เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือเผชิญวิกฤตราคาพืชเศรษฐกิจตกต่ำหนัก หลังผลผลิตหลายชนิด ทั้งหมากตากแห้ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม มันฝรั่ง และกะหล่ำปลี ปรับราคาลดลงอย่างต่อเนื่องช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากขาดทุน ขณะที่ราคาขายปลีกในตลาดสดและห้างสรรพสินค้ายังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การค้า
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ เกษตรกรในตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งเคยเป็นแหล่งผลิตหมากตากแห้งสำคัญของประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนปีละกว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว ThaiPBS North รายงานว่า เกษตรกรในพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ หลังประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดหลักลดการรับซื้อ ส่งผลให้พ่อค้าคนกลางทยอยหายไปจากพื้นที่
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรบางส่วนจำเป็นต้องปล่อยหมากสุกคาต้นก่อนนำมาตากแห้ง เพื่อหวังชะลอการขายและพยุงราคา แต่กลับประสบปัญหาระบายสินค้าได้ยาก ขณะเดียวกันต้นทุนค่าแรงเก็บ ปอก และตากหมากเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาที่ขายได้ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่หมากแดงประมาณกิโลกรัมละ 40 บาท และหมากขาวประมาณกิโลกรัมละ 60 บาท เหลือกำไรเพียงเล็กน้อย
ผลกระทบจากราคาที่ตกต่ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังแรงงานรับจ้าง ร้านค้า และธุรกิจขนส่งในพื้นที่ โดยเกษตรกรเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งหาตลาดรองรับและเปิดช่องทางจำหน่ายโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง
เชียงใหม่ราคาพืชผักดิ่งหนัก

ขณะเดียวกัน เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักหลายชนิดในจังหวัดเชียงใหม่ก็เผชิญปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำเช่นกัน โดยราคากระเทียมหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 10–12 บาท มันฝรั่งกิโลกรัมละ 10–13 บาท หอมหัวใหญ่กิโลกรัมละ 4–6 บาท และกะหล่ำปลีเหลือเพียงกิโลกรัมละ 0.50–1 บาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายปลีก กลับพบความแตกต่างชัดเจน โดยกระเทียมในตลาดสดมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 60 บาท และในห้างสรรพสินค้าประมาณ 80 บาท มันฝรั่งในตลาดสดอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 40 บาท และในห้างอยู่ที่ราว 55–75 บาท ขณะที่กะหล่ำปลีในตลาดสดมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 35 บาท และในห้างประมาณ 55 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาหน้าสวนหลายเท่าตัว
ช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งทำให้เกษตรกรผู้ผลิตได้รับผลตอบแทนต่ำ ขณะที่ราคาปลายทางยังคงสูงสำหรับผู้บริโภค
ผลผลิตล้นตลาด-นำเข้ากดราคา

ด้าน กรมการค้าภายใน ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่ หลังผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง
จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่สำคัญของประเทศ คิดเป็นเกือบ 70% ของผลผลิตทั้งหมด มีพื้นที่เพาะปลูกราว 5,130 ไร่ และมีผลผลิตรวมประมาณ 25,000 ตัน โดยขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งอำเภอแม่วางและสันป่าตองเป็นพื้นที่ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดก่อน และคาดว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนมีนาคม
ปัจจุบันเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่จำหน่ายหอมหัวใหญ่คละได้เฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 5–6 บาท ลดลงจากช่วงต้นฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท ขณะที่ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ อยู่ที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 22.50 บาท และราคาขายปลีกประมาณกิโลกรัมละ 37.50 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่เกษตรกรขายได้หลายเท่า
จิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ราคาที่ปรับลดลงเป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังแสดงความกังวลต่อกรณีการสำแดงราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แม้จะมีการชำระภาษี แต่ยังสามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตภายในประเทศได้ ส่งผลให้กลไกราคาภายในประเทศถูกกดดัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตภายในออกสู่ตลาดจำนวนมาก
สินค้านำเข้า–ผลผลิตชนกัน กดราคาหนัก

ทีมนโยบายเกษตรของพรรคประชาชน ซึ่งลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 2–3 มีนาคม 2569 ระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในภาวะเร่งด่วน โดยเฉพาะมันฝรั่งและหอมหัวใหญ่ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว แต่ผู้รับซื้อจำนวนหนึ่งชะลอการซื้อ ทำให้ผลผลิตจำนวนมากเสี่ยงเน่าเสียคาแปลง
อีกปัจจัยสำคัญคือการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งถูกเก็บไว้ในห้องเย็นของตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง ก่อนทยอยระบายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าผลผลิตภายในประเทศ ขณะเดียวกันผู้นำเข้ายังมีเงื่อนไขเครดิตทางการค้าที่เอื้อต่อผู้ค้าคนกลางมากกว่า ทำให้ผู้ค้าหันไปเลือกซื้อสินค้านำเข้าแทนผลผลิตของเกษตรกรไทย
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปีนี้ยังทำให้ผลผลิตพืชผักหลายชนิด โดยเฉพาะมันฝรั่ง ออกสู่ตลาดในปริมาณมากในช่วงเวลาเดียวกัน จนเกิดภาวะผลผลิตชนกันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้การระบายสินค้าในประเทศทำได้ยากยิ่งขึ้น
เร่งมาตรการพยุงราคา
เพื่อบรรเทาผลกระทบ กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และผู้ประกอบการในพื้นที่ ดำเนินโครงการรับซื้อและกระจายผลผลิตหอมหัวใหญ่ออกนอกแหล่งผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน ในช่วงวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมทั้งเตรียมมาตรการเพิ่มเติมในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด
นอกจากนี้ยังมีมาตรการบริหารจัดการตลาดเพิ่มเติม เช่น การทำตลาดล่วงหน้าผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงรับซื้อหอมหัวใหญ่รวม 6,700 ตัน การกระจายสินค้าไปยังจังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต การรณรงค์ให้หน่วยงานรัฐและประชาชนช่วยอุดหนุนผลผลิต รวมถึงการจัดพื้นที่จำหน่ายโดยตรงให้เกษตรกรผ่านงานธงฟ้าและสถานที่ราชการ
พร้อมกันนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการนำเข้า โดยประสานกับกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อตรวจสอบการนำเข้าและสกัดการลักลอบนำเข้าสินค้า
อย่างไรก็ตาม ทีมนโยบายเกษตรของพรรคประชาชนเสนอว่า ในระยะเร่งด่วนรัฐบาลควรพิจารณาชะลอการนำเข้า หรือชะลอการระบายสินค้านำเข้าออกสู่ตลาดชั่วคราวเป็นเวลา 2–3 เดือน เพื่อเปิดทางให้ผลผลิตของเกษตรกรภาคเหนือสามารถระบายออกสู่ตลาดได้ก่อน
ขณะเดียวกัน ในระยะยาวจำเป็นต้องพัฒนาระบบหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การแปรรูป การพัฒนาโลจิสติกส์ และการสนับสนุนแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บรักษาผลผลิต ชะลอการขาย และกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดความผันผวนของราคาพืชผลในอนาคต
วิกฤตราคาพืชเกษตรในภาคเหนือครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบตลาดสินค้าเกษตร ที่ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตต้องแบกรับความเสี่ยงมากที่สุดในห่วงโซ่เศรษฐกิจอาหารของประเทศ
