ละลานล้านนา: สองสายจีน ริมปิง ฮ่อ–แต้จิ๋ว กับประวัติศาสตร์เชียงใหม่

Date:

เรื่อง: ปวีณา หมู่อุบล 

เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ในพื้นที่ที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่หนาแน่นก็มักจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ และหนึ่งในนั้นก็คือเชียงใหม่ นั่นก็เพราะเป็นเมืองที่ได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวจีนมาตั้งแต่ในยุคจารีตเรื่อยมาจนสมัยเป็นมณฑลเทศาภิบาล รวมถึงมีคนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาตั้งรกรากและสั่งสมฐานะทางเศรษฐกิจ จนเกิดเป็นชุมชนชาวจีนขึ้นในทั้งสองฝั่งแม่น้ำปิง คือในย่านสันป่าข่อย วัดเกตุการาม ตลาดวโรรส (กาดหลวง) และแถบช้างคลาน 

ทั้งนี้ โดยส่วนมากของคนจีนในเชียงใหม่คือกลุ่ม “จีนฮ่อ” และ “จีนแต้จิ๋ว” ซึ่งคอลัมน์ละลานล้านนาในครั้งนี้ จะขอพาไปรู้จักกับเรื่องราวของคนจีนสองกลุ่มนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม้จะได้ชื่อว่าเป็นชาวจีนด้วยกันทั้งคู่ หากแต่ก็มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในด้านระบบความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ถือเป็นหนึ่งในความหลากหลายทางสังคมของเมืองที่อุดมไปด้วยความหลากหลายอย่างเชียงใหม่นั่นเอง  

จีนฮ่อ

จีนฮ่อ หมายถึงพ่อค้าที่ทำการค้าขายทางไกลระหว่างยูนนานและล้านนา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 – 17  เป็นกลุ่มพ่อค้าที่ทำการค้าขายแบบกองคาราวาน มีม้าและล่อพันธุ์พื้นเมืองของยูนนานเป็นพาหนะหลัก โดยในหนึ่งกองคาราวานจะมีล่อเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นสัตว์ที่เดินทางบนภูเขาเก่ง ประหยัดอาหารกว่าม้า และที่สำคัญคือสามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่าม้า 

พ่อค้าชาวจีนฮ่อเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนล้านนาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย และมีบทบาทสำคัญในการทำให้การค้าของล้านนาขยายตัว เนื่องด้วยเป็นกลุ่มคนที่ไม่ถูกผูกมัดให้อยู่ติดที่โดยระบบไพร่ของล้านนา ทั้งยังพูดได้หลายภาษา โดยในหนังสือเรื่อง ‘A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States’ (หรือ ‘ท่องล้านนาบนหลังช้าง’) ของ Holt S. Hallett นักเดินทางชาวต่างชาติที่เข้ามาล้านนาในยุคจารีต ได้บันทึกบทบาทของพ่อค้าจีนฮ่อไว้ทำนองว่า “พ่อค้ากลุ่มนี้จะนำไหม ฝิ่น เหล็ก ภาชนะทองแดง และของจิปาถะมากมายมายขาย แล้วก็จะซื้อฝ้ายกลับไป” 

พ่อค้าจีนฮ่อมักถูกเรียกกันทั่วไปว่า “พ่อค้าม้าต่าง” หรือ “พ่อค้าวัวต่าง” ทั้งนี้ พ่อค้าจีนฮ่อมีอัตลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่แตกต่างไปจากจีนแต้จิ๋วคือการนับถือศาสนาอิสลาม และเมื่อชาวจีนฮ่อได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตแดนล้านนาก็ได้ก่อตั้งชุมชนคนจีนมุสลิมขึ้น โดยมีอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งเชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่  

สำหรับเชียงใหม่ มีข้อมูลว่าชุมชนชาวจีนฮ่อได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยตั้งอยู่ใน 2 ย่านของเมืองเชียงใหม่ คือช้างคลานและสันป่าข่อย มี ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ (หรือเจิ้งชงหลิ่ง) เป็นผู้นำชุมชนคนสำคัญในยุคแรกๆ ซึ่งจากชีวประวัติแล้ว เจิ้งชงหลิ่งเข้ามาสู่เชียงใหม่ผ่านการเป็นพ่อค้าในกองคาราวาน เช่นเดียวกับพ่อค้าจีนยูนนานโดยทั่วไป แต่ต่อมาได้มาตัดสินใจตั้งตัวประกอบกิจการอยู่ที่นี่ และด้วยความเป็นผู้มีความรู้ในการทำกิจการค้าขาย ก็ทำให้มีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้านายคนสำคัญของล้านนา คือเจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งมีความสนใจเรื่องการค้าและการต่างประเทศ 

