รัฐใหม่ในเงาความขัดแย้ง กอทูเลประกาศเอกราช เป็นฉันทามติ หรือการแอบอ้างสิทธิดินแดนบรรพชน?

Date:

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล

รัฐบาลกอทูเล (Government of Kawthoolei: G.O.K.) ออกแถลงการณ์ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐเมียนมาอย่างเป็นทางการ พร้อมสถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ ขึ้นเป็นรัฐเอกราชใหม่ของชนชาวกะเหรี่ยง โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นสิทธิอันชอบธรรมภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนสากล หลังชนชาวกะเหรี่ยงในดินแดนกอทูเลต้องเผชิญการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบมาอย่างยาวนาน

พิธีประกาศเอกราชมีขึ้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ณ ค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี ตำบลชูกะลี อำเภอวาเล่ย์ จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา โดย พล.อ.เนอดา เมียะ ประกาศสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดแรก และประกาศอ้างสิทธิครอบครองดินแดนกอทูเลในฐานะ ‘ดินแดนบรรพบุรุษของชนชาวกะเหรี่ยง’

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย อธิบายความหมาย ‘มหารัฐกอทูเล’ กับสำนักข่าวชายขอบว่า มหารัฐกอทูเลเป็นพื้นที่เดิมของชาวกะเหรี่ยง กินพื้นที่ตั้งแต่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งตรงกันข้ามอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปจนถึงลุ่มน้ำอิรวดี

สุวิชานอธิบายว่า คำว่า ‘ทูเล’ หรือ ‘ทูเลโบ’ เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งในภาษาไทยคือต้นเอื้องหมายนา แนวคิด ‘แผ่นดินเอื้องหมายนา’ หมายถึงที่ใดมีเอื้องหมายนาขึ้น ที่นั่นก็คือแผ่นดินของกอทูเล ทั้งยังชี้ว่า ธงชาติกะเหรี่ยงที่มี 9 แฉก สื่อถึง ‘แผ่นดิน 9 ดี’ ของมหารัฐกอทูเล ประกอบด้วย อิรวดี ตายวะดี อันดาวดี กันทรวดี เมียวดี ดอยวดี ซียะวดี ตันยะวดี และมอระวดี

ภายใต้มหารัฐกอทูเลยังมี ‘รัฐอื่นๆ’ อยู่ด้วย ไม่ได้มีเพียงกะเหรี่ยง แต่รวมถึงมอญ คะเรนนี พม่า และยะไข่บางส่วน ลักษณะคล้ายสหพันธรัฐที่มีรัฐเล็กรัฐน้อยอยู่ร่วมกัน

ภาพจาก  Articles Imagining Kawthoolei: How Karen Refugees In Suburban Tennessee Root Their Identity In A Symbolic Homeland James Chaney&Collin Olson

ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกัน รัฐบาลสาธารณรัฐกอทูเลประกาศแนวทางการจัดตั้งรัฐใหม่บนหลักประชาธิปไตย เคารพเจตจำนงของประชาชน และยึดหลักนิติรัฐ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจจะตั้งอยู่บนระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี ปราศจากการผูกขาด และเปิดกว้างต่อความร่วมมือกับนานาประเทศ

ด้านนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลกอทูเลยืนยันการเคารพกฎหมายและอนุสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐ พร้อมแสดงเจตจำนงที่จะเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมโลก

พร้อมกันนี้ รัฐบาลกอทูเลออกคำเรียกร้องต่อรัฐและองค์กรระหว่างประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ ให้การสนับสนุนรัฐที่ก่อตั้งใหม่นี้ ทั้งในมิติด้านมนุษยธรรม การทูต และการเมือง รวมถึงการพิจารณารับรองสถานะของสาธารณรัฐกอทูเลในเวทีระหว่างประเทศ

รายงานข่าวจาก KTLA ระบุว่า การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของชนชาติกะเหรี่ยง โดยรัฐบาลชุดใหม่วางแนวทางการจัดตั้งรัฐในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อาทิ การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน การจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี และการวางโครงสร้างการบริหารประเทศตามบริบทของสถานการณ์ความขัดแย้ง

การประกาศเอกราชของกอทูเลครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในเมียนมา โดยประเด็นที่นานาชาติจับตาคือท่าทีของรัฐบาลเมียนมา (SAC) การตอบสนองของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงความเป็นไปได้ในการได้รับการรับรองสถานะรัฐเอกราชภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อย คือรอยร้าวที่ซ้อนอยู่ใน ‘แผ่นดินบรรพบุรุษ’ ใต้กองกำลังติดอาวุธ เมื่อผู้นำที่ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลมาจากกองกำลัง KTLA (Kawthoolei Army) ซึ่งเป็นกลุ่มที่แตกออกจาก KNU (Karen National Union) และ KNLA (Karen National Liberation Army) ในปี 2022

การประกาศเอกราชที่เงียบงัน เกมสามขั้วอำนาจที่ซับซ้อน

ในบริบทการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเอกราชของชาวกะเหรี่ยง องค์กรที่สำคัญที่สุดคือ KNU หรือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘หัวเรือใหญ่’ ทั้งในมิติการเมืองและการบริหาร KNU เปรียบเสมือนรัฐบาลกลางที่มีระบบการจัดการตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่การดูแลด้านการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายและการเจรจาระหว่างประเทศ โดยมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 จังหวัดอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้การดำเนินงานทางการเมืองมีความเข้มแข็ง KNU จึงมีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตนเองคือ KNLA หรือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งถือเป็น ‘ปีกทหาร’ หลัก ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันดินแดนและเป็นกำลังสำคัญในการสู้รบตามแนวทางที่ KNU กำหนด โดยแบ่งกำลังพลออกเป็น 7 กองพลกระจายตามพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งมักได้ยินบทบาทของกองพลที่ 5 และ 6 บ่อยครั้ง เพราะเป็นพื้นที่สู้รบหลักติดชายแดนไทย ดังนั้น KNU และ KNLA จึงเป็นเนื้อเดียวกันในฐานะ ‘ผู้บริหาร’ และ ‘ผู้ปฏิบัติการทางทหาร’

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างเกี่ยวกับการสังหารนายทหารของกองทัพเมียนมาโดยกองกำลัง KNU กองพลที่ 4 ในภาคใต้ของประเทศ ซึ่งต่อมา KNU ออกแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบและลงโทษภายในด้วยการปลดผู้นำกองกำลังที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การที่ KTLA แยกตัวออกมา โดยเป็นกองกำลังที่นำโดย พล.อ.เนอดา เมียะ ประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธของตนเองในพื้นที่ที่ควบคุมอยู่บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา กลุ่มนี้มีวาระทางการเมืองของตนเอง คือการสร้าง ‘รัฐกอทูเล’ (Kawthoolei) ซึ่งมองว่าเป็นพื้นที่ความเชื่อดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงในฝั่งพม่า

อย่างไรก็ตาม การอ้างสิทธิในกอทูเลของกลุ่ม KTLA ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะถูกมองว่ายึดโยงกับผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะการเก็บภาษีและการอ้างสิทธิควบคุมเส้นทางคมนาคมใกล้ท่อก๊าซของ ปตท. (PTT)

แม้ KTLA จะมีสถานะเป็นกองกำลังอิสระที่ไม่ขึ้นตรงกับกองบัญชาการใหญ่ของ KNU อีกต่อไป แต่ในเชิงอุดมการณ์ KTLA ยังคงมุ่งเน้นการต่อสู้กับกองทัพพม่าเป็นหลัก และมักปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในบางพื้นที่ ขณะเดียวกัน ในบางช่วงเวลาก็เกิดการปะทะกันระหว่าง KTLA และ KNU ในพื้นที่จริง

สำหรับประชาชนชาวกะเหรี่ยงจำนวนไม่น้อย สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ ‘ซับซ้อนและเปราะบาง’ อย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างองค์กรติดอาวุธ หากแต่เป็นประเด็นที่กระทบต่ออุดมการณ์ ความสัมพันธ์ และอนาคตทางการเมืองของชาวกะเหรี่ยงโดยรวม

ชาวกะเหรี่ยงจำนวนหนึ่งมองว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการปลดปล่อยประชาชนกะเหรี่ยงอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการสร้างอำนาจบนฐานของการทหารและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2023 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวและสังหารเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ KNU ยิ่งทำให้ความกังวลภายในสังคมกะเหรี่ยงเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นภายในชุมชนกะเหรี่ยงเองแตกออกเป็นหลายแนวทาง บางส่วนยังยึดมั่นกับแนวคิดการต่อสู้เพื่อสหพันธรัฐภายใต้เมียนมาตามแนวทางของ KNU ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าการแยกตัวเป็นรัฐอิสระในลักษณะสมาพันธรัฐตามแนวทางของ KTLA อาจเป็นคำตอบของการกำหนดชะตากรรมตนเอง

ความแตกต่างนี้สะท้อนคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบร่วมกันว่า ‘กอทูเล’ ควรถูกสร้างขึ้นในรูปแบบใด และเพื่อใคร

แม้ล่าสุดมีการประกาศจัดตั้ง ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ พร้อมการแต่งตั้งผู้นำทางการเมืองของตนเอง แต่ในมุมมองของประชาชนกะเหรี่ยงจำนวนมาก การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่ง มากกว่าจะเป็นฉันทามติของชาวกะเหรี่ยงโดยรวม

ภาสกร เตือน สื่อไทยตกเป็นเครื่องมือปั่นข่าว

ด้าน ภาสกร จำลองราช จาก สำนักข่าวชายขอบ แสดงความเห็นต่อกรณีการประกาศสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเล โดยตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาทั้งในมิติโครงสร้างอำนาจของกองกำลัง และบทบาทของสื่อไทยที่ขยายข่าวดังกล่าวออกไปอย่างกว้างขวาง

ภาสกรระบุว่า กองกำลังกะเหรี่ยงกอทูเล หรือ Kawthoolei Army (KTLA) เป็นกองกำลังขนาดเล็ก มีทหารเพียงไม่กี่ร้อยนาย และเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่จำกัดตามแนวรัฐกะเหรี่ยง–ชายแดนไทย แตกต่างจาก Karen National Union (KNU) ที่มีโครงสร้างการเมืองและการทหารชัดเจนเป็นระบบ KTLA ไม่มีโครงสร้างการปกครองที่เป็นรูปธรรม อำนาจตัดสินใจจึงกระจุกตัวอยู่ที่ผู้นำคือ เนอดา เมียะ ส่งผลให้การอ้างสถานะความเป็น ‘รัฐ’ ขาดฐานรองรับในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน

ภาสกรยังอธิบายว่า เนอดา เมียะ แยกตัวออกจาก KNU หลังถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีสังหารหมู่เมื่อปี 2564 ก่อนจัดตั้ง KTLA โดยมีทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ภูมิหลังที่เคยศึกษาในสหรัฐฯ ใช้ภาษาอังกฤษคล่อง มีเครือข่ายต่างชาติ และสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ดี ทำให้เขามีศักยภาพในการระดมทุนและสร้างกระแสผ่านสื่อ

อย่างไรก็ตาม ภาสกรมองว่า การประโคมข่าวการยกตนเองเป็นประธานาธิบดีและการสถาปนารัฐอิสระกอทูเล เป็นเพียง ‘การสร้างข่าว’ เพื่อเรียกผู้สนับสนุน มากกว่าจะสะท้อนอำนาจจริงในสนามการเมืองและการทหาร เขาเปรียบเปรยว่า เนอดา เมียะ เปรียบเสมือน ‘เด็กเกเรที่ถูกไล่ออกจากบ้าน’ ซึ่งแม้จะมีพ่อเคยเป็นผู้นำ KNU จึงยังได้รับความเกรงใจจากชาวกะเหรี่ยงบางส่วน แต่ในสนามการต่อสู้จริง กองกำลัง KTLA แทบไม่มีน้ำหนัก และอาศัยศักยภาพด้านการสื่อสารเป็นเครื่องมือหลัก

ภาสกรยังวิพากษ์บทบาทของสื่อไทย โดยมองว่าการปั่นกระแสข่าวครั้งนี้สะท้อนความอ่อนแอของสื่อกระแสหลัก ที่จำนวนมากนำเสนอข่าวในลักษณะคัดลอกหรือส่งต่อกันเป็นทอดๆ โดยขาดความรู้ความเข้าใจบริบทของกองกำลังติดอาวุธชายแดนตะวันตก และขาดการตรวจสอบจากผู้รู้ ทำให้สื่อตกเป็นเครื่องมือของการปล่อยข่าวโดยไม่รู้ตัว

เขาเตือนว่า สถานการณ์ชายแดนตะวันตกมีความเปราะบางด้านความมั่นคงอย่างยิ่ง และอาจน่ากังวลมากกว่าชายแดนด้านกัมพูชาเสียอีก หากสื่อหลักของประเทศไม่สามารถทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้สาธารณชนได้ ก็อาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ ด้วยการขยายข่าวที่ต้นทาง ‘กลวงโบ๋’ และนำไปสู่บทวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อนในวงกว้าง

ท้ายที่สุด ภาสกรย้ำว่า กรณีการประกาศสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลควรถูกทบทวนอย่างรอบคอบ ทั้งในแง่แหล่งที่มาของข้อมูล ความจริงเชิงอำนาจ และบทบาทของสื่อ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งในอนาคตที่อาจรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ก่อนที่ผลกระทบเหล่านั้นจะเกิดขึ้นจริง

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

[ชุดข้อมูล] เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้...

Forest Youth Voices สู่นโยบายเพื่อการอนุรักษ์จากฐานราก

2 พฤศจิกายน 2568 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวที Forest Youth Voices...

เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน

Summary ผลการสำรวจข้อมูล พบว่า ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968...

ละลานล้านนา: ‘ปักขทืน’ ว่าด้วยความเฉพาะของการนับวันเดือนปีในแบบฉบับล้านนา

เรื่อง ปวีณา หมู่อบล อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งมีหมุดหมายสำคัญคือถือเอาวันที่ 31 ธันวาคม และวันที่ 1 มกราคม...