
‘บางระกำโมเดล’ ถูกยกเป็นต้นแบบการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของไทย และถูกนำเสนอในเวทีนานาชาติอย่าง FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) ทว่าสำหรับชาวบางระกำ การเป็นพื้นที่หน่วงน้ำกลับหมายถึงการต้องอยู่กับน้ำท่วมขังยาวนานหลายเดือน เพราะทุกๆ ปี บ้านเรือน ถนน วัด โรงเรียน และสถานประกอบการจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำ ไม่ใช่เพียงพื้นที่นาอย่างที่โครงการออกแบบไว้
หลายปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่โครงการมักเกินกว่าข้อตกลงที่รัฐทำไว้กับชุมชน ส่งผลให้พื้นที่น้ำท่วมขยายออกนอกเขตโครงการ และท่วมต่อเนื่องยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องหยุดงาน สูญเสียรายได้ และแบกรับต้นทุนชีวิตที่ไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม
ข้อมูลจากกรมชลประทานและหน่วยงานด้านการจัดการน้ำ ระบุว่า ในปี 2567 โครงการบางระกำโมเดลมีพื้นที่ดำเนินการประมาณ 265,000 ไร่ ในลุ่มน้ำยมตอนล่าง และถูกใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำรองรับมวลน้ำได้ตามแผนไม่เกิน 400 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ในฤดูน้ำหลากปีเดียวกัน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่จริงกลับสูงกว่าแผนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีน้ำสะสมมากกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังจริงขยายตัวเป็นกว่า 400,000–600,000 ไร่ ในอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก
ตามรายงานของ The Bangkok Times ผลกระทบของบางระกำโมเดลยังขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างพิจิตร เมื่อพื้นที่รับน้ำเต็มพิกัดกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร จนต้องเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ส่งผลให้บ้านเรือนในลุ่มน้ำยมถูกน้ำท่วมอย่างน้อย 4,393 หลังคาเรือน ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล และอำเภอบึงนาราง
ปี 2568 นาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายน้อยลง แต่ชาวบ้านเผชิญน้ำท่วมสูงนาน 3-4 เดือน แม้พื้นที่การเกษตรกว่า 337,000 ไร่ จะไม่เสียหายจากการปรับปฏิทินเพาะปลูก แต่ประชาชนในพื้นที่ยังต้องเผชิญน้ำท่วมสูงต่อเนื่อง 2–4 เดือน ปริมาณน้ำที่หน่วงเก็บจริงสูงกว่าแผนถึง 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ระบบระบายน้ำรองรับได้เพียงครึ่งหนึ่งของน้ำที่ไหลเข้า ระดับน้ำบางจุดสูงเกือบเทียบเท่าปี 2554 และการเยียวยา 9,000 บาท ครอบคลุมไม่ครบทุกครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ‘ความสำเร็จด้านเกษตร’ ของบางระกำโมเดล ยังแลกมากับต้นทุนชีวิตของคนที่ต้องอยู่กับน้ำทุกปี
ยังท่วมซ้ำซากเพราะเน้นเยียวยา แต่ไม่แก้ที่ต้นตอ?