เจิ้งชงหลิ่งได้รับประทานที่ดินขนาดราวห้าไร่จากเจ้าแก้วนวรัฐ เพื่อให้ใช้เป็นที่ปลูกบ้าน โดยให้เลือกระหว่างบริเวณสันป่าข่อยหรือช้างคลาน ซึ่งเจิ้งชงหลิ่งเลือกที่ช้างคลาน ก่อนจะสร้างบ้านแล้วย้ายครอบครัวจากจีนมาอยู่เชียงใหม่ บ้านของเจิ้งชงหลิ่งได้กลายเป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้า เป็นจุดพักและแลกเปลี่ยนสินค้า และกลายเป็นศูนย์รวมเพื่อการพบปะสังสรรค์ระหว่างพ่อค้าจีนยูนนานด้วยกัน เมื่อจำนวนผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องมีสถานที่ละหมาด เจิ้งชงหลิ่งจึงใช้ลานด้านหน้าเรือนของตนเป็นศูนย์กลางเป็นสถานที่ละหมาด ซึ่งภายหลังเมื่อมีการเพิ่มจำนวนขึ้นของพ่อค้าจีนฮ่อและผู้อพยพ จึงได้มีการริเริ่มสร้างมัสยิดขึ้น โดยมีการบริจาคเงินกันภายในหมู่พ่อค้าจีนฮ่อ เพื่อซื้อที่ดินและวัสดุอุปกรณ์มาสร้างมัสยิดหลังแรกของชุมชนชาวจีนมุสลิมในเชียงใหม่ ในปัจจุบันชุมชนชาวจีนมุสลิมในเชียงใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ย่านช้างคลาน แต่รวมบริเวณไปถึงย่านสันป่าข่อย และในทั้งสองย่านก็มีองค์กรศาสนาและโรงเรียนอิสลามขั้นพื้นฐานไว้รองรับสมาชิกในชุมชน พร้อมกับมีมัสยิดสองแห่งเป็นพื้นที่รวมกลุ่มหรือศูนย์กลางของชุมชน คือ มัสยิดบ้านฮ่อ และ มัสยิดอัลตักวา 

ด้วยความต่างของศาสนาและความเชื่อ ชาวจีนฮ่อในเชียงใหม่ไม่นิยมประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้อย่างชาวจีนทั่วไป รวมถึงการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ ชาวจีนฮ่อจะให้ความสำคัญกับพื้นที่สุสานซึ่งเป็นพื้นที่ฝังศพพ่อแม่ บรรพบุรุษ และญาติพี่น้อง โดยในรอบหนึ่งปีจะมีการนัดรวมกลุ่มญาติพี่น้องมาร่วมทำความสะอาดพื้นที่และอาณาบริเวณสุสาน ตัดแต่งกิ่งไม้ ตัดหญ้า ปลูกต้นไม้ ให้เป็นระเบียบและสะอาดตา และเมื่อหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจก็จะกินอาหารร่วมกัน พร้อมกับอ่านบทขอพรเพื่อให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

จีนแต้จิ๋ว

จีนแต้จิ๋ว หมายถึงกลุ่มชาวจีนที่อพยพมาจากเมืองแต้จิ๋ว ซัวเถา และกิ๊กเอี๊ย ในมณฑลกวางตุ้ง ชาวจีนกลุ่มนี้ทำการค้าและเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยมานาน โดยระยะแรกๆ มักจะกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางเป็นสำคัญ ต่อมาราวสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้ขยับขยายเข้ามาทำตั้งรกรากในทางภาคเหนือ โดยส่วนใหญ่จะเลือกมาประกอบกิจการค้าขายและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเขตเมืองเชียงใหม่ใกล้ๆ ริมฝั่งแม่น้ำปิง เพราะเส้นทางหลักที่ชาวจีนแต้จิ๋วใช้ในการขนส่งสินค้าและสัญจร 

การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนแต้จิ๋วในเชียงใหม่มีอยู่อย่างหนาแน่นในย่านวัดเกตการาม ซึ่งถือเป็นชุมชนและย่านการค้าขนาดใหญ่ของชาวจีนแต้จิ๋ว มีข้อมูลว่าในยุคนั้นมีการขนถ่ายสินค้าขึ้น-ลงเป็นจำนวนมากที่ท่าวัดเกตการาม และนอกจากการทำกิจการค้าขายแล้ว ยังมีข้อมูลปรากฏอีกว่ามีพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วบางส่วนได้มีบทบาทเป็นเจ้าภาษีนายอากร คอยทำหน้าที่เก็บภาษีต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ด้วย โดยในระยะนั้น การจะเป็นเจ้าภาษีได้จำต้องมีการประมูลเพื่อให้ตำแหน่ง ซึ่งพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วต้องการจะชนะการประมูลตำแหน่งเจ้าภาษีก็มักจะพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาเจ้านายล้านนา เพราะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเสริมให้ธุรกิจการค้าและภาษีมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น 

