2 พฤศจิกายน 2568 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวที Forest Youth Voices เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย เยาวชนจากชุมชนชาติพันธุ์ และประชาชนทั่วไป ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดว่าด้วย ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ (Everyday Environmental Heritage: EEH) ในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับชีวิตจริงของผู้คนในพื้นที่ป่า
เวทีดังกล่าวเริ่มต้นจากการนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายอนุรักษ์แบบบนลงล่างของรัฐ ตามด้วยการสะท้อนมุมมองสาธารณะต่อความไม่เป็นธรรมและการมีส่วนร่วม ก่อนปิดท้ายด้วยการยกระดับ ‘สื่อของเยาวชน’ ให้เป็นหนึ่งในปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้
งานวิจัยชี้ นโยบายอนุรักษ์ยังมองชุมชนเป็นผู้บุกรุก

Marco J. Haenssgen หัวหน้าโครงการ ‘Towards Heritage-Sensitive Climate Change Mitigation Policy: Impulses from Indigenous Practice in Thailand’ ในฐานะวิทยากรหลัก อธิบายว่า แนวคิด ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ คือการมองการดูแลป่าในฐานะปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน ไม่ใช่กิจกรรมอนุรักษ์ที่แยกขาดจากการดำรงชีพ
เขาชี้ให้เห็นว่า นโยบายของรัฐจำนวนมากยังคงมองกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูงเป็น ‘ผู้บุกรุก’ มากกว่าผู้ดูแลระบบนิเวศ โดยยกตัวอย่างความขัดแย้งจากร่างพระราชกฤษฎีกาภายใต้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2562 ซึ่งสร้างความกังวลต่อการสูญเสียสิทธิในที่ดินหลังครบกำหนด 20 ปี และนำไปสู่กระแสคัดค้านอย่างกว้างขวาง
แทนการตอบโต้นโยบายด้วยการประท้วงเพียงอย่างเดียว งานวิจัยเสนอให้เสริม ‘ความสามารถในการดูแลป่าของชุมชน’ ผ่านกิจกรรมนำร่อง 3 รูปแบบ ได้แก่
- การจัดทำฉลากแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ชุมชน
- การสนับสนุนการอนุรักษ์ที่ชุมชนจัดการเอง
- การพัฒนาเยาวชนผ่านการอบรมสื่อ
โดยผลวิจัยเบื้องต้นพบว่า เมื่อกิจกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ชุมชนยังคงมีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์ได้ แม้ในช่วงที่นโยบายมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับสินค้าที่เชื่อมโยงกับมรดกพื้นเมือง ขณะที่ผู้เข้าร่วมโครงการย้ำว่า สิ่งสำคัญคือความต่อเนื่องและการสนับสนุนระยะยาว ไม่ใช่โครงการระยะสั้น
เสียงสะท้อนสาธารณะ ชี้ปัญหามาตรฐานสองชั้น
ช่วงที่สองของเวที เปิดพื้นที่สะท้อนความเห็นจากผู้เข้าร่วมผ่านแบบสอบถาม ซึ่งพบความกังวลต่อ ‘มาตรฐานสองชั้น’ ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษา การจ้างงาน และคำถามว่า ความเห็นของชุมชนชาติพันธุ์ได้รับการเคารพจริงหรือไม่ในกระบวนการกำหนดนโยบาย
ผลสำรวจยังสะท้อนว่า โรงเรียนควรสอนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสิ่งแวดล้อมของชนพื้นถิ่น โดยที่รัฐควรสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมของกฎหมายป่าไม้และการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายอยู่ในระดับต่ำที่สุด
ผู้เข้าร่วมเสนอการจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบาย 3 อันดับแรก ได้แก่ การรับรองสิทธิและสถานะพลเมืองอย่างเท่าเทียม การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการกระจายอำนาจให้ชุมชนมีบทบาทในการจัดการป่า
ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่เผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงเทคนิคหรือวิธีการจัดการทรัพยากรเท่านั้น หากแต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่า ใครคือผู้มีเสียง มีอำนาจ และมีความชอบธรรมในการกำหนดทิศทางการอนุรักษ์?
ผลสำรวจดังกล่าว จึงนำไปสู่การเปิดวงเสวนาเพื่อร่วมกันตั้งคำถามว่า งานวิจัยชี้ถึงความจำเป็นในการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและคนรุ่นใหม่ มีบทบาทในการกำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมกันหาคำตอบว่า จะผลักดันให้เกิดพื้นที่กลางของการมีส่วนร่วมได้อย่างไร
นักวิชาการชี้ การมีส่วนร่วมต้องเป็น ‘พื้นที่เชิงโครงสร้าง’

มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ นักวิจัยโครงการฯ ชี้ว่า การมีส่วนร่วมของเยาวชนไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เวทีทางกายภาพ เพราะปัจจุบัน เยาวชนมีบทบาททางการเมืองผ่านพื้นที่ออนไลน์อยู่แล้ว โดยระบุว่า
“พื้นที่การมีส่วนร่วมของเยาวชนในยุคนี้ ไม่ได้อยู่แค่ในรูปของพื้นที่ทางกายภาพ แต่ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ออนไลน์” และเสริมว่า เยาวชนมักถูกเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรม แต่แทบไม่เคยได้รับโอกาสในการกำหนดบทสนทนา
ด้าน กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ที่ปรึกษาโครงการฯ เห็นว่า การมีส่วนร่วมต้องยึดโยงกับกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ เช่น กฎหมายคุ้มครองและฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้การรวมตัว แสดงความคิดเห็น และท้าทายนโยบายที่ไม่เป็นธรรม มีสถานะเชิงสถาบัน
ขณะที่ ประสิทธิ์ ลีปรีชา เน้นว่า ชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องถูกมองเป็น ‘เจ้าของปัญหา’ ในการกำหนดนโยบาย พร้อมชี้ว่าความรู้ท้องถิ่น วิถีชีวิต และพิธีกรรม สามารถถูกแปลให้สาธารณะเข้าใจได้ โดยเฉพาะในบริบทการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
เยาวชนใช้สื่อเล่าเรื่อง ‘ป่า’ จากชีวิตจริง

ช่วง Forest Youth Voices Media เปิดพื้นที่ให้เยาวชนฉายผลงานและสะท้อนประสบการณ์ตรง หลายคนย้ำว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่วิกฤตไกลตัว แต่กระทบต่อ ‘น้ำที่ใช้ อาหารที่กิน และความมั่นคงของครอบครัว’

ศรายุทธ สิทธิมหาสกุล กล่าวว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติที่กำลังหายไปไกลๆ แต่มันกระทบกับน้ำที่เราใช้ อาหารที่เรากิน และวิธีที่ครอบครัวของเราใช้ชีวิตในทุกวัน
“เมื่อป่าถูกทำลาย ไม่ใช่แค่ต้นไม้ที่หายไป แต่ประเพณีและความเคารพระหว่างคนต่างรุ่นก็อ่อนแอลงไปด้วย”

ขณะที่ วิชิต เตชะเลิศพนา ระบุว่า ชุมชนในพื้นที่ป่ามักถูกมองว่าเป็นปัญหา มาโดยตลอด งานสื่อของเขาจึงเป็นความพยายามโต้กลับภาพจำดังกล่าว ด้วยการเล่าให้เห็นว่า ผู้คนในชุมชนดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าอย่างไร โดยเขากล่าวว่า
“คนส่วนใหญ่มักมองว่าเราเป็นปัญหา แต่ผ่านหนังเรื่องนี้ เราอยากให้เห็นว่า จริงๆ แล้วเราดำรงชีวิตอยู่กับป่ายังไง”
เยาวชนหลายคนยังสะท้อนว่า กระบวนการทำสื่อเปลี่ยนมุมมองของตนเองต่อบทบาทผู้ดูแลสิ่งแวดล้อม
“ก่อนจะทำวิดีโอสั้น ผมไม่เคยคิดถึงบทบาทของตัวเองมากขนาดนี้ แต่พอทำเสร็จแล้ว ผมรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต่อสิ่งที่เรายังมีอยู่” วิชิตกล่าวทิ้งท้าย
ท้ายที่สุดเวที Forest Youth Voices สะท้อนว่า การอนุรักษ์ไม่อาจพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยการยอมรับ ความภาคภูมิใจ และความต่อเนื่องระหว่างรุ่น โดย ‘มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน’ คือฐานรากสำคัญของการสร้างพลังสนับสนุนการอนุรักษ์ในระยะยาว
