เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย
การขยายตัวของพรรคกล้าธรรมนอกจังหวัดพะเยา ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า ‘พรรคหน้าใหม่’ เพียงอย่างเดียว แม้ชื่อพรรคจะเพิ่งปรากฏในสนามเลือกตั้งไม่นาน แต่เงาของ ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับทอดยาวอยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน ตัวเลข 56 เก้าอี้ สส. เขตทั่วประเทศ และ 20 ที่นั่งในภาคเหนือ คือหลักฐานว่ารัศมีทางการเมืองของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพะเยาอีกต่อไป หากขยายตัวออกไปในระดับภูมิภาค
ความสำเร็จของกล้าธรรมจึงไม่ใช่เรื่องของ ‘แบรนด์พรรค’ หากเป็นเรื่องของการสั่งสมเครือข่ายและทุนทางการเมืองในระยะยาว เมื่อมองลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยครองความเป็น ‘เมืองหลวงการเมืองภาคเหนือ’ มาตั้งแต่ปี 2544 เริ่มถดถอย โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนบน พื้นที่ที่เคยเป็นฐานคะแนนหลักกลับสูญเสียที่นั่งจำนวนมาก ความนิยมที่หดตัวลงเปิดช่องว่างให้ผู้เล่นที่มีเครือข่ายพร้อมอยู่แล้วสามารถแทรกตัวเข้าไปแทนที่
รศ.ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองว่าผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นมากกว่าคะแนนแพ้ชนะ หากเป็นสัญญาณเตือน ต่อทั้งเพื่อไทยและต่อความเข้าใจระบบการเมืองไทยหลังปี 2566 ที่หลายฝ่ายเคยเชื่อว่าการเมืองกระแสหรือการเมืองมวลชนจะเป็นตัวชี้ขาดแทบทั้งหมด แต่เมื่อพลังของกระแสอ่อนแรงลง การเมืองเครือข่ายพื้นที่กลับกลายเป็นกลไกสำคัญอีกครั้ง และนี่คือสนามที่กล้าธรรมถนัดอย่างยิ่ง
จุดน่าสนใจคือ กล้าธรรมไม่ได้ชนะด้วยคะแนนนิยมในระดับบัญชีรายชื่อ หากอ่านผลคะแนนควบคู่กันจะพบว่า พรรคมีชัยชนะในสนาม สส. เขต แต่ไม่ได้รับความนิยมเชิงอุดมการณ์ในระดับภูมิภาคอย่างเด่นชัด สิ่งนี้สะท้อนว่าชัยชนะไม่ได้มาจาก ‘ความนิยมต่อพรรค’ หากมาจาก ‘ความไว้วางใจต่อบุคคลและเครือข่าย’ มากกว่า พรรคจึงเลือกยุทธศาสตร์เจาะพื้นที่เฉพาะจุด เชื่อมโยงกับบ้านใหญ่และกลุ่มอำนาจท้องถิ่น มากกว่าการไล่เก็บคะแนนแบบกวาดทั้งจังหวัด
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งว่า ในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนล่าง ผู้สมัครของกล้าธรรมจำนวนมากไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นผู้มีฐานเดิมที่ย้ายสังกัด การเปลี่ยนพรรคจึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ หากเป็นการนำทุนทางสังคมเดิมมาปรับวางใหม่ภายใต้ร่มพรรคที่มีแนวโน้มถือครองอำนาจรัฐ กล่าวอีกแบบหนึ่ง พรรคอาจใหม่ แต่เครือข่ายไม่ใหม่
ความได้เปรียบนี้ยิ่งชัดเมื่อพิจารณาบทบาทของอำนาจรัฐ พรรคที่อยู่ในวงอำนาจระหว่างการเลือกตั้งย่อมมีศักยภาพในการเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มอำนาจท้องถิ่นได้มากกว่า การปรากฏตัวในงานชุมชน งานประเพณี หรือกิจกรรมท้องถิ่นจึงไม่ใช่เพียงการให้ประชาชน ‘เห็นหน้า’ หากเป็นการพาอำนาจลงพื้นที่ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเสียงของตนสามารถเชื่อมต่อกับรัฐได้จริง วีระจึงสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อพรรคใดถือครองอำนาจรัฐ พรรคดังกล่าวย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจท้องถิ่น
ในอีกด้านหนึ่ง ชัยพงษ์ยังชี้ว่า การสื่อสารนโยบายของกล้าธรรมก็เลือกประเด็นที่ “จับต้องได้” โดยเฉพาะเรื่องเกษตร ที่ดิน ส.ป.ก. ป่าไม้ และทรัพยากร ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่นอกเมือง เมื่อผสานเข้ากับเครือข่ายเดิมและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงสร้างภาพของนักการเมืองที่ทั้งเข้าถึงได้ มีอำนาจ และพร้อมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ท้ายที่สุด การขยายตัวของกล้าธรรมยังต้องอ่านควบคู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของภาคเหนือเอง เขตที่พรรคเก็บชัยได้จำนวนมากมักเป็นพื้นที่นอกอำเภอเมือง ซึ่งผูกพันกับเศรษฐกิจเกษตรและต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างใกล้ชิด ในโครงสร้างที่การกระจายอำนาจยังจำกัดและการเข้าถึงทรัพยากรยังไม่เท่าเทียม เครือข่ายการเมืองจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงรัฐ การเมืองเครือข่ายจึงไม่เพียงดำรงอยู่ แต่เติบโตได้ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว
การขยายตัวของกล้าธรรมนอกพะเยาจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะตัวของผู้นำพรรค หากเป็นผลลัพธ์ของจังหวะทางการเมืองที่คู่แข่งอ่อนแรง ยุทธศาสตร์ที่เลือกพื้นที่อย่างแม่นยำ และโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ยังเอื้อให้การเมืองแบบเครือข่ายมีพลังเหนือการเมืองกระแสในสนามเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