โดยวิธีการหนึ่งที่พ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วใช้ในการสร้างความสนิทสนมกับเจ้านายล้านนาก็คือ “การสร้างคุมเจ้า” ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ จีนเต็ง ซึ่งอพยพหนีภัยสงครามฝิ่นมาจากกวางตุ้ง ในตอนแรกได้เข้ามารับจ้างเป็นจับกังพายเรือ เมื่อสะสมเงินทุนได้จำนวนหนึ่งจีนเต็งก็ขยับออกมาตั้งกิจการค้าขายอยู่ที่เมืองตาก จากนั้นย้ายไปยังเมืองเชียงใหม่ โดยใช้ยี่ห้อการค้าว่า “กิมเซ่งหลี” ในระหว่างอยู่ที่เชียงใหม่ จีนเต็งประสบความสำเร็จทั้งในด้านการค้าและการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้านายล้านนา โดยเฉพาะเจ้าอินทวิชยานนท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าหลวงเมือเชียงใหม่ โดยเป็นสนิทสนมกันในขั้นที่ว่าเจ้าหลวงมักจะเชิญจีนเต็งไปทานข้าวคุ้มเจ้าหลวงเป็นประจำ ทั้งนี้ จีนเต็งผู้สร้างคุ้มที่กรุงเทพฯ (คุ้มเจ้านายฝ่ายเหนือที่บริเวณบางกอกน้อย) ให้แก่เจ้าอินทวิชยานนท์  และด้วยความสัมพันธ์อันดีกับเจ้านายล้านนาเช่นนี้ก็ทำให้จีนเต็งชนะการประมูลตำแหน่งเจ้าภาษีอากรในเมืองเชียงใหม่ เป็นผู้ผูกขาดการจัดเก็บภาษีหลายอย่าง ทั้งภาษีนา สุกร โค ยาสูบ ฝิ่น หมาก พลู มะพร้าว

อย่างไรก็ดี เมื่อกิจการรถไฟของรัฐบาลสยามขยายตัวเข้าสู่ดินแดนล้านนา บรรดาพ่อค้าชาวจีนก็หันไปการขนส่งโดยรถไฟ และตามมาด้วยการย้ายที่ตั้งถิ่นฐานและย่านการค้าจากบริเวณท่าวัดเกตการาม ไปยังบริเวณระหว่างตลาดวโรรสและย่านท่าแพ เกิดเป็นศูนย์กลางทางการค้าของชาวจีนแต้จิ๋วขึ้น คือที่ ตรอกเล่าโจ๊ว หรือ ตรอกข่วงเมรุ หรือ กองหล่อ 

แต่ละชื่อเรียกของตรอกนี้ล้วนมีความหมายที่แตกต่างกัน โดยชื่อ “ข่วงเมรุ เป็นชื่อทางการ คือเป็นชื่อถนนจริงๆ เพราะในอดีตบริเวณดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นสุสาน ส่วนชื่อ “กองหล่อ” ก็มาจากคำเมือง เป็นชื่อที่คนเมืองโดยทั่วไปใช้เรียก โดย “กอง” แปลว่าตรอกหรือซอย ส่วน “หล่อ” แปลว่า ลาดลง ดังนั้นชื่อกองหล่อจึงหมายถึงซอยที่ลาดลงมาจากถนนท่าแพเข้าสู่ถนนช้างม่อย และในส่วนของชื่อ “เล่าโจ๊ว” หรือ “เล่าโจ้ว” หมายความว่า “ศาลเจ้า” ซึ่งคาดว่ามีที่มาจากการเป็นที่ตั้งของศาลเจ้ากวนอู (บู้เบี้ย) หนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวจีนแต้จิ๋วนิยมสักการะบูชา เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยให้กิจการค้าขายรุ่งเรือง ซึ่งศาลเจ้าที่ว่าก็เนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชนชาวจีนแต้จิ๋วในเมืองเชียงใหม่ 

