เรื่อง: บดินทร์ เทพรัตน์
ภาพ: บดินทร์ เทพรัตน์ และพุทธชาติ หงสกุล
ปัจจุบัน Micro Cinema (โรงหนังขนาดเล็กที่มักฉายหนังนอกกระแส) ถือเป็นรูปแบบการรับชมภาพยนตร์ที่กำลังมาแรง และตอนนี้ที่เชียงใหม่ได้มี micro cinema แห่งใหม่เปิดทำการ นั่นคือ พุธฉาย (Wednesday Shine)
โรงหนังขนาด 40 ที่นั่งแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ MORe Space ถนนนิมมานเหมินท์ เปิดทำการทุกวันอังคาร–พุธ–พฤหัสบดี ช่วงเวลา 18.00–22.00 น. โดยฉายหนังประเภทหนังสั้น หนังนอกกระแส หนังนักศึกษา เป็นต้น ราคาตั๋ว 70 บาท (นักเรียน/นักศึกษา 35 บาท) นอกจากนั้น เจ้าของโรงยังตั้งใจทำให้เป็น Micro Theater เพื่อจัดกิจกรรมอื่นๆ เช่น ละครเวที คอนเสิร์ต งานเสวนา และการแสดงต่างๆ
ผู้ก่อตั้งโรงหนังแห่งนี้คือ แป๊ก–พุทธชาติ หงสกุล อาจารย์ประจำวิชาการผลิตสื่อสร้างสรรค์ คณะการสื่อสารมวลชน (Mass Comm) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เราชักชวนพุทธชาติพูดคุยถึงโรงหนังของเขา ซึ่งเป็นผู้ออกทุนสร้าง เลือกโปรแกรมหนัง และจัดการฉายหนังด้วยตัวเอง เขาหวังว่าจะดำเนินการต่อเนื่องไปได้อีกหลายปี และจะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคอหนังในเชียงใหม่
อยากให้แนะนำตัวครับว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงมาทำโรงหนังได้

ผมชื่อแป๊ก พุทธชาติ หงสกุล ผมเคยทำงานด้านโปรดักชั่นมา 30 ปี เคยทำงานประจำด้านสื่อมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งหนังสือ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ โฆษณา ผมอยู่ JSL 16 ปี และก็เคยทำงานกับเครือกันตนา เคยทำงานกับแกรมมี่ ทำรายการตามไปดู เคยทำงานกับบริษัทป่าใหญ่ครีเอชั่น เคยทำรายการกับคุณเพชรยุพา (บูรณ์สิริจรุงรัฐ) เคยเป็นผู้ช่วยดีเจวิ่งรับแผ่น เปิดแผ่น และอีกหลายงานครับ
เรื่องการศึกษา ผมเคยเรียนรามคำแหง คณะศึกษาศาสตร์ เอกโสตทัศนศึกษา ที่นี่มีทุกวิชาแทบจะเหมือนคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่นเลย แต่เพิ่มวิชาการเป็นครูมาด้วย ซึ่งตอนเรียนปีหนึ่งปีสอง ผมเก็บวิชาเอก วิชาโทที่ชอบ ถ่ายภาพ ถ่ายหนัง เขียนบท ออกแบบสตูดิโอ และวิชาพื้นฐานได้เกือบทั้งหมด เหลือแต่วิชาเกี่ยวกับศึกษาศาสตร์ ก็ตั้งใจว่าจะเก็บเอาไว้เรียนช่วงท้ายๆ ซึ่งพอขึ้นปีสาม อยู่ดีๆ ผมก็ได้ทำงานประจำเป็นกองบรรณาธิการวารสาร ได้เงินเดือนห้าพันกว่าบาท ก็เลยลืมเรื่องเรียนไปเลย ทั้งๆ ที่เหลืออีกแค่สี่สิบกว่าหน่วยกิตก็จะจบแล้ว แต่ใจมันไปเสียแล้ว ก็เลยไม่เรียนต่อ แต่เลือกทำงานหาประสบการณ์ไปเลยดีกว่า ทำให้ผมมีวุฒิแค่จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเท่านั้น ที่นำไปใช้สมัครงานมาตลอด แต่ก็ยังมีงานให้ได้ทำอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะจากประสบการณ์การทำงานทั้งหมดที่ผ่านมาในอดีต
จากที่ทำงานที่กรุงเทพฯ มาครึ่งชีวิต ผมก็ถึงจุดอิ่มตัวและเบื่อกรุงเทพฯ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนผมก็ลาออกจากงานประจำและย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ผันตัวเองมาเป็นฟรีแลนซ์และทำธุรกิจ มาลงทุนเป็นหุ้นส่วนร้านสเต๊ก ทำบริษัท ‘LiveBox’ ซึ่งเป็นเจ้าแรกๆ ในเชียงใหม่ที่ทำเรื่องไลฟ์สตรีมมิ่งออนไลน์ ทำกลุ่มกลางแปลงกัมปานีที่จัดกิจกรรมฉายหนังเชียงใหม่กลางแปลง แล้วก็ช่วยผลักดันกิจกรรมหรือโครงการทางวัฒนธรรมต่างๆ หลายงาน
จากนั้นก็มีน้องที่สนิทกันมาชวนผมไปเป็นอาจารย์ Mass Comm มช. ตอนแรกที่มาชวนผมก็ตกใจ นึกว่าจะมาชวนให้เป็นเจ้าหน้าที่คณะด้วยซ้ำ ผมก็ตอบไปว่า เฮ้ย กูดื้อจะตาย จะสอนหนังสือได้เหรอ ไม่เคยเป็นอาจารย์มาก่อนเลยนะ ไม่มีวุฒิด้วยเพราะเรียนไม่จบปริญญาตรี แต่เขาแจ้งว่าคณะต้องการอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานสายสตูดิโอ สายโปรดักชั่น สายพรีกับโพสต์โปรดักชั่นมาสอน ซึ่ง CV ของเราก็มีประสบการณ์งานหลากหลายและจัดเต็มมากกว่า 30 ปี พอไปสมัครและสอบสัมภาษณ์ผ่าน ผมก็เลยได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ พอประเมินผลก็ผ่าน ได้คะแนนดี ก็เลยได้ต่อสัญญามาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็สอนมา 4 ปีแล้ว
การทำโรงหนังของตัวเอง เป็นความฝันของคุณตั้งแต่แรกเริ่มเลยหรือเปล่า
ย้อนไปสมัยประถม ผมเคยทำโรงหนังส่วนตัวที่บ้านด้วยเครื่องฉายหนัง 8 มม. ซึ่งผมก็ผูกพันกับเรื่องแบบนี้มาตลอด มันเลยเป็นความฝังใจและอยากทำ
ในอดีตผมเคยเป็นผู้อำนวยการโรงละครประชาชน (People Citizen Theater) ที่ชั้น 3 ของหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) ซึ่งจัดแสดงละครใบ้เป็นส่วนใหญ่ และการแสดงอื่นๆ บ้างตามสมควร จัดทุกเสาร์อาทิตย์ต่อเนื่องโดยตลอด มีแฟนประจำคอยติดตาม ซึ่งตอนนั้นผมร่วมทำกับกลุ่มละครใบ้คนหน้าขาวของพี่อั๋น(ไพฑูรย์ ไหลสกุล) ก็ต้องซื้อผ้าดำมาพาดในห้อง จัดการระบบไฟ ระบบเสียงจนเกิดเป็นโรงละครเล็กๆ แต่ต่อมาหอศิลป์ก็ขอคืนสถานที่ไป ทำให้ไม่มีโรงละครนี้แล้ว ผมก็ต้องเปลี่ยนไปทำงานอื่นหาเลี้ยงชีพ แต่ความคิดที่อยากทำโรงละคร–โรงหนังก็ยังคงอยู่
ผมกลับมาสนใจอยากทำอีกครั้งตอนย้ายมาเชียงใหม่ ซึ่งผมมักไปร่วมงานฉายหนัง เทศกาลศิลปะ ละครเวที งานกิจกรรมต่างๆ ตอนที่เจอกลุ่มคนจัดงานผมก็มักจะบอกถึงสิ่งที่อยากทำ นั่นคือการทำโรงหนัง–โรงละครเพื่อทำกิจกรรมในแบบที่ทางกลุ่มต่างๆ ชอบฉายจัดนี่แหละ โดยไม่จำเป็นต้องไปขอใช้สถานที่อื่น มันเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ทำ อาจเพราะไม่พร้อมลงทุน หรือคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ทำยาก แต่ผมมีภาพอยู่ในหัวว่าสามารถสร้างได้ ทำให้มันมีขนาดพอดี ไม่ต้องใหญ่โต ซึ่งตอนนั้นคำว่า micro cinema ยังไม่ถูกพูดถึงแพร่หลายด้วยซ้ำ
ผมนึกภาพโรงหนังเล็กๆ ประมาณโฮมเธียเตอร์ในบ้าน แล้วเพิ่มจำนวนที่นั่งจากที่ดูกันเองในครอบครัว 2–3 คนให้เป็น 50 ที่นั่ง ส่วนเรื่องโปรเจกเตอร์ ด้วยความที่ผมทำงานในวงการสื่อก็เลยเชี่ยวชาญเรื่องนี้ มองรวมๆ ก็คิดว่าเราก็สามารถทำได้นะ
แรงผลักดันให้ผมทำมีปัจจัยทั้งภายนอกกับภายใน ปัจจัยภายนอกก็คือพวกหนังฟอร์มเล็ก คุณภาพดี แต่กลับไม่มีที่ฉาย อย่างเช่นหนังสารคดีเรื่อง Where to Invade Next ของไมเคิล มัวร์ที่ผมชอบ หนังพวกนี้มักได้ฉายรอบเดียวเฉพาะในเทศกาลหรือกิจกรรมพิเศษแล้วก็หายไปเลย นานๆ จะกลับมาฉายใหม่ หรือบางทีผมไปเจอหนังบางเรื่องที่น่าดูมาก ก็เลยไปถามเจ้าของหนังว่าสามารถหาดูได้ที่ไหนบ้าง จะจัดฉายที่ไหนอีกไหม ซึ่งเจ้าของหนังก็บอกว่าไม่มีแล้ว หาที่ฉายไม่ได้ ทำให้หนังมันก็หายไปเฉยๆ ซึ่งน่าเสียดายเพราะมันไม่มีใครมาสนับสนุนกระบวนการฉายหนังนี้ ทั้งที่ผู้ชมกลุ่มที่อยากดูหนังแบบนี้ในเชียงใหม่มีเยอะ
ผมมองว่าหนังมันมีชีวิต แต่พอมันไม่มีพื้นที่ ไม่มีจอ ไม่มีเครื่องฉายแล้ว ชีวิตของมันก็หายไป
ทำให้ผมกลับมาคิดว่าทำไมที่เชียงใหม่ หนังทางเลือกแบบนี้ถึงไม่ได้ฉายในโรงหนังประเภทที่มีที่ตั้งถาวร รอบฉายต่อวันสม่ำเสมอ ชัดเจน ผู้ชมวางแผนมาดูได้สะดวก มันควรมีการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เกิดพื้นที่ฉายหนังอิสระที่มั่นคง ทั้งสถานที่และกำหนดการฉาย