หลังการเปิดตัว ‘บางระกำโมเดล’ เมื่อปี 2560 เพื่อขยายพื้นที่หน่วงน้ำครอบคลุมสองฝั่งแม่น้ำยม ในจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย รัฐประเมินความสำเร็จของโครงการจากตัวเลขทางเทคนิค ช่วงปี 2561–2565 ระบุว่าบางระกำสามารถช่วยหน่วงปริมาณน้ำได้ราว 300–400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ถัดมาในปี 2566 กรมชลประทานจึงเดินหน้าลงทุนต่อด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างและปรับปรุงประตูระบายน้ำ คลอง และอาคารประกอบ โดยระบุว่าการดำเนินงานนี้ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 51,375 ไร่
ส่วนในปี 2568 รัฐขยายพื้นที่บางระกำโมเดลเพิ่มเป็น 327,000 ไร่ เพื่อรองรับการจัดการน้ำและการเพาะปลูกข้าวนาปี แต่ในทางปฏิบัติ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าโครงการยังคงสูงเกินแผน เพราะปริมาณน้ำทะลุไปกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ทว่าแม้นาข้าวส่วนหนึ่งจะไม่ได้รับความเสียหายจากการปรับปฏิทินเพาะปลูก แต่ระบบระบายน้ำที่รัฐทำข้อตกลงไว้ ก็ยังรองรับปริมาณน้ำได้เพียงครึ่งหนึ่งของมวลน้ำจริงเท่านั้น
ในอีกด้าน เมื่อพิจารณาการทำงานของภาครัฐควบคู่กับบทบาทการทำงานเชิงพื้นที่ของสมาชิกสภาผู้แทนจากบางระกำ พบว่าบทบาทโดยส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่การช่วยเหลือเยียวยาหลังประสบภัย โดย 29 สิงหาคม 2567 พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ อดีต สส. พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ใช้การเสนอในสภาผู้แทนราษฎรให้ภาครัฐเร่งพัฒนาลุ่มน้ำยมฝั่งขวา ควบคู่บางระกำโมเดลฝั่งซ้าย เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่รับน้ำและหน่วงน้ำจากแม่น้ำยม ปิง และน่าน เพื่อช่วยลดน้ำท่วมฤดูฝน และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนการเกษตรในหน้าแล้ง
ข้อเสนอสำคัญจากฝั่งสภาผู้แทน คือให้กรมชลประทานเร่งศึกษาพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างชลประทาน ประตูระบายน้ำ แก้มลิง คันกั้นน้ำ และขุดลอกคูคลอง เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำแบบถาวร พร้อมเรียกร้องมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ต้องเก็บเกี่ยวหนีน้ำก่อนกำหนด จนขายผลผลิตได้ราคาต่ำ
ถัดมา 30 สิงหาคม 2567 ผู้ว่าฯ พิษณุโลก พร้อม นพพล เหลืองทองนารา อดีต สส. พิษณุโลก เขต 2 และ พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ อดีต สส. พิษณุโลก เขต 4 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.พรหมพิราม และ อ.บางระกำ มอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม ช่วยผู้ประสบภัย พร้อมกำชับท้องถิ่นจัดเวรช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับน้ำ
ขณะที่ 20 ตุลาคม 2568 ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ อ.บางระกำ และบางกระทุ่ม มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและถุงยังชีพ รวมถึงรับฟังปัญหาชาวบ้านที่สะท้อนเรื่องถนนขาด การสัญจรลำบาก และราคาข้าวตกต่ำ
ตัวเลขระดับน้ำที่เกินข้อตกลง ระยะเวลาที่ประชาชนในพื้นที่ต้องประสบภัย และการติดตามจากภาครัฐที่กระจุกตัวอยู่ที่การเยียวยา จึงยิ่งสะท้อนชัดว่า การเป็นต้นแบบการจัดการน้ำบนเวทีโลก ต้องแลกมากับต้นทุนชีวิตของคนที่ต้องทนอยู่กับน้ำในทุกๆ ปี
ส่องนโยบายการจัดการน้ำบางระกำ แต่ละพรรคเสนออะไรที่คาดว่าจะแก้ปัญหาเพื่อคนบางระกำบ้าง?

จากการสำรวจนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในเขตภาคเหนือ ซึ่งประกาศนโยบายลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ พบเพียง พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหา ‘บางระกำโมเดล’ โดยตรง โดยพรรคประชาชนเสนอ ยุทธศาสตร์รับมือน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำ ด้วยการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำใหม่ และปฏิรูประบบจัดการลุ่มน้ำยม-น่าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และลดปริมาณน้ำที่ต้องผันเข้าทุ่งบางระกำและป้องกันเขตเศรษฐกิจสุโขทัย โดยดำเนินการควบคู่การบูรณาการผังเมืองให้สอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำ การจัดทำระบบชดเชยที่เป็นธรรม และเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย เสนอการบริหารจัดการน้ำต้นทุนเพื่อลดน้ำท่วมซ้ำซาก โดยระบุเร่งรัดสร้างทางผันน้ำ (Floodway) พร้อมปรับปรุงแก้มลิงและจัดระบบพื้นที่หน่วงน้ำ เร่งพัฒนาลุ่มน้ำยมฝั่งขวา และเพิ่มประสิทธิภาพทุ่งรับน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
ส่วนพรรคอื่นๆ พบการเสนอแนวทางเพื่อจัดการน้ำแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดที่ชัดเจนนัก เช่น พรรคประชาธิปัตย์ เสนอการจัดการน้ำท่วมเชิงรุกและป้องกันอุทกภัยซ้ำซาก ด้วยการบริหารจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำ (Basin-based Management) ควบคู่การเพิ่มพื้นที่ชะลอน้ำและยกระดับโครงสร้างเมือง
ขณะที่พรรคกล้าธรรม และภูมิใจไทย ยังไม่พบแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ชัดเจน เพราะมีเพียงการนำเสนอวิสัยทัศน์ส่วนตัวผ่านผู้สมัครเท่านั้น
ถามว่าที่ สส. พิษณุโลก เขต 4 เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอรับมือน้ำท่วมซ้ำซากบางระกำ ดังต่อไปนี้

จากการรวบรวมบริบทปัญหาและแนวทางการจัดการของรัฐทั้งหมดที่กล่าวมา Lanner ได้สืบค้นข้อเสนอที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากบางระกำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเขตเลือกตั้งที่ 4 พิษณุโลก ที่มีผู้สมัครรวม 7 คน ได้แก่ หมายเลข 1 พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 ปองภพ ณ สงขลา พรรคกล้าธรรม หมายเลข 3 นิยม ช่างพินิจ พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 4 นิธิทนันท์ ก้าวศรีสุริยะธาดา พรรคประชาชน หมายเลข 5 เฉลา บดีรัฐ พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 6 ณัฏฐปีญา แครบทรี พรรครวมไทยสร้างชาติ และหมายเลข 7 บรรจบ เมฆประดับ พรรคเพื่อบ้านเมือง โดยในเบื้องต้นพบข้อเสนอจากทั้งนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่สามารถสรุปเป็น 5 แนวทาง ได้แก่
1. เปลี่ยนวิธีคิดจากทุ่งหน่วงน้ำเป็นระบบบริหารจัดการที่คำนึงสิทธิชุมชน
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่บางระกำ ต้องใช้มาตรการผสมทั้งเชิงโครงสร้างและไม่ใช่โครงสร้าง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองที่รัฐมีต่อบางระกำ จากเดิมที่มองเป็นแค่ทุ่งหน่วงน้ำ ให้เป็นระบบบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำที่คำนึงถึงสิทธิและการมีส่วนร่วมของชุมชน
2. สร้างข้อตกลงชุมชนแบบผูกพันทางกฎหมาย และกองทุนชดเชยระดับพื้นที่
ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการจัดทำ MOU หรือ สัญญาที่มีข้อผูกมัดอย่างชัดเจนกับชุมชน โดยระบุปริมาณน้ำสูงสุดที่ยอมรับได้ ระยะเวลาน้ำท่วมที่ยอมรับได้ และสิทธิการชดเชยเมื่อเกินข้อตกลง พร้อมจัดตั้งกองทุนระดับจังหวัด/ลุ่มน้ำ เพื่อจ่ายชดเชยรายได้ระยะยาวและชดเชยทรัพย์สินสำหรับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกกำหนดเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ
3. ส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมระดับตัดสินใจ พร้อมจัดตั้งองค์กรกลางในการบริหารทุ่งรับน้ำ
จัดตั้งและส่งเสริมคณะกรรมการลุ่มน้ำที่มีตัวแทนชุมชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ให้มีอำนาจร่วมตัดสินใจแผนระบายน้ำและการใช้พื้นที่ ควบคู่การจัดตั้งองค์กรกลางในการบริหารจัดการทุ่งรับน้ำ โดยให้ประชาชนในพื้นที่ และอปท. ได้รับทราบข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ และกำหนดแนวทางในการจัดการร่วมกัน
4. ปรับปรุงโครงสร้างระบายน้ำแบบยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบาย
ใช้การลงทุนระบบระบายน้ำหรือพัฒนาจากต้นทุนเดิมที่มีอยู่ เช่น การเพิ่มคลองรองและบ่อหน่วงน้ำแบบกระจาย การปรับปรุงแนวคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำ ฯลฯ เพื่อลดการพึ่งพาพื้นที่หน่วงน้ำขนาดเดียว
5. พัฒนาระบบติดตามน้ำและเตือนภัยที่แสดงข้อมูลสาธารณะ แบบ Realtime
ใช้การพัฒนาระบบวัดปริมาณน้ำและการเตือนภัยแบบเรียลไทม์ที่เปิดข้อมูลสู่สาธารณะ ให้ประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำได้เข้าถึงโดยง่ายเพื่อเตรียมพร้อมก่อนฤดูน้ำหลาก ซึ่งผูกข้อมูลเข้ากับมาตรการชดเชยอัตโนมัติเมื่อระดับน้ำเกินเกณฑ์ที่รองรับได้
