สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในหลายจังหวัดภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับวิกฤต หลังค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หลังหลายพื้นที่เผชิญสถานการณ์ไฟป่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญมลพิษทางอากาศในระดับอันตราย ขณะที่เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหายังคงเพิ่มขึ้น
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ว่าที่ สส. เชียงใหม่ เขต 8 ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพื้นที่ พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงจังของรัฐบาลต่อปัญหาฝุ่นพิษในภาคเหนือ
“หากรัฐบาลยังเห็นว่าประเทศไทยมีภาคเหนืออยู่ เร่งทำตามข้อเสนอของผมในวันนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนสูดฝุ่นพิษเข้าปอด โดยที่รัฐบาลไม่ใส่ใจอะไรเลย”
ภัทรพงษ์ระบุว่า แม้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมไฟป่า แต่กลับไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียงพอตามความรุนแรงของสถานการณ์ พร้อมสรุปภาพรวมว่า “งบประจำถูกตัด งบกลางไม่จัดสรร งบภัยพิบัติก็ไม่ใช้”
ชี้งบไฟป่าถูกลด เหลือ 122 ล้านทั่วประเทศ
ภัทรพงษ์อธิบายว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาไฟป่ามี 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. งบประมาณรายจ่ายประจำ
2. งบกลาง
3. งบภัยพิบัติ หรือเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย
เขาระบุว่า งบประมาณรายจ่ายประจำสำหรับภารกิจไฟป่าในพื้นที่ป่าสงวนทั่วประเทศถูกปรับลดจาก 1,500 ล้านบาท เหลือเพียง 122 ล้านบาท ทั้งที่พื้นที่เสี่ยงไฟป่ามีหลายสิบล้านไร่ ทำให้ไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์
ส่วนงบกลาง เขาเคยเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดสรรเพื่อเสริมการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ก่อนฤดูไฟป่า แต่การอนุมัติล่าช้าทำให้หลายพื้นที่ต้องรับมือกับสถานการณ์โดยขาดทรัพยากรที่จำเป็น
เสนอใช้เงินภัยพิบัติทันที
ภัทรพงษ์เสนอให้รัฐบาลเร่งใช้ เงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ซึ่งยังสามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเงินดังกล่าวแบ่งเป็นสองส่วน คือ
1. เงินป้องกันหรือยับยั้ง จังหวัดละ 10 ล้านบาท สามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องประกาศเขตภัยพิบัติ
2. เงินช่วยเหลือ จังหวัดละ 50 ล้านบาท และระดับกระทรวง 10–100 ล้านบาท ซึ่งต้องประกาศเขตภัยพิบัติก่อนจึงจะสามารถใช้ได้
เขามองว่าปัญหาในขณะนี้ไม่ใช่การขาดเงิน แต่เป็นการไม่ตัดสินใจใช้เงิน พร้อมเสนอให้ปรับเกณฑ์เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ง่ายขึ้น
ชี้ประกาศภัยพิบัติใช้งบช่วยเจ้าหน้าที่และประชาชนได้
ภัทรพงษ์ระบุว่า หลักเกณฑ์ใหม่ของเงินทดรองราชการที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมา เปิดทางให้ใช้งบช่วยเหลือหลายด้าน เช่น การจัดหา “มุ้งสู้ฝุ่น” ให้ประชาชน การจัดสรรงบลาดตระเวนดับไฟป่า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหารสำหรับเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า รวมถึงยังงบเพิ่มเติมนอกหลักเกณฑ์ตามความจำเป็น
เขาระบุว่า ทุกนาทีที่การแก้ปัญหาล่าช้า หมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจและมะเร็งปอด
“ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจและใส่ใจต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชนภาคเหนือ ปัญหานี้จะไม่ลุกลามโดยไร้งบประมาณจัดการเหมือนวันนี้”
นายกฯ เดินทางเชียงใหม่ร่วมภารกิจรับเสด็จ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตัวเมืองเชียงใหม่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจากไฟป่า เช้าวันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึง ท่าอากาศยานทหารกองบิน 41 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เพื่อเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน หลายพื้นที่ของภาคเหนือยังคงเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ Iqair จัดอันดับจังหวัดเชียงใหม่ (เขตเทศบาลนครเชียงใหม่) มีอากาศแย่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก ซึ่งทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้มาตรการและงบประมาณเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