นอกจากนี้ ยังมีแรงผลักดันที่เป็นปัจจัยภายในซึ่งเกี่ยวข้องกับผมโดยตรง นั่นคือพอผมไปเป็นอาจารย์สอนวิชาปฏิบัติการผลิตสื่อ ก็สอนทั้งการผลิตภาพ เสียง สอนผลิตรายการ สอนถ่ายทอดสดออนไลน์ ซึ่งนักศึกษาขึ้นปีสี่ก็จะมีการทำหนังสั้นธีสิสตัวจบ พอทำเสร็จก็เกิดเป็นคำถามย้อนกลับมาว่าจะฉายที่ไหน
สถานที่แรกที่หนังจะได้ฉายก็คือห้องเลกเชอร์ เพราะต้องนำเสนออาจารย์ แต่มันก็ฉายยาวไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขของสถานที่และเวลา มีหนัง 10 กว่าเรื่องแต่มีเวลาตรวจแค่ 10 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น ก็ฉายได้ไม่เยอะ ผมบอกนักศึกษาว่าให้ตัดเป็นไฮไลท์มาแค่ 5 นาทีนะ นักศึกษาก็บอกว่า โห อาจารย์ หนังมันยาว 40 นาที จะให้ตัดเหลือแค่ 5 นาทีเองเหรอ
เลยเกิดเป็นแรงกระตุ้นว่า ถ้ามีโอกาสเดี๋ยวผมจะหาสถานที่ฉายหนังแบบเต็มเรื่องให้ ตอนนั้นก็เลยจัดเป็นงานกิจกรรมฉายหนัง โปรเจ็บ ตัวจบ (The Final Project) ฉายหนังของนักศึกษาปี 4 ทั้งหมด 9 เรื่อง ใช้ห้อง Blackbox ซึ่งเป็นห้องจัดกิจกรรมในคณะ ลงทุนซื้อจอใหญ่ขนาด 200 นิ้ว ตอนฉายเหล่านักศึกษาก็ฮือฮากันมาก เพราะพอหนังมันได้ฉายบนจอใหญ่ ภาพใหญ่ ระบบเสียงดี มันให้ความรู้สึกอลังการ เขาเรียกว่าหนังมันมีบ้าน อยู่ในที่ของมัน ซึ่งบ้านของมันก็คือบนจอในโรงนั่นแหละ มันทำให้ได้เห็นตัวหนังอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งความดีงามและรอยแผลของมัน
พอนักศึกษารุ่นใหม่เข้ามา ก็เหมือนลูปของเวลามันวนกลับมาใหม่ว่าต้องหาที่ฉายหนังอีกแล้ว ซึ่งการจัดงานฉายหนังที่คณะมันก็มีข้อจำกัดเรื่องระเบียบในพื้นที่มหาวิทยาลัย อย่างเวลาก็ต้องเป็นเวลาราชการเท่านั้น คนภายนอกจะเข้ามาชมก็เดินทางลำบากพอสมควร จะไปเช่าโรงหนังเครือใหญ่ค่าเช่าก็แพงเป็นหลักหมื่น สู้ไม่ไหว ก็เลยมีแรงผลักดันให้ตัดสินใจทำโรงหนังของตัวเองจริงจัง ซึ่งตอนบอกเรื่องนี้ทุกคนคิดว่าผมพูดเล่น แต่ผมบอกว่ากูไม่พูดเล่นแล้ว กูเอาจริง

นอกจากนั้นยังมีหนังที่เป็นประกายไฟให้ผมอยากทำโรงหนัง คือ เจ้าดวงเดือน (The Lost Princess) หนังสารคดีเรื่องนี้เคยฉายในโรงหนัง SF เมญ่าช่วงต้นปี 2568 ซึ่งผมก็วางแผนว่าจะไปดู แต่ก็ติดโน่นติดนี่จนหนังมันหลุดจากโปรแกรมฉาย จากนั้นก็หาดูที่ไหนไม่ได้เลย ตอนหลังผมก็ได้ดูหนังเรื่องนี้ในงาน เชียงใหม่ Film Fest ปลายปี 2568 ซึ่งผมได้เจอกับผู้กำกับ – คุณกร (กรภัทร ภวัครานนท์) และโปรดิวเซอร์ – คุณเค (กมลธร เอกวัฒนกิจ) ที่มา Q&A ในงาน ผมบอกพวกเขาว่าถ้าผมทำโรงหนังขึ้นมา จะขอเอาหนังเรื่องนี้มาฉายได้ไหม จากนั้นพอโรงหนังเป็นรูปเป็นร่าง ได้ขึ้นโครงแล้ว ผมก็ส่งภาพให้ทั้งคู่ได้ดู ให้พวกเขารู้ว่าเราเอาจริงแล้ว

หนังอีกเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมคือ ก๋วยเตี๋ยวเย็น (Cold Noodle) ของคุณยิม (ธีรภัทร กองรัตน์) ผมเห็นตัวอย่างแล้วสะใจมาก อยากดู ก็เลยส่งข้อความถามผู้กำกับไปว่าหาหนังเรื่องนี้ดูที่ไหนได้บ้าง เขาก็บอกว่าไม่มีฉายโรงแล้ว หนังเคยฉายแบบเช่าโรง 2 รอบซึ่ง Sold Out ทุกสองรอบ แต่ก็โดนหักค่าโน่นค่านี่จนไม่เหลือกำไร และไม่มีแผนฉายโปรแกรมปกติเพราะไม่อยากโดนเสียค่าจัดการต่าง ๆ ให้โรงเครือใหญ่ ผมก็เลยบอกคุณยิมว่าขอเอาหนังมาฉายในโรงที่ผมกำลังจะได้ไหม เขาก็บอกว่า เฮ้ย ถ้าพี่ทำโรงหนังได้จริงก็ได้เลย ก็ถือว่าได้รับแรงผลักดันจากหนังสองเรื่องนี้
ซึ่งตอนขอหนังมาฉายก็คุยเงื่อนไขกันภายใต้เงื่อนไขว่า ผมไม่อยากฉายหนังแค่รอบเดียวนะ ผมอยากให้หนังมันอยู่บนจอนานๆ เผื่อว่าวันที่ฉายวันแรกไม่ว่าง จะได้มาวันอื่นได้ อย่างหนังเจ้าดวงเดือนทางโรงของเราก็จัดฉายนานเป็นเดือน ซึ่งถึงกระนั้นก็มีคนมาบอกว่ามาดูไม่ทัน ช่วยเพิ่มรอบอีกได้ไหม ผมก็บอกว่าไม่มีรอบฉายเหลือแล้ว ถ้าจะมีอีกก็ให้เป็นเรื่องของอนาคต
