เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง เตรียมจัดกิจกรรม ‘มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน’ เนื่องในวันน้ำโลก เพื่อย้ำสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำข้ามพรมแดน กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 08.00–21.00 น. ณ วัดฝั่งหมิ่น ริมแม่น้ำกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
ผู้จัดงานระบุว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนที่ยังคงผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ซึ่งมีข้อกังวลว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ของบริษัทจีนในประเทศเมียนมา
เดือนมีนาคม 2569 ยังถือเป็นช่วงครบรอบหนึ่งปีที่ประชาชนในพื้นที่เริ่มรับรู้ปัญหาการปนเปื้อนดังกล่าว โดยเครือข่ายระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมาได้เกิดการเรียนรู้และตั้งคำถามต่อปัญหานี้ในหลายมิติ
ประเด็นหนึ่งคือบทบาทของประเทศไทยในฐานะเส้นทางผ่านของแร่จากเมียนมาไปยังจีน ตลอดแนวชายแดนไทย–เมียนมาที่มีความยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร มีการนำเข้าแร่หลายชนิด เช่น พลวง ดีบุก ตะกั่ว แมงกานีส และทองแดง ผ่านด่านชายแดนหลายแห่ง ได้แก่ เชียงแสน แม่สาย แม่สอด แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ขุนยวม สังขละบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง ก่อนส่งออกผ่านท่าเรือแหลมฉบังไปยังจีน เครือข่ายมองว่าบริษัทผู้นำเข้าแร่ย่อมรับรู้ตำแหน่งและที่มาของเหมืองในเมียนมา รวมถึงผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งคือท่าทีของภาครัฐไทยที่ยังยึดโยงกับเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยของสารโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ยังเผชิญความเสี่ยงจากการบริโภคน้ำและอาหารที่อาจมีสารโลหะหนักสะสมในระยะยาว
เครือข่ายยังยกตัวอย่างกรณีการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายที่ต้องวางแผนย้ายแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาใหม่แทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกก โดยใช้งบประมาณกว่า 2,200 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนภาระงบประมาณของรัฐจากปัญหามลพิษในแหล่งน้ำ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายยังตั้งข้อสังเกตถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาระดับข้ามพรมแดนของรัฐบาลไทย ซึ่งยังมีจำกัด โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมาเพียงครั้งเดียว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งมีข้อเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่ชัดเจน
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคประชาชนและภาควิชาการได้พยายามพัฒนาแนวทางรับมือกับปัญหาในระดับพื้นที่ เช่น การพัฒนาเครื่องมือทดสอบสารโลหะหนัก การสร้างเครือข่ายพลเมืองวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีบำบัดน้ำในชุมชน การพัฒนาแนวทาง Nature-based Solutions ในภาคเกษตร รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงระดับชุมชนและฐานข้อมูลกลางของกลุ่มสื่อในจังหวัดเชียงราย
สำหรับกิจกรรมภายในงานจะประกอบด้วยหลากหลายรูปแบบ ทั้งพิธีสืบชะตาแม่น้ำตามความเชื่อท้องถิ่น การฟ้อนรำบูชาแม่น้ำโดยช่างฟ้อนกว่า 500 คน นิทรรศการและเวิร์กช็อปจากกลุ่มเยาวชน นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาชน เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบาย ขบวนพาเหรดของกลุ่ม LGBTQ+ การฉายสารคดีของนักศึกษา รวมถึงเวทีดนตรีที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนได้สะท้อนเสียงของตนเอง
เครือข่ายผู้จัดงานระบุว่า ภายในงานจะมีการเชิญสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย รวมถึงว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนกับประชาชน พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษในลุ่มน้ำข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง
