3 เมษายน 2569 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับ ศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (RCSD) จัดเวทีเสวนา ‘ยุติธรรมหรือไม่? กฎหมายจับคนเผาปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี’ เพื่อวิพากษ์ความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผา ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือ โดยเปิดพื้นที่ให้หลายภาคส่วน ทั้งนักกฎหมาย นักวิชาการ และตัวแทนชุมชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหาทางออกต่อปัญหาไฟป่าและ PM2.5

สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน จากคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า หลังการประกาศให้ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดต้องจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษ โดยเชียงใหม่ได้ออกแผนระยะปี 2569–2571 พร้อมมาตรการที่บูรณาการกฎหมายกว่า 11 ฉบับ ครอบคลุมทั้งภาคป่าไม้ เกษตร อุตสาหกรรม และเมือง
อย่างไรก็ตาม แม้แผนจะออกแบบให้จัดการปัญหาอย่างรอบด้าน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า การสื่อสารและการบังคับใช้ยังเน้น ‘ห้ามเผา–ลงโทษ’ เป็นหลัก โดยเฉพาะในภาคป่าไม้ ขณะที่ภาคส่วนอื่นยังใช้มาตรการกำกับและแรงจูงใจ ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเรื่องความได้สัดส่วนและความเป็นธรรม
ด้าน รัตนศิริ ก้องนภางค์ ผู้ดำเนินวงเสวนา ระบุว่า กฎหมายปัจจุบัน กำหนดโทษการเผาในพื้นที่ป่าอย่างเข้มงวด หากเผาเกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุก 4-20 ปี และปรับสูงสุด 2 ล้านบาท พร้อมใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและโดรนติดตามผู้กระทำผิดรายบุคคล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสังเกตว่าการบังคับใช้กฎหมายอาจไม่สมดุล เมื่อภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นอีกแหล่งมลพิษสำคัญกลับมีการดำเนินคดีจำกัด
ขณะที่ ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการ RCSD ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบาย ‘ห้ามเผาโดยเด็ดขาด’ ว่าอาจไม่สอดคล้องกับวิถีของชุมชนที่พึ่งพาป่า และมีบทบาทในการดูแลทรัพยากรอย่างแท้จริง พร้อมชี้ว่าบทลงโทษที่รุนแรง เช่น ปรับสูงสุด 2 ล้านบาท หรือจำคุกถึง 20 ปี อาจรุนแรงเกินไป และสะท้อนปัญหาความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในสังคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่ขาดทรัพยากรและอำนาจต่อรอง
ชุมชนสะท้อนข้อจำกัดดูแลป่า เสนอจัดการเชื้อเพลิงแทนห้ามเผา
พฤ โอโดเชา ตัวแทนชุมชนจากอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า กฎหมายและนโยบายป่าไม้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม และวาทกรรมที่เหมารวมว่าชาวบ้านเป็นต้นเหตุของไฟป่า เมื่อเกิดไฟป่า คนในพื้นที่มักถูกตีตราว่าผิดทันที ขณะที่บทบาทของภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่เมือง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยมลพิษสำคัญกลับถูกมองข้าม
“กฎหมาย วาทกรรม สื่อโซเชียล มองคนใช้ไฟเป็นผู้ร้าย มันคือความเข้าใจแบบผิดๆ วิถีชาวบ้านอยู่กับป่ามาหลายพันปี แต่ฝุ่น PM 2.5 เพิ่งจะเจอไม่กี่ปี แต่กลับใช้มาว่าร้ายชาวบ้านทันที มันไม่ยุติธรรมเลย”

ขณะเดียวกัน เนาวรัตน์ เรือนคำ จิตอาสาที่ทำงานร่วมกับชุมชน เล่าว่า ชาวบ้านต้องรับภาระทั้งทำกินและดับไฟป่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น งบประมาณและเชื้อเพลิง แม้จะมีแผนบริหารจัดการไฟเป็นระบบ 3 ระยะ แต่ปีนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ พร้อมเสนอให้ปรับนโยบายจาก ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ เป็น ‘การบริหารเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม’
เช่นเดียวกับ วทัญญู แสงอรุณ ตัวแทนชุมชนบ้านน้ำริน ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สะท้อนว่า คำสั่งควบคุมไฟปีนี้ ทำให้ชุมชนไม่สามารถดำเนินแผนจัดการเชื้อเพลิง ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามกว้างขึ้น อีกทั้งยังเกิดความสับสนจากคำสั่งหลายหน่วยงาน และภาระการทำงานซ้ำซ้อน เขามองว่า การจัดการเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องในระดับพื้นที่ จะช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าได้ดีกว่าการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ
ด้าน ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ วิเคราะห์ว่า ไฟป่าปีนี้รุนแรงจากทั้งปัจจัยธรรมชาติและการบริหารจัดการของรัฐ โดยปีที่ผ่านมาฝนมากทำให้เชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก ประกอบกับความล่าช้าในการจัดสรรงบและสุญญากาศเชิงนโยบายช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
งบจำกัด-อำนาจรวมศูนย์ โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาฝุ่น เสนอนายกเร่งกฎหมายอากาศสะอาด

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ และกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ชี้ว่างบประมาณแก้ปัญหาฝุ่นที่ลงสู่ท้องถิ่นมีข้อจำกัดสูง ทั้งการตัดลดงบและเงื่อนไขการใช้จ่ายที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น การจำกัดงบอุปกรณ์ไม่เกิน 30,000 บาท ทำให้ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นในพื้นที่ พร้อมเสนอให้ปลดล็อกงบประมาณและเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ท้องถิ่น
สำหรับความคืบหน้าของกฎหมายอากาศสะอาด คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยเบื้องต้นไม่ได้กำหนดโทษซ้ำซ้อนกับกฎหมายป่าไม้ แต่เพิ่มมาตรการต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับสูงสุด 50 ล้านบาท รวมถึงเปิดทางให้มีการบริหารเชื้อเพลิงและทำไร่หมุนเวียนได้ภายใต้ระบบที่ตรวจสอบได้
ภัทรพงษ์ระบุว่า การดับไฟเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการพื้นที่ป่า
เวทีดังกล่าวยังเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย 5 ด้านต่อรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แก่
1. ยกเลิกนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด และเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดภายในภายใน 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับรองว่า ‘อากาศสะอาดคือสิทธิของประชาชน’ พร้อมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการมลพิษมากขึ้น
2. ด้านความยุติธรรม ยุติการตีตราชุมชนเป็น “จำเลยสังคม” และปรับสู่การจัดการไฟร่วมกัน โดยผสานองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วนศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านที่อยู่ร่วมกับป่า
3. ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี ลดอคติจากการใช้ “จุดความร้อน” เป็นตัวชี้วัดหลัก หันมาใช้ข้อมูลที่ครอบคลุมทุกแหล่งมลพิษ ทั้งไฟป่า เมือง อุตสาหกรรม เกษตร และมลพิษข้ามแดน พร้อมเปิดรับเสียงจากชุมชน
4. ด้านแผนและงบประมาณ สนับสนุนแผนจัดการไฟระดับพื้นที่ชุมชน (หมู่บ้าน–ตำบล) แบบมีส่วนร่วม และจัดสรรงบประมาณถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครในพื้นที่อย่างเพียงพอ
5. ด้านสุขภาพ เน้นคุ้มครองกลุ่มเปราะบางควบคู่การลดแหล่งกำเนิดมลพิษ และเพิ่มสิทธิคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-dose CT ในระบบหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกที่
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสะท้อนตรงกันว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันจำเป็นต้องปรับจากการบังคับใช้กฎหมายแบบลงโทษ ไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว
