‘เสริมแรงเรียน’ ห้องเรียนแห่งความหวังกลางเมืองเชียงใหม่ กับคำถามต่อระบบว่า สถานะบุคคลควรกำหนดอนาคตเด็กหรือไม่

Date:

ทุกเช้าวันเสาร์ ภายในบ้านของชุมชนแรงงานข้ามชาติย่านช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเช่าหลังเล็กถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ชั่วคราว ห้องเรียนแห่งนี้ไม่มีโต๊ะเรียน ไม่มีกระดานดำ มีเพียงพื้นที่จำกัดที่สะท้อนปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของลูกหลานเเรงงานข้ามชาติ ซึ่งต้องเรียนรู้ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร เวลา และโอกาส

เด็กแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อยในจังหวัดเชียงใหม่ เติบโตขึ้นภายใต้เงื่อนไขของอุปสรรคทางภาษา สถานะทางกฎหมาย และระบบการศึกษาที่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับพวกเขาโดยตรง ช่องว่างเหล่านี้ทำให้เด็กบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา ขณะที่อีกจำนวนหนึ่ง แม้มีสิทธิเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐ แต่ยังตามบทเรียนไม่ทันจากข้อจำกัดด้านภาษา และค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเงียบงัน

ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ‘โครงการเสริมแรงเรียน’ จึงเกิดขึ้นในฐานะพื้นที่เรียนรู้นอกระบบ ที่พยายามเข้าไปเติมเต็มสิ่งที่ระบบการศึกษาหลักยังเข้าไม่ถึง ผ่านการรวมพลังของครูอาสา เยาวชน และคนทำงาน เพื่อสอนเสริมรายบุคคล และสร้างห้องเรียนเล็กๆ กลางชุมชนแรงงานข้ามชาติย่านช้างคลาน

กิจกรรมของเสริมแรงเรียนดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 ห้องเรียนชั่วคราวในบ้านเช่าและชุมชนแออัดแห่งนี้ ทำหน้าที่มากกว่าการถ่ายทอดบทเรียน แต่เป็นพื้นที่ของความหวัง ที่เด็กจำนวนหนึ่งเริ่มมองเห็นว่า ‘การศึกษา’ อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาคารเรียนขนาดใหญ่ แต่อาจเริ่มจากคนไม่กี่คนที่ยังเชื่อว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสเท่าเทียมกัน

เมื่อระบบหลักไปไม่ถึง ‘เสริมแรงเรียน’ จึงเข้ามาเติมช่องว่าง

‘ยุ้ย’  วันดี ทวีศักดิ์สุวรรณ หนึ่งในแกนหลักของโครงการเสริมแรงเรียน คือคนทำงานเบื้องหลังที่พยายามอุดรอยรั่วของระบบการศึกษา ผ่านบทบาททั้งครูอาสาและเจ้าหน้าที่โครงการ จากครูอาสาในปี 2567 วันนี้เธอกลายเป็นผู้ประสานงาน พัฒนากระบวนการเรียนรู้ และลงพื้นที่สอนเด็กๆ ในชุมชนแรงงานเมียนมาและชุมชนมุสลิมย่านช้างคลาน

แม้เด็กส่วนใหญ่จะได้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐแล้ว แต่ยุ้ยยังพบช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะการดูแลรายบุคคล

“ครูในโรงเรียนมีเด็กเยอะ เวลาไม่พอ เด็กบางคนเรียนรู้ช้า ก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ตั้งใจ”

เสริมแรงเรียนจึงเข้ามาเป็นแรงเสริม สอนตัวต่อตัวในวันหยุด และดูแลเด็กๆ ที่ระบบหลักไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

ชีวิตของเด็กในชุมชนช้างคลานเต็มไปด้วยภาระที่หนักกว่าเด็กวัยเดียวกัน เช้าเรียนโรงเรียนรัฐ ตอนเย็นต้องเข้าเรียนศาสนาจนถึงค่ำ หลายคนไม่มีเวลาทำการบ้าน ภาษาไทย ภาษาอาหรับ และภาษาถิ่นปะทะกันในแต่ละวัน ทำให้การเรียนกลายเป็นความกดดันมากกว่าความสนุก

แม้เด็กจำนวนไม่น้อยจะสื่อสารภาษาไทยได้ แต่ปัญหาการอ่านเขียนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ยุ้ยมองว่าบทบาทของครูอาสาคือการซ่อมจุดเล็กๆ ตั้งแต่การเขียนคำผิด ใช้ภาษาไม่คล่อง ไปจนถึงการเสริมความมั่นใจ ควบคู่กับแรงใจจากอาสาสมัครที่เข้ามาหนุน

“ห้องเรียนไม่ควรให้แค่เกรดหรือวุฒิการศึกษา แต่ต้องเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่สิทธิด้านสุขภาพ การเข้าถึงการรักษา ไปจนถึงความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน เพราะเด็กจำนวนมากยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองตั้งแต่อายุยังน้อย ภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัวแรงงานที่มีรายได้จำกัด”

สำหรับยุ้ย เป้าหมายของเสริมแรงเรียนไม่ใช่เพียงการสอน แต่คือการสร้างพื้นที่ทางเลือก ที่เด็กสามารถพัฒนาทักษะชีวิตและการอยู่ร่วมกับสังคมเมืองได้
“เราอยากเป็นพื้นที่เรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่เด็กเลือกได้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร”

ในพื้นที่เล็กๆ กลางชุมชนแรงงานข้ามชาติ ห้องเรียนชั่วคราวแห่งนี้กำลังตั้งคำถามกับระบบการศึกษาว่า ‘การเรียนรู้’ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม และ ‘โอกาส’ ไม่ควรถูกกำหนดด้วยทะเบียนราษฎร์