ทำไมเลือกสร้างโรงหนังที่ MORe Space มีหลักเกณฑ์ในการเลือกสถานที่อย่างไร

ผมอยากได้ทำเลที่เดินทางสะดวก อยู่ในตัวเมือง มีที่จอดรถ มีห้องน้ำ ใกล้ร้านของกิน ซึ่งผมไปสำรวจและพูดคุยกับเจ้าของสถานที่มาเยอะมากครับ ร้านกาแฟตรงแถวคูเมืองก็เคยไปคุย หรือร้านหนังสือบางที่ก็เคยไปคุยเรื่องขอเช่าพื้นที่ชั้นสอง แต่เงื่อนไขบางอย่างไม่อำนวย ก็เลยไม่ได้ทำ
จนสุดท้ายมาได้ที่ MORe Space ซึ่งตอบโจทย์ครบ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองตรงถนนนิมมานเหมินท์ ซึ่งเป็นย่านที่เป็นที่รู้จักกันดี มีพวกร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำ ที่จอดรถ มี facility ต่าง ๆ ครบถ้วน แล้วอยู่ใกล้กลุ่มเป้าหมายของผม นั่นคือนักศึกษา นอกจากนั้น ผู้บริหารที่นี่ก็เป็นรุ่นน้องโรงเรียนผม ก็เลยคุ้นเคยกัน เขาก็ช่วยสนับสนุนเราหลายอย่าง
ทำไมถึงเลือกช่วงเวลาฉายเป็นเวลาเย็นของกลางสัปดาห์ ทำไมไม่เลือกฉายวันหยุดสัปดาห์

เรื่องฉายหนังวันพุธ ที่จริงก่อนหน้านี้เมื่อสี่ปีก่อน ผมก็เคยจัดงานฉายหนังเฉพาะวันพุธมาแล้วในโครงการ เชียงใหม่กลางแปลง (เมื่อแลง กุ๊ปุ๊ด) ผมจัดฉายหนังไทยคลาสสิกแบบกลางแปลงด้วยฟิล์ม 35 มม. ทุกวันพุธช่วงค่ำที่ One Nimman โซนลานหน้าหอนาฬิกา ให้เข้าชมฟรี แล้วเปิดให้เช่าพื้นที่ขายสตรีทฟู้ดเพื่อชดเชยค่าใช้จ่าย ตอนนั้นที่จัดวันพุธเพราะเจ้าของพื้นที่อนุญาตแค่วันนั้น เพราะวันพุธเป็นวันที่เขาเรียกว่าเดธเดย์ เป็นวันที่แบบทุกอย่างแย่ ยอดขายน้อย ลูกค้าน้อย
ซึ่งผมเอาด้วยเพราะผมเป็นคนชอบวันพุธ ผมยังมี hidden agenda ส่วนตัวด้วยเพราะผมเป็นคนเกิดวันพุธและเป็นลูกคนกลาง ซึ่งภาษาอังกฤษคือ Wednesday’s child (ลูกคนกลางที่ได้รับความรักน้อยกว่าคนอื่น) ผมก็มองว่าวันพุธมันน่าน้อยใจ คนชอบทอดทิ้งวันพุธ ร้านค้าก็ค้าขายได้น้อย พวกร้านค้า ร้านตัดผม ร้านกาแฟบางร้านก็ปิดทำการวันพุธ ส่วนโรงหนังเครือใหญ่เนี่ย วันพุธคือ movie day ตั๋วหนังลดราคาเพราะไม่ค่อยมีคนมาดู
ผมมองว่าวันพุธน่าสนใจ และผมเป็นคนชอบท้าทายอะไรบางอย่าง ก็เลยจัดฉายหนังวันพุธในโครงการเชียงใหม่กลางแปลงทุกสัปดาห์ ทำเกือบ 3 เดือนไปก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ที่จริงอยากทำต่อเนื่องแต่เจ้าของพื้นที่ไม่ให้ทำต่อ ซึ่งพอมาทำโรงหนังของตัวเองก็ยังคงฉายหนังวันพุธเหมือนเดิม
ที่ MORe Space ตอนแรกผมจะฉายแค่วันพุธวันเดียว แต่เจ้าของพื้นที่เขาแนะนำว่าที่นี่มี “กาดเทมาร์เก็ต” ตลาดนัดจัดสัปดาห์ละ 3 วัน อังคาร–พุธ–พฤหัส เราก็เลยฉายหนังตามนั้นไปเลย ซึ่งถ้าในอนาคตที่นี่ในช่วงสุดสัปดาห์เสาร์–อาทิตย์คึกคักมากขึ้น แล้วมีคนเรียกร้องอยากให้เปิดสุดสัปดาห์มาก ๆ ผมก็อาจจะพิจารณาเปิดได้ครับ ไม่มีปัญหา
คุณมีการกำหนดแปลนโรงหนังและกำหนดสเปกของอุปกรณ์การฉายอย่างไร

ผมออกแบบแปลนของโรงนี้เองหมดนะครับ โดยยึดตามแปลนมาตรฐานของโรงหนัง ตอนแรกเขียนแปลนไว้ว่าจะให้เป็นโรง 50 กว่าที่นั่ง แต่ผมก็ปรับ เพราะจำนวนที่นั่งขนาดนั้นกฎหมายเดิมมันจะมีผลควบคุมอยู่ ก็เลยลดให้เป็น 40 ที่นั่ง แล้วก็ปรับขนาดโรงจากขนาดมาตรฐาน 7×8 เมตร ลดให้เหลือ 6×7 เมตร ลดขนาดจอจาก 200 นิ้วให้เหลือ 180 นิ้ว (4.5 x 2.5 เมตร) แล้วก็ไปคำนวณเรื่องความสว่าง ความคมชัด คอนทราสต์ แล้วก็ไปหาเครื่องฉายตามสเปกอย่างที่ต้องการที่ราคาไม่แพงมาก โดยเครื่องฉายของผมเป็นระบบ DLP ความสว่าง 5000 ANSI Lumens และความคมชัด 20000:1
