สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่เวียงหนองหล่ม โดยมีนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าร่วมทั้งในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการพื้นที่เวียงหนองหล่มให้เหมาะสม ภายหลังเกิดข้อห่วงใยจากเครือข่ายนักอนุรักษ์ นักวิชาการ และองค์กรอิสระด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ต่อการดำเนินโครงการขุดลอกในพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และระบบนิเวศ
เครือข่ายฯ ชี้ว่า เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะเมืองโบราณโยนกนคร โยนกนาคพันธุ์ และสิงหนวัตินคร ซึ่งมีโบราณสถานถึง 53 แห่ง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นถิ่นอาศัยของพืชอย่างน้อย 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด และนกไม่น้อยกว่า 200 ชนิด รวมถึง ‘นกแสกทุ่ง’ ซึ่งข้อมูลทางวิชาการระบุว่าอาจเป็นถิ่นอาศัยที่เหมาะสมแห่งสุดท้ายในประเทศไทย
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังแสดงความกังวลต่อโครงการของกรมชลประทาน ภายใต้ ‘แผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่มจังหวัดเชียงราย’ ซึ่งดำเนินการร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ด้วยงบประมาณ 3,880.85 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแผนขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ราว 2,500 ไร่ ปริมาณรวมกว่า 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเสนอให้มีการทบทวนหรือชะลอโครงการ พร้อมเปิดการหารืออย่างเป็นทางการกับผู้เชี่ยวชาญและประชาชน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมมากขึ้น
ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า เวียงหนองหล่มมีพื้นที่ประมาณ 14,091 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่กักเก็บน้ำได้ตลอดปี มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารและรายได้จากประมงพื้นบ้านของชุมชน และมีศักยภาพพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ยังเผชิญปัญหาการบุกรุก การตื้นเขินจากตะกอน น้ำท่วมในฤดูฝน การขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและแนวเขตโบราณสถานที่ยังไม่ชัดเจน
จังหวัดเชียงรายยืนยันว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาเวียงหนองหล่มจะต้องดำเนินการภายใต้หลักการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งกำหนดให้พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญเป็นพื้นที่สีเขียว เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การกำหนดเขตใช้ประโยชน์และเขตกันชน รวมถึงการติดตามตรวจสอบระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อสรุปเบื้องต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม โดยมอบหมายให้ชลประทานจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมประสานหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติสำรวจชนิดพันธุ์ปลาและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการปรับแนวทางบริหารจัดการ และจัดทำแผนพัฒนาเวียงหนองหล่มให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป
“ขุดได้ แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติ การออกแบบต้องไม่มองแค่เรื่องน้ำ” เสียงสะท้อนจากสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต มองว่า โดยหลักการแล้ว การขุดลอกหรือปรับปรุงพื้นที่ชุ่มน้ำสามารถดำเนินการได้ หากเป็นพื้นที่ที่ตื้นเขินจริง แต่ต้องอยู่ภายใต้การออกแบบที่สอดรับกับโครงสร้างของธรรมชาติ ไม่ใช่การขุดให้ลึกเป็นแอ่งคล้ายสระน้ำโดยคำนึงเพียงการกักเก็บน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว
“ถ้าออกแบบโดยมองแค่น้ำ แต่ไม่มองระบบนิเวศ ผลกระทบมันจะตามมาแน่นอน”
เขายังกล่าวอีกว่า ในการหารือที่ผ่านมา มีข้อเสนอให้ปรับรูปแบบการออกแบบ โดยเฉพาะเรื่องความลาดชันของพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งพื้นที่เลี้ยงควายที่จำเป็นต้องให้ควายสามารถลงน้ำได้ และพื้นที่หากินของชาวบ้านที่ควรมีความลาดชันเหมาะสม เพื่อให้ยังสามารถลงจับปลาได้
“ควายต้องลงน้ำได้ ชาวบ้านต้องหาปลาได้ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าการปรับพื้นที่ที่เคารพชีวิตคนกับธรรมชาติ”
นอกจากนี้ สมเกียรติยังเสนอให้มีการสำรวจชนิดพันธุ์ปลาอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากข้อมูลเดิมที่เคยพบปลาพื้นถิ่นอย่างน้อย 56 ชนิด เพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบันและกำหนดแนวทางฟื้นฟูหากพบว่าจำนวนลดลง ซึ่งกรมประมงได้ตอบรับข้อเสนอนี้ไปศึกษาแล้ว เขาย้ำว่า การบริหารจัดการพื้นที่จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน แยกพื้นที่พัฒนา พื้นที่อนุรักษ์ระบบนิเวศ และแนวกันชน โดยไม่ดำเนินการครอบคลุมทั้งพื้นที่ทั้งหมด แต่ต้องจัดทำผังและแผนที่ให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ
“พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญต้องรักษาสภาพเดิม ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งผืนแล้วค่อยคิดเรื่องฟื้นฟู”
สมเกียรติยังเตือนว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหาดินตะกอนที่กองทับถมเป็นเนินสูง อาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของไมยราบยักษ์ ซึ่งจะกระทบต่อพันธุ์พืชท้องถิ่นกว่า 200–300 ชนิด และซ้ำเติมปัญหาการลดลงของปลา เนื่องจากปลาไม่ได้อาศัยอยู่เฉพาะแหล่งน้ำลึก แต่พึ่งพาพื้นที่ชุ่มน้ำหลายระดับซึ่งเป็นแหล่งทำกินของชุมชน
“ถ้าระบบนิเวศเปลี่ยน พื้นที่ทำกินของชาวบ้านก็จะหายไปพร้อมกัน”
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การปรับดินและความลาดชันอย่างเหมาะสมอาจช่วยให้ระบบนิเวศฟื้นตัวได้ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ปี และจำเป็นต้องมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธรรมชาติสามารถกลับคืนสภาพได้อย่างแท้จริง
“ธรรมชาติฟื้นได้ แต่ต้องให้เวลา และต้องดูแลจริง ไม่ใช่แค่ทำโครงการแล้วจบ”
