุติเดินเครื่องโรงไฟฟ้า Ratcliffe-on-Soar ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายที่ถูกปลดออกจากระบบ หลังจากก่อนหน้านี้อังกฤษได้ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งแต่ปี 2543 และเดินหน้าจริงจังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจนเหลือเป็นศูนย์ ถือเป็นการสิ้นสุดยุคผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินของอังกฤษอย่างเป็นทางการ และเริ่มศักราชใหม่ในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม พร้อมกับลงทุนพัฒนาระบบสายส่ง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายใช้พลังงานสะอาดภายในปี ค.ศ. 2030 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

แต่ทว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกและแห่งเดียวของภาคเหนือยังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเรื่อยมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 65 ปี โดยไม่มีท่าทีว่าจะหมดอายุลงเมื่อไหร่ ท่ามกลางการเงียบหายไปกว่า 1 ปี ของร่างแผนพลังงานฉบับใหม่ หรือ  ‘PDP2024’  ที่เป็นตัวกำหนดเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาไฟฟ้าของไทย

เหมืองถ่านหินแม่เมาะ ปฐมบทของโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคเหนือ

ถ่านหินถือเป็นพลังงานที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลักประมาณ 64%  ที่เหลือใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ผลิตปูนซีเมนต์ ปูนขาว โรงบ่มใบยาสูบ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้หม้อต้ม (Boiler) เช่น การผลิตกระดาษและเส้นใย

ก่อนถ่านหินจะเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า อาจย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการทำเหมืองแร่ถ่านหินเป็นครั้งแรกในปี 2443 ที่จังหวัดกระบี่ ต่อมาในปี 2460 กรมการรถไฟ ได้สำรวจหาแหล่งเชื้อเพลิงอื่นมาใช้สำหรับหัวรถจักรไอน้ำทดแทนฟืน จนพบแหล่งถ่านหินขนาดใหญ่ในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่  

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยมีความจำเป็นต้องเร่งมองหาแหล่งเชื้อเพลิงอื่น ๆ สำหรับผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามได้มอบหมายกรมชลประทานสำรวจด้านพลังน้ำจนเป็นที่มาของการสร้างเขื่อนภูมิพลในจังหวัดตาก และให้กรมทรัพยากรธรณีสำรวจถ่านหินลิกไนต์ 

การสำรวจถ่านหินครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2493 – 2497 โดยร่วมกับองค์กร USOM จากสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการค้นพบแหล่งถ่านหินลิกในต์ในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และจังหวัดกระบี่ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งหน่วยงาน ‘องค์การลิกไนต์’ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ‘องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์’) ในปี 2497 เพื่อดูแลกิจการเหมืองถ่านหินทั้งสองแห่ง 

กิจการเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่แม่เมาะจึงได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมา ในระยะแรกถ่านหินถูกนำไปจำหน่ายให้แก่โรงบ่มใบยาสูบในภาคเหนือ โรงงานของการรถไฟที่จังหวัดนครราชสีมา และโรงปูนซีเมนต์ของบริษัทชลประทานซีเมนต์ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งรัฐบาลได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล

ซึ่งการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลก็ได้ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะในยุคแรก เพื่อนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ในการสร้างเขื่อน โดยในปี 2502 มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นในบริเวณเดียวกับที่ตั้งของโรงไฟฟ้าแม่เมาะปัจจุบัน เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิต 12.5 เมกะวัตต์ เริ่มผลิตไฟฟ้าเมื่อปี 2503 จนกระทั่งปี 2521 ได้ยุติการใช้งาน

ในปี 2512 ได้มีการก่อตั้ง ‘การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย’ หรือ กฟผ. โดยรวม 3 หน่วยงานด้านไฟฟ้าได้แก่ 1) องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์ (ดูแลเหมืองถ่านหินแม่เมาะและกระบี่) 2) การไฟฟ้ายันฮี (ดูแลการสร้างเขื่อนภูมิพลและโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ) และ 3) การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ (ดูแลการสร้างเขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนน้ำพุง) เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้อำนาจในการดูแลกิจการไฟฟ้าถูกรวบเข้ามาอยู่ในมือรัฐเต็มรูปแบบ กฟผ. จึงกลายเป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบการผลิตและส่งไฟฟ้ากระจายไปทั่วประเทศ 

ต่อมาในปี 2515 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กฟผ. ก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 1-3 โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ และเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในปี 2521 กลายมาเป็นโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่คนทั่วไปรู้จักในยุคปัจจุบัน 

ตั้งแต่ปี 2521 ถึงปัจจุบัน โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีหน่วยผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 14 หน่วย รวม 3,005 เมกะวัตต์ หยุดเดินเครื่องแล้ว 7 หน่วย และมีโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องอยู่รวม 2,220 เมกะวัตต์ รับผิดชอบการผลิตไฟฟ้าให้ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ซึ่งในแผนพัฒนาไฟฟ้าฉบับปัจจุบัน หรือ PDP2018 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1) ได้กำหนดให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 15 เพิ่มเติ่ม จำนวน 600 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 8-9 ที่กำลังจะหมดอายุลง โดยมีแผนจ่ายไฟเข้าระบบปี 2569 

จากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะถึงหงสา มรดกผลกระทบจากการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน  

กระบวนการผลิตไฟฟ้าที่แม่เมาะ เริ่มจากการขุดถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงไฟฟ้า แล้วนำไปบดให้เป็นผงถ่านเพื่อป้อนเข้าสู่เตาเผา ความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้จะถูกนำไปต้มน้ำให้เดือดกลายเป็นไอน้ำที่มีแรงดันสูงเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งในกระบวนการเผาไหม้ของถ่านหินนี้เองทำให้เกิดก๊าซที่มีฤทธิ์เป็นกรดอย่างไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2)  และซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) รวมถึงฝุ่นพิษ PM2.5 และสารปรอท โดยเฉพาะก๊าซซัลเฟอร์ฯ มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เกิดภาวะ ‘ฝนกรด’ ในแม่เมาะ  

ผู้คนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้เผชิญกับปรากฏการณ์ฝนกรดเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2535 ส่งผลให้มีชาวบ้านและพนักงานโรงไฟฟ้าเจ็บป่วยนับพันคน ต้นไม้ถูกละอองกรดไหม้หงิกงอ วัวควายเกิดบาดแผลเน่าตามผิวหนังและล้มตายเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น กฟผ. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ได้จ่ายเงินชดเชยให้ผู้ป่วยรวมถึงค่าเสียโอกาสในการทำงานรวม 9 ล้านบาท  และในปี 2538 ฝนกรดก็ได้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ทำให้กฟผ. ต้องจ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบกว่า 30 ล้านบาท

จากการศึกษาร่วมกันของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาและติดตามสถานการณ์เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2537 – 2542 หลังเกิดผลกระทบรุนแรงในปี 2535  ระบุว่าสาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศเกิดจากกระบวนการทำเหมืองและผลิตไฟฟ้า ทำให้มีฝุ่นควัน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมจำนวนมาก รวมถึงฝุ่นขี้เถ้าหลังการเผาไหม้

แม้กฟผ. ได้ยอมรับว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะเป็นต้นกำเนิดของปัญหามลพิษ และเริ่มติดตั้งระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ฯ ในโรงไฟฟ้าที่สร้างใหม่ หน่วยที่ 11-12 เมื่อปี 2538 รวมถึงวางแผนติดตั้งระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ฯ ในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม แต่ทว่าปัญหายังคงเกิดขึ้นซ้ำซากกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและประชาชน 

ปี 2546 เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ จำนวน 2 คดี โดยคดีแรก ฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายด้านสุขภาพ 131 ราย ส่วนคดีที่ 2 ฟ้องเพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่แม่เมาะ และให้กฟผ.หยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษ กระทั่งปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีที่ 1 ให้กฟผ. จ่ายค่าชดเชยจำนวน 24 ล้านบาท จากการได้รับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่วนคดีที่ 2 ให้กฟผ. ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยให้ติดม่านน้ำลดฝุ่น ถมขุมเหมือง ปลูกต้นไม้ 

คำตัดสินของศาลในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้คนที่อยู่อาศัยรอบเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าได้เกิดขึ้นจริง และเป็นความรับผิดชอบของรัฐ ซึ่งกว่าความยุติธรรมจะเดินทางมาถึง ภาคประชาชนต้องใช้เวลาต่อสู้ยาวนานถึง 12 ปี 

ภาพผลกระทบจากการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าที่แม่เมาะ ได้ส่งผลสะเทือนต่อสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งข้อถกเถียงและการตั้งคำถามถึงผลประโยชน์ที่ได้กับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า พลังงานที่ได้ชื่อว่ามีราคาถูก  ส่งผลให้ในช่วงปี 2540-2560 ภาคประชาชนในหลายพื้นที่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ที่มาจากการกำหนดนโยบายของรัฐผ่านการจัดทำแผน PDP อาทิ โรงไฟฟ้าบ้านกรูด-บ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา จังหวัดกระบี่และสงขลา พร้อมกับพยายามเสนอทางออกให้รัฐพัฒนาและส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการวางแผนพัฒนาไฟฟ้าของประเทศที่ช่วยปลดล็อกปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

ในระหว่างที่กระแสการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศกำลังคุกกรุ่น ปี 2553 กฟผ. ได้เซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา สปป. ลาว จำนวน 1,473 เมกะวัตต์ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ(MOU) เรื่องความร่วมมือพัฒนาไฟฟ้าในสปป. ลาว และเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าขายให้ไทยปี 2558 ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าหงสาได้ใช้ถ่านหินลิกไนต์ผลิตไฟฟ้าเช่นเดียวกับที่แม่เมาะ และตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทยบริเวณด่านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เพียง 32 กิโลเมตร โดยมีบริษัทเอกชนไทยอย่าง บริษัท ราช กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จํากัด (มหาชน) ถือหุ้นรวมกันเป็นสัดส่วน 80% 

จากแม่เมาะถึงหงสา ทำให้คนเหนือที่อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะมาแล้วกว่า 65 ปี (และยังคงต้องอยู่ร่วมกันต่อไป) มีความเสี่ยงที่จะเป็นผู้ได้ผลกระทบข้ามพรมแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาไปจนถึงประมาณปี 2583  ตามอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดไว้ 25 ปี ซึ่งผลจากการศึกษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นใน 8 หมู่บ้านของอําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ในปี 2564-2565 ภายใต้ชุดโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ในจังหวัดน่าน ประเทศไทย กรณีความเสียงจากการแพร่กระจายมลพิษข้ามพรมแดนลาว-ไทย พบว่า โรงไฟฟ้าหงสา อาจมีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น 

  • ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ถูกพัดพามาจากสปป.ลาว ตกสะสมบริเวณบ้านภูคําและบ้านวังผา 
  • ก๊าซที่มีฤทธิ์เป็นกรด(SO₂ และ NO₂) จากโรงไฟฟ้าหงสาตกสะสมบริเวณบ้านนํ้ารีพัฒนา บ้านกิ่วจันทร์ และบ้านนํ้าช้าง 
  • ดินมีค่าเป็นกรด (ค่า pH ประมาณ 4-5) บริเวณบ้านกิ่วจันทร์ บ้านนํ้าช้าง บ้านนํ้ารีพัฒนา บ้านห้วยโก๋น บ้านสบปืน บ้านห้วยทรายขาว
  • พืชที่ปลูกมีผลผลิตลดลง พืชบางชนิดเกิดโรคหรือมีความผิดปกติ ในทั้ง 8 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนํ้าช้าง บ้านสบปืน บ้านง้อมเปา บ้านด่าน บ้านกิ่วจันทร์ บ้านห้วยโก๋น บ้านนํ้ารีพัฒนา บ้านห้วยทรายขาว 
  • พบสารปรอทสะสมในปลา ในระดับที่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ต้องเฝ้าระวังบริเวณแหล่งนํ้าต่างๆ

โดยปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่สถานะดำเนินการ ทั้งหมด 3 จังหวัด ได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะใน จังหวัดลำปาง ที่มีกำลังผลิตรวมกันทั้งหมด 2,220 MW นอกจากนี้ในปี 2569 ก็จะมีการดำเนินโครงการอีก 600 MW, บริษัท ปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) จังหวัดอยุธยา กำลังการผลิต 8 MW และในจังหวัดระยอง 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด กำลังการผลิต 660 MW บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด กำลังการผลิต 1346.5 MW และบริษัท โกลว์ เอสพีพี 3 จำกัด (โครงการ 2) กำลังการผลิต 90 MW รวมทั้งหมด 2,096.5 MW

ในวันที่โลกเริ่มบอกลาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ข้อมูลจาก International Energy Agency(IEA) พบว่า ณ สิ้นสุดปี 2566 มี 84 ประเทศทั่วโลก ได้ประกาศปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือไม่มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ โดยมี 37 ประเทศ (จาก 84 ประเทศ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศในยุโรป ได้ประกาศเป้าหมายไว้ในแผนระดับชาติ และระบุปีชัดเจนถึงวันที่ประเทศจะปลอดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 

นอกจากนี้ ในเวบไซต์ Beyond fossil fuels รายงานว่า 23 ประเทศในยุโรปได้ประกาศเป้าหมายปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว โดยมี 5 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม ออสเตรีย สวีเดน โปรตุเกส อังกฤษ ได้ยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินโดยสิ้นเชิง ณ ปัจจุบัน และกำลังจะตามอีก 2 ประเทศในปีนี้ ได้แก่ ไอร์แลนด์ และสโลวาเกีย ส่วนที่เหลือ 9 ประเทศมีเป้าหมายปลดระวางให้ได้ภายในปีค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ซึ่งเป็นปีที่กลุ่มประเทศในยุโรป และ OECD ได้ตั้งเป้ายกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อให้เป็นไปตามความข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยมีอีก 7 ประเทศได้ตั้งเป้าหมายหลังจากปีค.ศ. 2030 ซึ่งทั้งหมดจะมีการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปีค.ศ. 2040 (พ.ศ. 2583)  

เป้าหมายการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินของ 23 ประเทศในยุโรป ที่มา: https://beyondfossilfuels.org/europes-coal-exit/

ส่วนประเทศอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถึง 62% หลังจากที่ปราโบโว ซูเบียนโต ชนะเลือกการตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ได้ประกาศเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินภายในปีค.ศ. 2040 เป็นการเลื่อนเป้าหมายให้เร็วขึ้นจากเดิม 10 ปี 

1 ปีที่แผน PDP2024 หายไป คนเหนือจึงยังคงต้องอยู่กับโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป 

สำหรับประเทศไทย ได้ปรากฏเป้าหมายปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในปีค.ศ. 2040 (พ.ศ. 2583)   เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย โดยถูกระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ(LT-LEDS) เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ในปีค.ศ 2065 ตามที่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันโอชา ได้ประกาศไว้ในเวทีการประชุม COP26 เมื่อ 5 ปี ที่แล้ว

แต่ทว่าในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2567-2580 หรือ PDP2024 ซึ่งเป็นเข็มทิศสำคัญในการกำหนดทิศทางพัฒนาไฟฟ้าของไทย กลับยังคงกำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 7% ในปี 2580 และมีโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 2,673 เมกะวัตต์ อยู่ในระบบจนถึงสิ้นสุดแผน(ณ ปี 2580) ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 14 (600 เมะกะวัตต์) และโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา (1,473 เมกะวัตต์) รวมถึงโรงไฟฟ้าที่อยู่ในระหว่างพัฒนาโครงการ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ หน่วยที่ 15 (600 เมกะวัตต์) 