สำหรับระบบเสียงเป็น 1000 วัตต์ แผนแรกของผมเลยคืออยากให้เป็น 5.1 แชนเนล ซึ่งผมออกแบบไว้หมดแล้ว ผมสอนเรื่องการออกแบบเสียงที่คณะด้วยนะฮะ แต่งบประมาณไม่พอ ก็เลยออกแบบเป็น 2.1 แชนเนลไปก่อน แต่ในอนาคตก็จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ ซึ่งผมกำลังวางแผนระบบเสียงแบบอคูสติกด้วย แล้วก็มีการติดตั้งเครื่องกรองเสียงไม่ให้เสียงจากภายนอกเข้ามาในโรง ทำให้เสียงลดไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเสียงเครื่องบิน เสียงตลาด เสียงจากลำโพงข้างนอก ซึ่งคนดูก็บอกว่าโอเคดี ไม่รู้สึกถึงเสียงรบกวนเลย
สำหรับโปรแกรมเปิดหนัง ผมใช้ฟรีซอฟต์แวร์ OBS Studio ซึ่งผมใช้งานบ่อยจนคุ้นเคย คนอื่นอาจจะใช้สำหรับถ่ายทอดสด แต่ผมใช้มันมาเป็น player แล้วมันตั้งค่าต่าง ๆ พวกสัดส่วนภาพหรือสเกลได้ไม่ยาก เพียงแค่ใส่ค่าที่ต้องการเข้าไปเท่านั้น
โปรแกรมควบคุมทุกอย่างนี้อยู่ในโน้ตบุ๊กตัวเดียว เท่ากับว่าอุปกรณ์ทั้งหมดในการฉายมีแค่โน้ตบุ๊ก 1 ตัว มิกซ์เซอร์เสียง 1 เครื่อง เครื่องฉาย ลำโพง ก็ครบหมดแล้วครับ ผมก็ออกแบบพื้นที่ให้ไม่บังกัน จอก็ยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณ 1.5 เมตร จัดที่นั่งให้เป็นสโลปทุกแถว ทำเพดานให้สูงปรี๊ดเลย 6 เมตร ทำให้โรงมันดูใหญ่และโล่ง
ตอนที่ผมบอกจะทำ micro cinema หลายคนเข้าใจว่าผมจะทำห้องฉายหนังเล็กๆ ผมก็บอกว่าเฮ้ย ไม่ใช่ ผมจะทำโรงหนังเลย ให้มันใหญ่ โล่ง กว้างขวาง มีระบบระบายอากาศทำให้ไม่ร้อน ถ้าวัดระดับความสมบูรณ์ ตอนนี้ผมให้ 60% ไม่เกิน 70% ซึ่งยังต้องทำอย่างอื่นอีกเยอะพอสมควร
คุณสร้างโรงหนังทั้งหมดนี้ด้วยเงินตัวเองล้วนๆ เลยหรือ
ใช่ครับ ไม่ได้ของบประมาณจากรัฐหรือสปอนเซอร์จากใครเลย เงินของตัวเองหมด เป็นเงินเก็บก้อนหนึ่งที่เคยวางแผนว่าจะเอาไปใช้ทำอย่างอื่น แต่เปลี่ยนเอามาใช้สร้างโรงหนัง แถมได้กู้หนี้ยืมสินมาด้วย ที่จริงผมเคยเขียนขอทุนในโครงการสนับสนุน micro cinema 5 ภูมิภาคไป แต่ไม่ได้ครับ ก็เลยออกเงินเอง ซึ่งตอนแรกก็แอบกังวลอยู่ แต่ผมก็พยายามควบคุมให้ประหยัดที่สุด ผมตั้งงบไว้ให้ไม่เกิน 200,000 บาท อย่างตัวโรงหนัง ตอนแรกที่คิดไว้ว่าจะเป็นตึกโครงสร้างถาวร ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นโครงสร้างแบบเต็นท์ราคาไม่ถึงหนึ่งแสนบาท ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ข้างใน ผมก็เขียนเช็กลิสต์โดยเช็กราคาเองทุกอย่าง ก็สั่งของจาก Shopee, Lazada มาเยอะมาก
โรงนี้ผมทำหน้าที่ดูแลทุกอย่าง คัดเลือกหนัง คิวเรตหนัง จัดการเรื่องฉายหนัง ซึ่งผมก็พยายามหาคนช่วยเพราะผมมีภาระงานอย่างอื่นด้วย ตอนนี้ผมมีลูกศิษย์ที่อยากหารายได้พิเศษมาช่วยงานต่าง ๆ ทั้งขายตั๋ว ให้ข้อมูล ดูแล front office เป็นแอดมินในโซเชียลมีเดีย แต่เรื่องคิวเรตหนังผมจัดการเอง เป็นเรื่องปวดหัวของผมตอนนี้เพราะก็ยังงูๆ ปลาๆ อยู่ แต่เดี๋ยวก็ค่อยๆ เรียนรู้ น่าจะจัดการได้
มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกหนังมาฉายในโรงนี้อย่างไรบ้าง

ผมต้องการให้มันเป็นพื้นที่สำหรับหนังอิสระ หนังนอกกระแส หนังของนิสิตนักศึกษา หรือคนทำหนังทั้งหลายที่ทำหนังแล้วไม่มีที่ฉายครับ
หนังที่ฉายก็มีที่ผมเป็นฝ่ายไปติดต่อขอหนังที่ผมสนใจ เช่น The Lost Princess, ก๋วยเตี๋ยวเย็น เป็นต้น แล้วก็มีการเปิดรับผลงานหนังจากภายนอก ผมก็ไปประกาศในกลุ่มต่างๆ ว่าผมมีพื้นที่ฉายแบบนี้นะ ก็มีคนติดต่อมาค่อนข้างเยอะ มีคนส่งหนังมาแล้วตอนนี้น่าจะเกือบ 10 เรื่อง ซึ่งก็ต้องใช้เวลาคัดเลือกหนังและคิวเรตโปรแกรม
ปกติเวลาคุณต้องการนำหนังของคุณเองไปฉายในโรงหนังเครือใหญ่ ทางเลือกแรกของคุณคือเช่าเหมาโรง ซึ่งค่าเช่าหลายหมื่นบาทแล้วต้องขายตั๋วเอง อีกทางเลือกคือเข้าฉายรอบปกติ ซึ่งเข้าไปอยู่ในระบบเขา เขาก็มีการคิดค่าบริหารจัดการ คิดค่าต่างๆ จนบางทีกำไรของคุณแทบไม่เหลือ