ความฝันที่ต้องต่อรองกับสถานะทางกฎหมาย

“เราเข้าใจน้องๆ เพราะเราก็เป็นคนไทใหญ่ ตอนที่มาอยู่ไทยแรก ๆ พูดไทยไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง เข้าใจดีว่าการสื่อสารกับคนพื้นที่มันยากแค่ไหน พอเราโตขึ้น ก็อยากส่งต่อความรู้ของเราให้น้องๆ”

นี่คือเหตุผลของ ‘บี’ (นามสมมติ) นักเรียนมัธยมปลายที่เลือกมาเป็นครูอาสา เธอเติบโตมากับข้อจำกัดด้านภาษาและสถานะบุคคล บีมาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เข้าเรียนโรงเรียนรัฐโดยไม่มีพื้นฐานภาษาไทย ทำให้เข้าใจดีว่าภาษาไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่คือประตูบานแรกของโอกาสในระบบการศึกษา

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือเรื่องเอกสารสถานะบุคคล พ่อแม่แรงงานจำนวนมากไม่เข้าใจขั้นตอนการทำบัตร ทำให้ลูกหลุดจากระบบสิทธิขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ทุนการศึกษาไปจนถึงการเรียนต่อในอนาคต

ปัจจุบันบีถือ ‘บัตรสีชมพู’ ในฐานะผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ แม้จะเข้าถึงการศึกษาได้ แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่อาชีพบางประเภทได้ ข้อจำกัดนี้ส่งผลต่อความฝันที่อยากเป็นนักโบราณคดี ซึ่งส่วนใหญ่ในประเทศไทยต้องทำงานในระบบราชการและต้องมีสัญชาติไทย

เธอทิ้งท้ายว่า สังคมไทยไม่จำเป็นต้องให้สิทธิเท่ากันทุกอย่างในทันที แต่สิ่งสำคัญคือการลดอคติ และมองกันในฐานะมนุษย์
“ไม่ต้องเท่าเทียม 100% ก็ได้ แต่อย่ามองเราด้วยอคติ ขอให้มองเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน”

เบื้องหลังห้องเรียนชั่วคราว อาสาสมัครในพื้นที่รอยต่อของระบบการศึกษา

กรวิชย์ ติดเคียง หรือ ‘โชกุน’ นักเรียนชั้น ม.5 อีกหนึ่งครูอาสาที่เลือกใช้เวลาว่างมาร่วมเสริมแรงเรียน
“อยากเป็นครู” เขาตอบทันทีเมื่อพูดถึงความฝัน และเชื่อว่าหากเด็กได้รับโอกาสที่เหมาะสม เด็กทุกคนสามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้

หลังผ่านการสอนมา 3 สัปดาห์ โชกุลมองว่าการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน แต่เกิดขึ้นได้ในทุกจังหวะของชีวิต

ขณะที่ ‘มายด์’ มัณฑนา จันทร์แดง นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลือกมาเป็นครูอาสาด้วยความตั้งใจอยากเป็น “คนธรรมดาที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงสังคม” เธอมองว่าการเป็นครูอาสาเปิดพื้นที่ให้ทดลองวิธีการสอนใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกรอบเดิม และช่วยย้ำกับเด็กว่าพวกเขายังมีสิทธิเรียนรู้ไม่ต่างจากใคร

“เด็กที่หลุดจากระบบ ไม่ได้แปลว่าไม่อยากเรียน แต่เขาพยายามมากกว่าที่เราคิด”

ในวันที่เด็กแรงงานข้ามชาติต้องนั่งเรียนในบ้านเช่า แทนห้องเรียนของรัฐ และต้องพึ่งพาครูอาสาแทนระบบสนับสนุนจากภาครัฐ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กเหล่านี้พยายามมากพอหรือไม่ หากแต่คือ รัฐได้ออกแบบระบบการศึกษาให้พวกเขาเข้าถึงได้จริงแล้วหรือยัง และเราจะยอมรับได้แค่ไหน หากสิทธิขั้นพื้นฐานอย่าง ‘การศึกษา’ ยังขึ้นอยู่กับสถานะบัตร มากกว่าความเป็นมนุษย์

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เมื่อแม่น้ำไม่ใช่ของชาติเดียว 1 ปีวิกฤตสารพิษ กับโจทย์รัฐไทยบนห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามพรมแดน

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ 22 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายจัด...

Come Play with Us ชวนไปดูผลงานของ 15 ศิลปิน ในกรอบเล็กๆ ที่เล่าเรื่องไม่เล็ก ที่หางปุย อาร์ตสเปซ เชียงราย

เชียงรายยังคงขยับตัวอย่างต่อเนื่องในฐานะเมืองศิลปะร่วมสมัย และในจังหวะเดียวกันนั้น พื้นที่ขนาดเล็กอย่าง Hangpui Art Space (หางปุย อาร์ตสเปซ) ก็กำลังเปิดพื้นที่ให้กับความเคลื่อนไหวของศิลปินรุ่นใหม่ผ่านนิทรรศการ...

‘อ่อเส๊อะเกอะเม’ กลับมาอีกครั้ง ชวนล้อมวงกินข้าวในงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่ 2’

คำเชิญเรียบง่ายอย่าง “อ่อเส๊อะเกอะเม” ซึ่งเป็นภาษาปกาเกอะญอที่แปลว่า “มากินข้าวกัน” ถูกหยิบมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการจัดงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...