การที่ร่างแผน PDP2024 ซึ่งเป็นเหมือนกระดุมเม็ดแรกของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้ระบุวันหมดอายุของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้เป้าหมายและแผนการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินของไทยหายไปจากสมการของการพัฒนาพลังงาน เพราะการบอกลาโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นที่เกิดขึ้นในยุโรป จำเป็นต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน รวมถึงกลไกสนับสนุนด้านการเงิน กฏหมาย/กฏระเบียบต่างๆ ตลอดจนแผนรองรับแรงงานที่อยู่ในเหมืองและโรงไฟฟ้า การชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แผนการฟื้นฟูพื้นเหมืองและโรงไฟฟ้า ฯลฯ ทั้งหมดคือฟันเฟืองสำคัญที่คอยขับเคลื่อนให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นจริง และดำเนินไปอย่างยุติธรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  ไม่ใช่เพียงข้อความที่ระบุไว้ในเอกสาร 

ที่ผ่านมาทาง JustPow ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อเสนอต่อร่างแผน PDP2024 ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ให้มีการพิจารณาปรับปรุงแผน โดยหนึ่งในข้อเสนอคือ ให้ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินผลิตไฟฟ้า แต่ทว่าผ่านไปแล้วกว่า 1 ปีที่ร่างแผน PDP2024 ยังคงเงียบหายโดยไม่มีการประกาศใช้ และไม่มีเสียงตอบรับว่าการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินตามข้อเสนอของภาคประชาชนจะถูกกำหนดไว้ในแผน PDP หรือไม่

ยิ่งเป้าหมายและแผนการเปลี่ยนผ่านถูกทำให้ทอดยาวออกไปนานเท่าใด โอกาสที่คนเหนือจะได้บอกลาโรงไฟฟ้าถ่านหินยิ่งช้ามากขึ้น หากแผน PDP ฉบับใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปจากร่างแผนเดิม เท่ากับว่าคนเหนืออาจต้องอยู่กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะและโรงไฟฟ้าหงสาไปอีก 12 ปี เป็นอย่างน้อย 

ท่ามกลางความเงียบงันของร่างแผน PDP2024 ได้แต่หวังว่าข้อเรียกที่ผ่านมาของภาคประชาชนจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่  และไม่เงียบหายไปอย่างที่เป็นมา เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าอาจกลายเป็นความอยุติธรรมสำหรับประชาชนเช่นกัน

อ้างอิง

ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

ชายแดนไทย–เมียนมาปะทุรุนแรงต่อเนื่อง แม่สอดผวาอพยพรายวัน หลังเมียนมาโจมตีหมู่บ้านมะระกัน ดับ 18 ราย เด็กเล็กเสียชีวิต–แรงระเบิดสั่นถึงฝั่งไทย

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังคงตึงเครียดอย่างหนักจากการสู้รบในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 40 วัน และยังคงสร้างผลกระทบต่อฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งแรงสั่นสะเทือนจากการโจมตีของกองทัพเมียนมา...

เมื่อร้านกาแฟกลายเป็นช่องฟอกเงิน ส.ส.วิโรจน์เตือน เชียงรายเสี่ยงเป็นฐานทุนสแกมเมอร์ จี้รัฐตรวจธุรกิจเงินสด–นอมินี

จังหวัดเชียงรายกำลังถูกจับตามองในฐานะพื้นที่ที่มีการไหลเข้าออกของเงินผิดกฎหมายจากขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) ในภาคเหนือ หลัง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ระบุในงานสัมมนา...

สุขภาพของ ‘เขา’ คือสุขภาพของ ‘เรา’ เหตุผลจริงของการรักษาที่ชายแดน บทเรียนที่แม่สอดและอุ้มผาง กับข้อตกลงสุขภาพข้ามพรมแดนที่ยังมาไม่ถึง

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก คือหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาหลายหมื่นคนที่เข้ามาทำงานในโรงงาน การเกษตร การประมง...

คกน.-เครือข่าย เปิดเวที ‘ชาติพันธุ์กับรัฐธรรมนูญ’ บทเรียน 50 ปีสู่รัฐธรรมนูญที่คนเท่ากัน

1 ธันวาคม 2568 เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) และเครือข่ายจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘การต่อสู้ของพี่น้องชาติพันธุ์กับความสำคัญของรัฐธรรมนูญ’ โดยมีองค์กรภาคประชาชนจากไทย–เมียนมาร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ด้านสิทธิชุมชน...