สำหรับพุธฉาย ผมไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือค่าจัดการต่างๆ แบบโรงเครือใหญ่ แต่ใช้วิธีแบ่งรายได้เป็น screening fee ตามเปอร์เซ็นต์รายได้จากการขายตั๋วตามที่ตกลงไว้ ก็พยายามไม่ให้มันยุ่งยากหรือปวดหัว เพราะบางทีคนทำหนังอิสระเขาก็ไม่ได้หวังกำไรมหาศาลจากการฉายหนัง แต่อยากให้มันขึ้นจอ มีคนดู พวกเขามี passion ทำหนังออกมาให้คนดู เหมือนที่ผมมี passion ในการทำโรงหนังครับ เนี่ยแหละฮะ
แล้วการดีลกับภาครัฐล่ะครับ การเปิดโรงหนังต้องระวังอะไรบ้าง
ผมกำลังติดตามกฎหมายเกี่ยวกับ Micro Cinema ฉบับใหม่ ที่กลุ่มของพี่หมู (สุภาพ หริมเทพาธิป นายกสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ – Micro Cinema) พยายามผลักดัน ซึ่งตอนนี้มีอนุกรรมการและมีการประชุมกันหลายครั้งแล้ว
แต่ตอนนี้เบื้องต้น การเปิดโรงหนังของผมเป็นเหมือนกับการทดลอง ตอนนี้เรายังต้องยึดอยู่กับกฎหมายเก่าปี พ.ศ. 2521 ที่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดเยอะ อย่างตอนนี้ ผมยังจดทะเบียนธุรกิจโรงหนังของผมไม่ได้ เพราะว่าตามกฎหมายโรงมหรสพ โรงหนังมันต้องเป็นโครงสร้างอาคารถาวร แต่โรงของผมเป็นเต็นท์ ไม่มีสถานที่ตั้งชัดเจน ไม่มีบ้านเลขที่
สิ่งที่ผมทำตอนนี้คือออกแบบโรงให้ปลอดภัยและเป็นไปตามเงื่อนไข เช่น มีทางหนีไฟ มีเพดานที่สูงและปลอดภัย ซึ่งตอนที่เทศบาลมาสอบถามผมว่าสถานที่นี้คืออะไร ผมก็แจ้งว่าเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ฉายหนัง เล่นดนตรี เล่นละครเวที จัดการแสดง จัดอบรม ได้หมด
ก็รอดูว่ากฎหมายการจัดทำโรงมหรสพฉบับใหม่ เงื่อนไขจะเป็นอย่างไร เหมาะสมแก่การลงทุนต่อเนื่องหรือเปล่า ซึ่งถ้าผลักดันสำเร็จผมก็จะไปจดทะเบียน ทำให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ถ้ามันไปต่อไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที
วางแผนจะเปิดต่อเนื่องแบบนี้ไปเรื่อยๆ นานเท่าไร

ผมอยากให้พุธฉายเปิดต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี แต่ตอนนี้ผมทำสัญญาเช่าพื้นที่แบบปีต่อปี ซึ่งพื้นที่ตรงนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานบริหารและจัดการทรัพย์สิน ม.เชียงใหม่ (CMU Asset Management) ก็ยังไม่รู้ว่าทางสำนักงานจะเปลี่ยนแปลงนโยบายอะไรไหม จะปรับนู่นนี่หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีการปรับเปลี่ยน ผมที่เป็นผู้เช่าแบบรายย่อยก็ต้องหลุดไป
ถ้าต้องย้ายจริงๆ โครงสร้างโรงทั้งหมดผมถอดออกได้หมดทุกชิ้นเลย แม้กระทั่งผ้าใบ ทุกอย่างเป็นน็อกดาวน์หมด สามารถยกโรงหนังทั้งหมดไปตั้งที่ใหม่ได้เลย แต่ตอนนี้ผมพอใจกับโลเคชั่นนี้แล้ว หวังจะได้อยู่ต่อไปนานๆ
เคยมีคนมาจากขอนแก่นถามผมว่าสนใจไปทำโรงหนังทางเลือกที่ขอนแก่นบ้างไหม เขาเห็นโครงสร้างโรงก็บอกว่า เฮ้ย มันไม่ยากนี่หว่า ผมก็บอกเขาว่าคุณเอาไอเดียผมไปได้เลยไม่มีปัญหา หรือคุณคิดระบบของคุณเองก็ได้ แล้วผมก็มานั่งนึกต่อว่า ถ้ามีจุดฉายที่ขอนแก่นหรือที่อื่น ๆ ด้วยจะเป็นไปได้ไหม ซึ่งต้องลงทุนเยอะนะ แต่ก็มีโอกาสนะ
คิดอย่างไรกับการที่คนบอกว่าโรงหนังตายแล้ว
เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาตลอดหลายสิบปี แต่คุณลองดูสิ สิ่งที่ถูกมองว่าจะมาแทนโรงหนังอย่าง VHS, DVD, Blu-ray, หนัง HD, สตรีมมิ่ง นั้นเข้ามาแล้วก็ไป ส่วนโรงหนังก็ยังอยู่ไง ไม่ตาย ผมมองว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้นอาจเป็นทางเลือก แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนโรงหนังได้ มีคนบอกว่าโรงหนังกำลังจะตายเพราะการดูหนังในโรงมีค่าใช้จ่าย แต่การดูหนังในสตรีมมิ่งก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน ซึ่งการได้ออกมาดูหนังในโรงมันมีวิถีชีวิตที่น่าสนใจมากกว่าการนั่งดูหนังอยู่ที่บ้านด้วย
