สกน.เชียงใหม่–ภาคประชาสังคม ย้ำ ยอมรับสิทธิชุมชนคือจุดเปลี่ยนข้อพิพาท กรณีประกาศอุทยานแห่งชาติออบขาน (เตรียมการ) ทับซ้อนพื้นที่ทำกิน

Date:

3 เมษายน 2569 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จ.เชียงใหม่ เปิดชุมชนรับผู้แทนจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติออบขาน ตามข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ที่ชาวบ้านจาก 4 ชุมชน (บ้านแม่ลานคำ, บ้านสบลาน, บ้านแม่สาบ, บ้านทรายมูล) ร่วมกันผลักดันให้กันพื้นที่ชุมชนออกจากพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ

นพพร บุญแก้ว ในฐานะรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการ-เลขานุการคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม และจะนำผลสรุปเสนอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการต่อไป 

“เราเป็นตัวแทนของรัฐบาล ยืนยันว่ารัฐบาลมีความตั้งใจอยากแก้ไขปัญหาให้ได้เร็วที่สุด จึงนำมาสู่การลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวทางร่วมกัน”

ในทำนองเดียวกัน รวมพล พานิกร หัวหน้าอุทยานออบขาน (เตรียมการ) และ วรรณชัย รวมมิตร ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 พร้อมด้วย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนที่ผ่านมาว่า อยากให้บรรยากาศในการทำงานราบรื่นและเป็นไปได้ด้วยดี จึงพยายามทำความเข้าใจกันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์สูงสุดในสิทธิการบริหารจัดการทรัพยากร พร้อมยืนยันว่าแนวทางการผลักดันเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า หน่วยงานและชุมชนสามารถหาทางออกร่วมกันได้ 

“การประกาศอุทยานฯ ออบขานนี้ ได้ข้อยุติร่วมกันว่าจะยังไม่ให้นำพื้นที่ที่มีข้อพิพาทมาประกาศอุทยานฯ แม้ทางกรมอุทยานฯ จะยังไม่ส่งมอบให้กรมป่าไม้เป็นผู้ดูแล แต่การประกาศอุทยานฯ ครั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีพื้นที่ทับซ้อนกับสี่ชุมชนที่เรียกร้องร่วมกันมา” รวมพลกล่าว

ในอีกด้านตัวแทนชุมชน ตาแยะ ยอดฉัตรมิ่งบุญ ชุมชนบ้านสบลาน กล่าวถึงกระบวนการขับเคลื่อนระดับพื้นกว่า 30 ปีของชุมชน ที่นำมาสู่การกันพื้นที่ที่ชุมชนใช้ประโยชน์กว่า 24,538 ไร่ ออกจากพื้นที่การเตรียมประกาศอุทยานฯ เช่นเดียวกันกับ นันทวัฒน์ เที่ยงตรงสกุล ชุมชนบ้านแม่ลานคำ ที่ให้ข้อมูลว่า ปัญหาข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับทางอุทยานฯ คลี่คลายลงได้เพราะชุมชนพยายามยืนยันข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่มาก่อนการประกาศพื้นที่อุทยานฯ จนเกิดการยอมรับในที่สุด

ทั้งนี้ ชาวบ้านชุมชนบ้านแม่ลานคำ ยังสะท้อนปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจในวิถีการทำไร่หมุนเวียนว่า ชุมชนมีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการพื้นที่ และไม่มีทางปล่อยให้ไฟเข้าไปในพื้นที่ป่าที่เป็นเสมือนบ้านของตน ดังที่สังคมเข้าใจ 

ขณะที่ วิศรุต ศรีจันทร์ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือย้ำ การที่ยังมีพื้นที่ป่านับ 24,538 ไร่ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ป่าและทรัพยากรยังคงอยู่ เขาจึงตั้งคำถามถึงกระบวนการประกาศพื้นที่อุทยานฯ ที่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจระดับคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ จนละเลยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการในพื้นที่มีปัญหา คือ ต้นทางการออกกฎหมายจากบนลงล่างที่ไม่สอดคล้องกับบริบทชุมชนในพื้นที่ เมื่อนำแนวทางของกฎหมายแบบนี้มาบังคับใช้ จึงเกิดปัญหาเหมือนที่เห็น” 

ในช่วงท้ายของเวที ยังมีตัวแทนชุมชนเข้ายื่นหนังสือขอให้เร่งบรรจุกรณีการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติแม่สะเรียงทับซ้อนกับพื้นที่ชุมชนกว่า 9 ชุมชนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา และมีตัวแทนชุมชนบ้านบวกจั่น เข้ายื่นหนังสือถึงสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี กรณีได้รับผลกระทบจากการประกาศอุทยานแห่งชาติขุนขาน และการเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติออบขานเพิ่มเติม

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

เรื่อง: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง, พิมลวรรณ ปานทุ่งภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง Summary:  แม่น้ำสาละวินมีความยาวประมาณ 3,152 กิโลเมตร...

[ชุดข้อมูล] แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

จากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย สู่สายน้ำที่ทอดตัวยาวกว่า 3,152 กิโลเมตร ไหลผ่านจีน เมียนมา และไทย ก่อนลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสาละวิน...

ก๊อนเก๊าเล่าล้านนา: อนุสาวรีย์กลางสายหมอก (PM 2.5) ว่าด้วยเรื่องเล่านายร้อยตำรวจชาวเดนมาร์ก แสงเงาแห่งประวัติศาสตร์กบฏเงี้ยวที่เมืองพะเยา

เรื่อง:  นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง อดีต เป็นเศษซากของความทรงจำและความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่อดีต จึงธำรงความทรงจำไว้ มิให้ร่วงหล่นหายไปกับกาลเวลาอดีต ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดความเป็นไปใหม่ๆ ของโลกและชีวิตทางสังคมของผู้คน...