
วิกฤตสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน มีต้นตอเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่โดยเฉพาะเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน เมียนมา สารปนเปื้อนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำกก ก่อนขยายผลมาที่แม่น้ำสายและแม่น้ำรวก แล้วไหลรวมสู่แม่น้ำโขง และล่าสุดมีสัญญาณน่ากังวลในลุ่มน้ำสาละวิน
ข้อมูลจาก Stimson Center ที่ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมทำฐานข้อมูลชี้ว่า ในประเทศแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เมียนมา–ลาว–กัมพูชา) พบกิจกรรมเหมืองที่ไม่ถูกกำกับ/ไม่เป็นทางการมากกว่า 2,400 จุด ซึ่งตั้งอยู่บนหรือใกล้ลำน้ำทั้งหมด 43 สาย โดยพื้นที่ในรัฐฉานและคะฉิ่น ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในโซนที่มีความหนาแน่นและความเสี่ยงสูงจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำ
สารพิษปนเปื้อนนั้นกระทบทั้งการใช้ชีวิตและปากท้องของคนในพื้นที่ ตั้งแต่น้ำในการบริโภค การเกษตร ไปจนถึงประมง ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวริมน้ำ ที่พัก ร้านอาหาร กิจกรรมล่องเรือ ก็ต้องสะดุด และที่หนักกว่านั้นคือความเสี่ยงต่อสุขภาพและความมั่นคงทางอาหาร
จากการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากวิกฤติสารพิษใน แม่น้ำกก–สาย–รวก พบว่า หากวิกฤตสารพิษทำให้ไม่สามารถใช้แม่น้ำ กก–สาย–รวก ทำมาหากินได้ตลอด 1 ปี ความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นจะสูงถึง ประมาณ 1.46 พันล้านบาทต่อปี โดย แม่น้ำกก มีสัดส่วนความเสียหายสูงสุดราว 1.3 พันล้านบาทต่อปี ครอบคลุมภาคท่องเที่ยว เกษตร และประมง ขณะที่ตัวเลขนี้ยัง ไม่รวมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ซึ่งหากนับรวมผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และต้นทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มูลค่าความเสียหายจริงอาจสูงกว่านี้มาก
รัฐตรวจน้ำ–คุยเพื่อนบ้านแล้ว แต่ยังไม่ตรงจุด?

ภาครัฐเริ่มขยับผ่านมาตรการตรวจคุณภาพน้ำ และหารือร่วมประเทศเพื่อนบ้าน แต่คำถามสำคัญคือมาตรการเหล่านี้เพียงพอและตรงจุดแค่ไหน
19 มีนาคม 2568 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในแม่น้ำกก ที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นการลงตรวจสารพิษในน้ำครั้งแรกของหน่วยงานรัฐ หลังการเดินขบวนเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่เมื่อ 14 มีนาคม 2568 และนับจากการตรวจครั้งแรกจนถึงการตรวจล่าสุดครั้งที่ 13 (ตรงกับ 1 ธันวาคม 2568) คพ. รายงานว่ายังพบ ค่าสารหนูเกินมาตรฐานในหลายจุด ในแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง
อีกด้านหนึ่ง แม่น้ำสาละวิน เริ่มมีสัญญาณน่ากังวลเช่นกัน โดย 22 พฤศจิกายน 2568 คพ. เปิดเผยผลการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน ‘ครั้งที่ 1’ (เก็บระหว่าง 12–13 พฤศจิกายน 2568) ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่าจุดตรวจ 13 จุด ตั้งแต่แนวชายแดนไทย–เมียนมาในอำเภอแม่สะเรียง ถึงบ้านสบเมย อำเภอสบเมย มี ค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุด
นอกจากการตรวจน้ำและตะกอนดิน ภาครัฐยังเคยเสนอแนวคิด ‘ฝายดักตะกอน/ม่านดักตะกอน’ เพื่อลดการกระจายตะกอนปนเปื้อนลงสู่ปลายน้ำ แต่แนวทางนี้ถูกตั้งคำถามจากประชาชนและนักวิชาการเรื่อง (1) ประสิทธิภาพต่อสารที่ละลายในน้ำ และ (2) ผลกระทบที่จะเกิดในพื้นที่ จึงยังเป็นแนวทางที่ถกเถียงและต้องการหลักฐานรองรับก่อนเดินหน้า
ในมิติการทูต รัฐไทยพยายามใช้ช่องทางทวิภาคีและกรอบความร่วมมือระดับลุ่มน้ำ เช่น ในเมษายน 2568 ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยหารือฝ่ายเมียนมา ซึ่งระบุว่ายินดีร่วมมือและจะประสานหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่เมืองสาด–เมืองยอน ต่อมา กรกฎาคม 2568 รัฐบาลไทยออกประกาศเตรียมส่งคณะไปหารือที่กรุงเนปิดอว์ช่วง 4–8 สิงหาคม 2568 ขณะเดียวกัน Mekong River Commission (MRC) ระบุว่ากำลังสนับสนุนความร่วมมือไทย–เมียนมาเรื่อง การติดตามคุณภาพน้ำร่วม (joint monitoring) ในแม่น้ำกก
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือพื้นที่ต้นเหมืองหลายแห่ง ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของรัฐบาลเมียนมาโดยตรง แต่เป็นพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังชาติพันธุ์ ทำให้การบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมเหมือง และการจัดการมลพิษที่ต้นทางทำได้จำกัด แม้จะมีกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐก็ตาม
บทบาทพรรคการเมือง ใครขยับเชิงระบบ ใครยังตามเป็นครั้งคราว
หากรวบรวมบทบาทของพรรคการเมืองทั้งหมด จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดในการทำงานต่อปัญหาสารพิษในน้ำข้ามพรมแดน โดย พรรคประชาชน ถูกมองว่าขยับเชิงระบบมากที่สุด ผ่านกลไกรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล การทำงานผ่านคณะกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการลงพื้นที่ติดตามผลกระทบในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง รวมถึงตั้งคำถามต่อกรณีแม่น้ำสาละวิน
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย มีบทบาทหลักผ่านฝ่ายบริหาร เช่น การตั้งคณะทำงานและอนุกรรมการด้านคุณภาพน้ำ การสั่งการให้ คพ. ตรวจน้ำและตะกอนดินอย่างต่อเนื่อง และการใช้ช่องทางทวิภาคีไทย–เมียนมา รวมถึงกรอบความร่วมมือระดับลุ่มน้ำอย่าง MRC ในการติดตามคุณภาพน้ำร่วม พรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏบทบาทผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการสั่งเพิ่มความถี่การตรวจสารหนูในแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้อง
ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ยังมีบทบาทที่จำกัดอยู่ในระดับการรับรู้ปัญหาและการติดตามเป็นครั้งคราว โดย พรรครวมไทยสร้างชาติ และ พรรคกล้าธรรม มีชื่อ สส. หรือแกนนำปรากฏในข่าวการลงพื้นที่หรือร่วมประชุมกับหน่วยงานรัฐ แต่ยังไม่พบการใช้กลไกรัฐสภา เช่น การตั้งกระทู้หรือผลักดันผ่านคณะกรรมาธิการอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย ที่พบเพียงการเข้าร่วมเวทีรับฟังหรือให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลต่อผลกระทบในพื้นที่
ส่องนโยบายแก้น้ำปนเปื้อนเขตภาคเหนือ แต่ละพรรคเสนออะไร และคนเหนือจะรอดไหม?

จากการสำรวจนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในเขตภาคเหนือ ซึ่งประกาศนโยบายลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ พบเพียง พรรคประชาชน ที่มีนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะจัดการกับปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งเรื่องนี้ สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชี้ว่า นโยบายดังกล่าวพยายามวางกรอบการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ตั้งแต่การตรวจสอบต้นตอการทำเหมือง การใช้กลไกการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไปจนถึงการยึดสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทว่าแม้ประชาชนจะเป็นพรรคเดียวที่มีนโยบายชัด แต่โจทย์ใหญ่ยังคงติดอยู่ที่ว่า จะทำยังไงให้คนเห็นและจับต้องได้
ขณะที่พรรคอื่นๆ ทั้งเพื่อไทย ภูมิใจไทย และกล้าธรรม สืบสกุลระบุชัด แม้พรรคเหล่านี้จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของปัญหา และเคยมีบทบาทการแก้ไขในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้กลับยังขาดนโยบายที่จะกลายเป็นความหวังต่อปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ โดย พรรคเพื่อไทย มีผลงานเชิงการทูต แต่ยังไม่ยกระดับเป็นนโยบายถาวร ส่วนพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ยังเป็นการเมืองแบบปฏิบัติการมากกว่านโยบาย และในทำนองเดียวกัน พรรคกล้าธรรม สร้างสัญญาการเมืองเฉพาะหน้า และกลไกในกระทรวง แต่ก็ยังไม่กลายเป็นนโยบายสาธารณะ
ถามว่าที่ สส.คนเหนือ เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอแก้ปัญหาแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน ปนเปื้อนสารโลหะหนัก

จากการรวบรวมบริบทปัญหาและแนวทางการจัดการของรัฐทั้งหมดที่กล่าวมา Lanner ได้สืบค้นข้อเสนอที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาสารพิษในน้ำข้ามแดน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเขตภาคเหนือที่กินพื้นที่ทั้งในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน โดยพบข้อเสนอจากทั้งนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้แก่
1. ตั้งกลไกระดับชาติและคณะทำงานร่วม ที่สั่งการได้จริง
เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights เสนอให้รัฐ ตั้ง ‘กลไกระดับชาติ’ ที่สั่งการได้จริง โดยเชื่อมการทำงานของหลายหน่วยงาน และใช้ผลตรวจ/หลักฐานพื้นที่เหมืองในการขับเคลื่อนนโยบายและการทูต โดยเฉพาะการตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่าง ‘รัฐ–วิชาการ–ประชาชน’ เพื่อกำกับเฝ้าระวัง ตรวจสอบ เยียวยา และฟื้นฟูลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง
2. ตรวจสอบ-เฝ้าระวังอย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้
เครือข่ายฯ และ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจาก สถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เสนอเพิ่มความถี่/ขอบเขตตรวจสารหนู-โลหะหนักให้ครอบคลุม น้ำ ตะกอน ดิน พืชผล สัตว์น้ำ และกลุ่มเสี่ยง โดยตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักในภาคเหนือ ลดพึ่งส่วนกลาง และเปิดข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงตรง
3. สื่อสารความเสี่ยงให้ชัด ไม่ทำให้สับสน
สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา และ อภิญญา กาดขุนทด สถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) เสนอให้รัฐสื่อสารตรงไปตรงมา และอธิบายความเสี่ยงจาก ‘การสะสม’ และแนวทางลดการสัมผัสที่ถูกต้อง โดยรัฐต้องย้ำว่า การต้มน้ำ/สารส้มไม่สามารถกำจัดสารหนูละลายน้ำ พร้อมระบบเตือนภัยที่เข้าถึงทุกกลุ่ม
4. คุ้มครองน้ำกินน้ำใช้-อาหาร และเยียวยา
เครือข่ายฯ และ ดร.สืบสกุล กิจนุกร เสนอจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่/ระบบน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยง และตรวจตะกอน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร หากพบปนเปื้อนต้องชดเชยชัดเจน แต่หากไม่พบก็ควรมีเอกสารรับรองป้องกันกระทบรายได้
5. กดดันต้นตอข้ามพรมแดน และควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่
ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ ผู้ประสานงานบริหารมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และเพียรพร เสนอให้ไทยเจรจาเชิงรุกกับเมียนมาและจีน โดยใช้หลักฐานกดดันความรับผิดชอบ และพิจารณาคุม/ยุตินำเข้าแร่ที่พิสูจน์แหล่งที่มาไม่ได้ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงตกที่ชุมชนปลายน้ำฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ ยังมี ข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมอีก 11 ข้อ จาก สืบสกุล กิจนุกร ที่ฝากถึงพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในเขตที่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งชี้ให้เห็นช่องว่างของมาตรการที่รัฐสามารถนำไปบังคับใช้ เช่น นโยบายข้อมูลและการสื่อสาร ที่บังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลผลการตรวจสอบของทุกหน่วยงานรัฐที่ตรวจน้ำ พืช ปลา และสุขภาพประชาชน เพื่อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึงและโปร่งใส นโยบายย้ายแหล่งน้ำประปาหมู่บ้าน ที่เสนอย้ายแหล่งน้ำประปาและติดตั้งระบบกรองน้ำกำจัดสารโลหะหนักให้กับประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากแหล่งปนเปื้อน และ นโยบาย MOU แร่สำคัญกับสหรัฐอเมริกา ที่เสนอให้รัฐเพิ่มความโปร่งใสของ MOU ซึ่งปัจจุบันขาดรายละเอียดแผนการดำเนินงานทั้งฝั่งไทยและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