พูดตรงๆ ผมไม่สมัครเน็ตฟลิกซ์เลย เพราะผมดูหนังจากสตรีมมิ่งไม่ได้ ผมเคยเซ็ตจอหนังและโปรเจกเตอร์เพื่อดูหนังที่ห้องของผมนะ แล้วผมก็ไม่มีความสุขในการดู มันไม่ concentrate มันไม่มีอะไรมาบังคับให้เรานั่งจดจ่อสมาธิอยู่กับหนังข้างหน้าได้ตลอดสองชั่วโมงแบบในโรงหนัง เวลาดูหนังอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวก็ต้องลุกไปเปิดตู้เย็น หยิบโน่นหยิบนี่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีเสียงแชตหรือสิ่งรอบตัวเข้ามารบกวนตลอด ทำให้เป็นการดูหนังที่ไม่ได้ลึกซึ้ง ต่างจากโรงหนังซึ่งทำให้คุณสามารถนั่งจ้องจอสองชั่วโมงได้อย่างมีสมาธิเต็มที่ ทำให้ได้อรรถรสของการดูหนังอย่างเต็มที่ตามที่ควรจะเป็น แล้วมันไม่มีอะไรที่มาเปลี่ยนตรงนี้ได้
โรงหนังมันเป็นสถานที่ของหนัง มันสนับสนุนกันและกัน ถ้าคุณอยากดูหนังคุณต้องไปดูที่โรงหนัง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าหนังต้องฉายในโรง เพียงแต่ตอนนี้หนังมันมีการผลิตได้มากขึ้นและไวขึ้น ตอนนี้มีหนังกับซีรีส์ของไทยออกมาเกือบ 100 เรื่องต่อปี ถ้ารอให้ฉายโรงอย่างเดียว หนังก็จะกระจุกตัว ฉายไม่ทัน แล้วก็จะถูกทิ้งไปอีก ซึ่งแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมันเป็นอีกหนึ่งช่องทางการระบาย การเผยแพร่ ให้ผู้ชมได้มีโอกาสดูหนังมากขึ้น แต่การดูหนังในโรงมันเป็นอีกประสบการณ์หนึ่ง คุณต้องมีแรงจูงใจในการออกจากบ้านเพื่อมาดูหนังในโรงร่วมกับคนแปลกหน้า เกิดเป็นประสบการณ์ร่วม อารมณ์ร่วม ความรู้สึกร่วม ระหว่างคนที่ไม่รู้จักกันในสถานที่เดียวกัน มันคืออรรถรสอย่างหนึ่งซึ่งมันหาที่อื่นไม่ได้ครับ
ภาษาอังกฤษของคำว่าหนังคือ motion picture มันคือความเคลื่อนไหว ซึ่งอย่างแรกมันหมายถึงความเคลื่อนไหวของนักแสดง ของมุมกล้อง ของอะไรต่างๆ ในหนัง ขณะเดียวกันผมมองว่ามันสื่อถึงการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่จากคนดูหนังด้วย คือคุณต้องมีโมชั่น คุณต้องเคลื่อนไหวจากที่ใดก็ตามเพื่อมาดูหนังในโรง ต่างจากเวลาที่คุณดูหนังในสตรีมมิ่งที่คุณแทบไม่มีโมชั่นอะไรเลย เว้นแต่ไปเข้าห้องน้ำกับเปิดตู้เย็น
การมี Micro Cinema มันสำคัญต่อวัฒนธรรมการดูหนังอย่างไร ในยุคที่โรงหนังถูกผูกขาดโดยโรงหนังเครือใหญ่
ถ้าพูดเรื่องความบันเทิงของมนุษยชาติ ภาพยนตร์มันตอบโจทย์ได้สมบูรณ์แบบเลย มันเป็นการรวมองค์ประกอบของงานศิลปะแทบทุกแขนงมาไว้ด้วยกัน ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปแค่ไหน แต่ภาพยนตร์ก็เป็นอมตะ ไม่หายไปจากโลก ยังมีคนทำหนังรุ่นใหม่ที่น่าตื่นเต้นเปลี่ยนรุ่นเข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อใดก็ตามที่หนังมันได้โลดแล่นอยู่ในพื้นที่ของมัน โดยเฉพาะโรงหนังเนี่ย มันก็จะ alive ก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเลย ซึ่ง Micro Cinema มันตอบโจทย์การมีชีวิตของหนังพวกนี้ เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับหนังทางเลือกที่น่าสนใจซึ่งเคยถูกกีดกันเนื่องจากการผูกขาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เฉพาะโรงหนังเครือใหญ่เท่านั้น แต่สตรีมมิ่งก็มีการผูกขาดเหมือนกัน
เมื่อก่อนโรงหนังสแตนด์อโลนมีจำนวนมาก แต่ตอนนี้มันลดจำนวนลงเยอะ แล้วถูกแทนที่ด้วยโรงหนังเครือใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งโลก คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
มันคือทุนนิยม หนังมันยังไม่หายไปหรอก แต่โรงหนังสแตนด์อโลนมันหายไป พอหนังมันเป็นธุรกิจชัดเจน มีการขายหนัง พอมีคำว่าขายมันเป็นธุรกิจแล้วครับ
ในตอนเด็ก รอบตัวผมเต็มไปด้วยโรงหนังสแตนด์อโลน แล้วผมก็ผูกพันกับมัน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป คุณไม่สามารถสร้างกำไรกับโรงหนังแบบนี้ได้อีก ตรงข้ามกับโรงมัลติเพล็กซ์ มัลติเพล็กซ์คือการแบ่งโรงหนังออกเป็นหลายโรงในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ฉายหนังได้มากขึ้น ขายก๊อบปี้หนังได้มากขึ้น ต่างจากสแตนด์อโลนที่ขายได้ก๊อปปี้เดียว มันจึงทำกำไรได้เยอะกว่าและส่งผลดีต่อคนทำหนังด้วย เพราะมีโอกาสทำรายได้ได้มากกว่า
แต่ในทางตรงกันข้าม หนังเรื่องไหนไม่ทำเงินหรือไม่ได้ยอดตามที่เขากำหนดก็จะถูกถอดโปรแกรมอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน 7 วัน เรียกกันว่า 7 วันอันตราย ทำให้หนังบางเรื่องหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วบางเรื่องก็หาดูไม่ได้อีกเลย
ผมมองว่า micro cinema มันเหมือนโรงสแตนด์อโลนที่ย่อส่วนลงมา มันเปิดโอกาสให้ทั้งหนังคุณภาพได้กลับมามีพื้นที่ฉาย และสร้างทางเลือกของคนที่อยากดูหนังหลากหลาย เราก็เข้าใจแหละว่าการลงทุนทำโรงหนังมันต้องพยายามทำให้มีผลกำไรกลับมา แต่ Micro Cinema เนี่ย ถ้าคุณวางระบบดี ๆ ก็จะเห็นว่าการลงทุนเริ่มต้นไม่ได้สูงมาก แต่อาจจะต้องหาเงื่อนไขอื่นๆ มาช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจโรงหนังไปต่อได้ เช่น คุณอาจจะเป็นเจ้าของสถานที่นั้นอยู่แล้ว หรือคุณต้องหารายได้จากอย่างอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เช่น ทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ เป็นต้น
สำหรับผมเนี่ยไม่ได้ทำธุรกิจอื่นเลยควบคู่กับโรงหนังเลย ผมตั้งใจทำโรงหนังอย่างเดียว โดยพยายามให้มันเป็นแบบพื้นที่สำหรับฉายหนังทางเลือก แล้วก็รอดูว่ามันจะมีคอหนังแบบนี้มาดูมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มีเรื่อยๆ นะครับ ผมมองว่าโรงหนังแบบนี้มันไม่ได้ตอบสนองแค่เรื่องตัวเงินอย่างเดียว แต่มันช่วยสร้างแรงบันดาลใจ สร้าง passion ของทั้งคนทำหนังและคนดูหนังให้มันเกิดขึ้นและดำเนินต่อไปได้
คุณมองชุมชนภาพยนตร์ในเชียงใหม่ตอนนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งคนฉายหนังและคนดูหนัง โอเคไหม หรือคิดว่ามันยังคึกคักได้มากกว่านี้อีก
ถ้าเป็นภาษาแบบการตลาด เขาเรียกนิชมาร์เก็ต (niche market) คือถ้าเป็นหนังทั่วไปในเชียงใหม่ ก็มีคนดูเยอะถือเป็นตลาดแมส แต่พอมาเป็นหนังเฉพาะกลุ่มแบบนี้นิชมากครับ คือไม่ต้องไปหวังจำนวนเงินหลักแสนหรือหลักล้าน แต่มันเป็นเรื่องของความผูกพัน คุณอยากจะไปดูหนังทางเลือกคุณก็ต้องไปติดตามกลุ่มที่จัดฉาย ไปดูว่าจะจัดงานอะไรช่วงไหน เราก็เคลียร์คิวไปดู จนเกิดเป็นความผูกพันระหว่างคนจัดฉายหนังกับคนดู
อยากให้เล่าถึงประสบการณ์การฉายหนังหรือผู้ชมที่ประทับใจ

มีหลายเรื่องครับ ผมชอบบรรยากาศตอนที่โรงเปิดทำการใหม่ๆ แล้วมีคนมาเดินสำรวจว่าที่นี่คืออะไร มันคือโรงหนังหรือเปล่า ผมก็บอกว่าผมเป็นเจ้าของโรงครับ เดี๋ยวพาไปสำรวจ พอได้เข้ามาแล้วเขาก็ตื่นเต้นในความใหญ่ของมัน ผู้ใหญ่บางคนก็บอกว่าเหมือนโรงหนังสแตนด์อโลนที่เขาเคยดูตอนเด็ก แต่โรงของเราก็มีขนาดเล็กกว่าเยอะนะ บางคนก็กลับมาดูหนังที่พุธฉายซ้ำ ซึ่งเขาบอกว่าเขาอินกับบรรยากาศของการได้ดูหนังในโรงแบบนี้
บางครั้งผมก็เจอนักศึกษา Mass Comm หรือเจอคนที่จำผมได้ว่าคือคนที่กำลังสร้างโรงหนัง พอได้เห็นโรงจริงแล้วก็ดีใจว่ามันเกิดขึ้นจริงหรือนี่ ซึ่งผมชอบที่มันออร์แกนิก คือคนดูบังเอิญมาเจอ หรือมีคนที่ตั้งใจมาดูหนังที่นี่จริงๆ ซึ่งไม่ได้ใช้การโปรโมตมากมาย