ชาวแต้จิ๋วถือเป็นชาวจีนโพ้นทะเกลุ่มใหญ่ที่สุดที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองเชียงใหม่ดินแดนล้านนา โดยส่วนใหญ่ชาวจีนแต้จิ๋วรุ่นแรกๆ จะเข้ามาทำงานรับจ้างและทำการค้าขายเป็นหลัก จากนั้นก็ค่อยๆ ก่อสร้างชุมชนและย่านการค้าขึ้น พร้อมๆ ไปกับขยับขยายกิจการ ซึ่งสำหรับสังคมเมืองเชียงใหม่แล้ว กล่าวได้ว่ากลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในหลากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรม ตลอดไปจนถึงด้านสังคมและการเมืองท้องถิ่น เพราะถึงแม้ว่าชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามาในระยะโดยส่วนมากจะเริ่มต้นจากกิจการค้าขาย แต่นั่นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถสั่งสมทุนได้มากพอที่จะขยับขยายเข้าไปมีบทบาทในด้านอื่นๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ กิจการขนส่ง ธุรกิจเงินกู้ ตลอดไปจนถึงการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และแน่นอนว่าการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอันยิ่งใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ก็คือผลผลิตของลูกหลานชาวจีนกลุ่มนี้นั่นเอง

อันที่จริงแล้วเรื่องราวของกลุ่มจีนฮ่อและจีนแต้จิ๋วในเมืองเชียงใหม่ยังมีความน่าสนใจอีกมาก หากแต่ในครั้งนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพียงแค่เล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของคนจีนทั้งสองกลุ่มอย่างกระชับ เพื่อให้เห็นว่าท่ามกลางการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของเมืองเชียงใหม่ มีความหลากหลายภายในกลุ่มคนเมืองเชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตอาจได้ไปสืบค้นเรื่องราวของทั้งชาวจีนฮ่อและจีนแต้จิ๋วอย่างละเอียดมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้

อ้างอิง

มุจลินทร์ เพ็ชรรุ่ง. การศึกษาบทบาทของชาวจีนใน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในสมัยรัตนโกสินทร์. การค้นคว้าอิสระในหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สีว์เชี่ยนเชี่ยน และสรัสวดี อ๋องสกุล. พ่อค้าจีนฮ่อบนเส้นทางสายไหมตอนใต้ระหว่างล้านนาและยูนนาน ช่วงคริสต์ศวรรษที่ 14 – 16. วารสารจีนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2567. 

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. จีนยูนนาน (จีนฮ่อ). ออนไลน์ : https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/217/ 

กรมศิลปากร. ชุมชนบ้านฮ่อ. ออนไลน์: https://finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/39684-%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AE%E0%B9%88%E0%B8%AD 

ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล, รองศาสตราจารย์. เถียน-เต็ง-หอย สามชาวจีนอพยพ สู่นายทุน-ขุนนางยุคแรกในสยาม กับภาพสะท้อนระบบอุปถัมภ์. ศิลปวัฒนธรรม. ออนไลน์: https://www.silpa-mag.com/history/article_42001 

ชิษณุพงศ์ แจ่มปัญญา. เมื่อจีนเต็งสร้างคุ้มเจ้าหลวงเชียงใหม่ เผยสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ในเจ้าภาษีนายอากร. ศิลปวัฒนธรรม. ออนไลน์: https://www.silpa-mag.com/history/article_35605  

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘เมื่อแม่น้ำกำลังพูด’ River Resistance ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 2569 ริมแม่น้ำกก 12–16 มีนาคม

แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง คือสายน้ำข้ามพรมแดนที่หล่อเลี้ยงผู้คนในจังหวัดเชียงรายมาอย่างยาวนาน สายน้ำเหล่านี้ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร การเดินทาง และเศรษฐกิจ หากยังเป็นรากฐานของความทรงจำและวัฒนธรรมของชุมชนที่ตั้งบ้านแปงเมืองริมลำน้ำ...

สมการอำนาจใหม่ภาคเหนือตอนล่างการเติบโตของบ้าน ‘ไทยเศรษฐ์’  จากเจ้าพ่อสะแกกรัง สู่เกมอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเลขในสภา หากยังขยับแผนที่อำนาจของบ้านใหญ่หลายหลังในภาคเหนือตอนล่าง หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาที่สุดคือการขยายตัวของ ‘บ้านไทยเศรษฐ์’ จากจังหวัดอุทัยธานีเข้าสู่นครสวรรค์อย่างเป็นรูปธรรม การที่...

ตรวจรอบสองแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุด ตะกอนดินปนเปื้อนสูง เสี่ยงกระทบห่วงโซ่อาหาร

1 มีนาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ เผยผลติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขาเป็นครั้งที่สอง โดยพบว่าสารหนูในน้ำเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจ ขณะที่ตะกอนดินมีการสะสมโลหะหนักในระดับสูง...

อุทธรณ์สู้คดีเขื่อนปากแบง ภาคประชาสังคมจี้ศาลใช้หลักป้องกันไว้ก่อน คุ้มครองสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง

2 มีนาคม 2569 ที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ กลุ่มรักษ์เชียงของ และเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง พร้อมทนายความจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน...