5 เมษายน 2569 เนื่องในวันครบรอบ 31 ปี การร่วมลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง (Thai People’s Network for the Mekong) และองค์กรภาคีจากหลายภาคส่วน ออกแถลงการณ์ถึง Mekong River Commission หรือ MRC เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำและสารพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม


แถลงการณ์ระบุข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่
1. ให้มีการยกระดับและดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ครอบคลุมทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนและจุดบรรจบของลำน้ำสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และการป้องกันในระดับชุมชน
2. ให้ MRC และรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขง ยอมรับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่เป็นวาระเร่งด่วนระดับภูมิภาค และเร่งดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อควบคุม กำกับ และยุติแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยยึดหลักความรับผิดชอบและความโปร่งใส
3. ให้ทบทวนและยุติแผนการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และหันไปส่งเสริมนโยบายพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เพื่อลดผลกระทบสะสมต่อระบบนิเวศและภาระต่อประชาชนในภูมิภาค
“เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลประเทศสมาชิก MRC รวมถึงประเทศต้นน้ำ จะตระหนักถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ และร่วมกันปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปในลุ่มน้ำโขง ดังเจตนารมณ์ของความตกลงแม่น้ำโขง ที่มุ่งตอบสนองความต้องการ ควบคู่กับการรักษาสมดุลและเสริมพลังให้คนรุ่นใหม่” แถลงการณ์ ระบุ
ด้าน หาญณรงค์ เยาวเลิศ รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิและผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง กล่าวว่าตนรู้สึกกังวลว่าแผนพัฒนาแม่น้ำโขงยังคงมุ่งแต่การพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจ หลังหลายปีที่ผ่านมามีรายงานการศึกษาจำนวนมากของ MRC ที่ชี้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เขื่อน ฯลฯ จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อลุ่มน้ำโขง แต่เสียงของประชาชนแทบไม่มีความหมาย
“วันนี้แม่น้ำโขงกำลังวิกฤต เราเห็นกับตาแล้วแล้วว่าปลาหายไป ระบบนิเวศเสียหาย ความรุนแรงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะชะลอแผน กลับสร้างโครงการต่างๆ ต่อเนื่อง อ้างว่าเพื่อพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถามว่าประเทศไทยเวลานี้เราขาดพลังงานไฟฟ้าหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ขาด ยังมีทางเลือกการจัดการพลังงานอีกที่เป็นมิตรต่อแม่น้ำโขง”
รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ว่าต้องเอาให้ชัดว่าพลังงานจะไปข้างหน้าอย่างไร เพราะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ลงนามไปแล้วผูกพันระยะยาว 29-31 ปี เป็นการผูกมัดให้คนไทยใช้ไฟฟ้าแพง และไม่ยุติธรรมต่อคนรุ่นต่อไป
“ประเด็นเร่งด่วนคือการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำ … รัฐบาลใหม่ต้องทบทวน เหมืองเหล่านี้ปล่อยสารเคมี-สารพิษทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำโขง … น้ำและตะกอนพิษที่มีค่าเกินมาตรฐานในน้ำโขง อาจไม่เห็นผลในตอนนี้แต่กำลังสะสมในระบบนิเวศ ในปลา ในอาหาร และเราจะเห็นความเสียหายในเวลาเพียงอีกไม่กี่ปี”
