ชั่วชีวิตที่ยังต้องรอคอย เมื่อ ‘สัญชาติไทย’ คือบัตรผ่านประตูสู่ความเป็นมนุษย์ที่บ้านแม่หาด

Date:

ในประเทศไทย การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐมักถูกนิยามว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองพึงได้รับอย่างเท่าเทียม ทว่าในโลกของความเป็นจริง สิทธินี้กลับมี ‘กำแพงทางทะเบียน’ เป็นตัวกั้นสำหรับผู้ที่ตัวตนไม่ถูกยอมรับในระบบของรัฐ  การเจ็บป่วยจึงไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสุขภาพ แต่คือภาระทางเศรษฐกิจและบททดสอบการจัดการชีวิตที่หนักหน่วงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

“เวลาไปโรงพยาบาล หนูต้องใช้เงินเยอะกว่าปกติ บางครั้งหนูเอาเงินไปแค่ 300–400 บาท แต่หมอให้จ่ายไป 1,000 บาท ทำให้หนูคิดว่า ถ้ามีบัตรประชาชนอาจจะไม่ถูกบวกเงินเพิ่ม และใช้สิทธิ์เท่าคนไทยทั่วไป”

คำบอกเล่าของ ‘โทสุ’ หญิงชาวกะเหรี่ยงโปว์จากบ้านแม่หาด ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความเหลื่อมล้ำนี้ สำหรับคนทั่วไป การใช้สิทธิรักษาพยาบาลคือเรื่องปกติที่ไม่ต้องตั้งคำถาม แต่สำหรับโทสุ ‘การไม่มีบัตรประชาชน’ หมายถึงการต้องแบกรับต้นทุนชีวิตที่สูงเกินจริงเพียงเพื่อจะเข้าถึงการรักษาขั้นพื้นฐาน

ตลอดชีวิตของโทสุ เธอสูญเสียเวลาและโอกาสไปกับกระบวนการทางกฎหมายเพื่อขอรับสัญชาติไทย ซึ่งเธอสรุปบทเรียนอันยาวนานนั้นด้วยถ้อยคำสั้นๆ ว่า ‘เป็นการใช้เวลาทั้งชีวิต’ ความล่าช้าของระบบไม่ได้เพียงแต่พรากสิทธิในตัวตนของเธอไป แต่ยังกัดกร่อนคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งการศึกษาและสวัสดิการสาธารณสุข โดยมี ส่วนต่างของค่ารักษาพยาบาล เป็นเครื่องตอกย้ำว่า ในสายตาของระบบทะเบียนราษฎร ความเป็นคนของเธอยังมีมูลค่าที่ไม่เท่ากัน

ภาระทางทะเบียน เมื่อความไร้ตัวตนคือต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ

“หนูไม่มีบัตรประชาชนตั้งแต่เกิด เพราะพ่อกับแม่แต่งงานกันโดยที่ไม่มีบัตรทั้งคู่ ลูกที่เกิดมาเลยไม่มีบัตรเหมือนกัน”

คำบอกเล่าของโทสุไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวส่วนตัว แต่คือหลักฐานทางสถิติของความล้มเหลวในระบบทะเบียนราษฎรที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อสถานะ ‘บุคคลไร้สัญชาติ’ กลายเป็นมรดกที่ทายาทต้องจำยอมรับต่อจากบุพการี ก่อให้เกิดภาวะ กรงขังทางเอกสาร ที่จำกัดเสรีภาพในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเป็นระบบ

แม้ในปลายปี 2568 แม่ของโทสุจะเข้าถึงสิทธิสัญชาติไทยได้ในที่สุด แต่สำหรับตัวเธอและพ่อ กระบวนการพิสูจน์สิทธิยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กลไกที่ซับซ้อนและล่าช้า การเดินทางเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่และการรอคอยผลตรวจ DNA ไม่ได้มีเพียงต้นทุนทางเวลาที่สูญเสียไปนานกว่า 3 เดือน แต่ยังมี ‘ต้นทุนแฝง’ ทั้งค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในการประสานงานที่ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เพื่อพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่รัฐควรรับรองให้ตั้งแต่ต้น

ความเหลื่อมล้ำนี้ปรากฏชัดในทุกย่างก้าวของชีวิต เมื่อบัตรประชาชนใบเดียวถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการกำหนดราคาค่าบริการสาธารณสุขและโอกาสทางการศึกษา การไม่มีสถานะทางทะเบียนจึงเท่ากับการถูกผลักให้ต้องแบกรับต้นทุนชีวิตที่สูงกว่าพลเมืองทั่วไป

“หนูอยากให้รัฐทำเรื่องสัญชาติให้เร็วขึ้น เพื่อให้หนูได้เป็นคนไทยอย่างเต็มที่”

ข้อเรียกร้องของโทสุจึงไม่ใช่การขอความเมตตา แต่คือการทวงถามถึงประสิทธิภาพของรัฐในการขจัดเส้นแบ่งที่ขวางกั้นคนไทยกลุ่มหนึ่ง ออกจากการเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์เพียงเพราะระบบธุรการที่ตามไม่ทันความจริงของสังคม

คน ชุมชน ผืนป่า เมื่อสิทธิในที่ดินถูกแช่แข็งภายใต้กฎหมายส่วนกลาง

กรณีของครอบครัวโทสุเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนปัญหา ‘การไร้ตัวตน’ ในเชิงสิทธิสถานะบุคคล หากแต่สำหรับชาวบ้านแม่หาด ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความเปราะบางของชีวิตยังทับซ้อนลึกไปกว่านั้น

สำหรับชุมชนกะเหรี่ยงโปว์แห่งนี้ โจทย์ชีวิตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการไม่มีบัตรประชาชน แต่ยังเชื่อมโยงกับคำถามใหญ่เรื่อง ‘สิทธิในที่ทำกิน’ บนผืนป่าที่บรรพบุรุษอยู่อาศัยและดูแลรักษามาหลายชั่วอายุคน เมื่อเส้นเขตป่าถูกกำหนดจากส่วนกลาง ชาวบ้านซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่ตามจารีต กลับถูกนิยามให้กลายเป็น ‘ผู้บุกรุก’ ในบ้านเกิดของตนเอง

บ้านแม่หาดจึงไม่ใช่แค่พื้นที่อยู่อาศัย หากเป็นชุมชนผู้พิทักษ์ทรัพยากรที่มีระบบการจัดการป่าและที่ดินตามวิถีวัฒนธรรมกะเหรี่ยงโปว์อย่างเป็นรูปธรรม ความพยายามของชุมชนสะท้อนผ่านการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในการจัดการทรัพยากรร่วมกับรัฐ ทั้งการคัดค้านการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงา และการผลักดันแนวคิด ‘โฉนดชุมชน’ เพื่อให้การถือครองที่ดินได้รับการรับรองอย่างสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คนบนพื้นที่สูง

อย่างไรก็ตาม กฎหมายด้านการอนุรักษ์ที่บังคับใช้จากส่วนกลางโดยแทบไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ กลับกลายเป็นกำแพงสำคัญที่ขัดขวางการเข้าถึงการพัฒนาขั้นพื้นฐาน เมื่อพื้นที่ถูกตีตราเป็นเขตป่าหวงห้าม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหรือไฟฟ้าจึงถูกแช่แข็งโดยปริยาย เกิดความย้อนแย้งเชิงนโยบายที่ยิ่งอยู่ไกล ยิ่งเข้าไม่ถึงสิทธิ ขณะที่ต้นทุนการดำรงชีวิตกลับสูงกว่าคนเมืองหลายเท่า

สภาวะเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านแม่หาดต้องดำรงอยู่ไม่ต่างจาก ‘ผู้ประสบภัยเชิงโครงสร้าง’ ที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน พวกเขาไม่ได้เพียงรอคอยสวัสดิการจากรัฐ หากแต่กำลังติดอยู่ในกับดักของกฎหมายและนโยบาย ที่ทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองไทย กลายเป็นเรื่องที่ถูกมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ในสายตาของรัฐเอง

“ปัจจุบันเราเข้าไม่ถึงเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องถนน แม้ว่าถนนบางเส้นจะพอใช้งานได้ แต่หลายจุดยังเป็นดินแดง ทำให้ช่วงหน้าฝนลำบากมาก เราอยู่ในเขตป่า การจะทำถนนคอนกรีตต้องได้รับอนุญาต”

เอกราช วิมานตระการ ผู้ใหญ่บ้านแม่หาด อธิบายถึงความพยายามของชุมชนในการพัฒนา แม้จะต้องเผชิญข้อจำกัดจากนโยบายและกฎหมายป่าไม้ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินทางสัญจร และผลักให้ผู้คนในชุมชนห่างไกลจากทั้งสิทธิสถานะ โอกาสในการเข้าถึงสาธารณูปโภค และการปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐานที่ล่าช้า ชาวบ้านจึงยังต้องพึ่งพาตนเองและทางออกที่จำกัดในชีวิตประจำวัน

“เราอยากได้ไฟฟ้าให้หมู่บ้าน แต่วันนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ ทางป่าไม้ไม่อนุญาต แค่โซลาเซลล์ก็ยังลำบาก ครัวเรือนที่มีงบประมาณก็ซื้อได้ แต่บ้านที่ไม่มีงบก็ไม่มีไฟใช้”

เสียงสะท้อนที่ปนเปด้วยความหวังและความท้อแท้ แสดงให้เห็นความท้าทายในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ต้องเผชิญกับโจทย์ซ้อนโจทย์ ทั้งปัญหาสิทธิสถานะบุคคล และสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่อุทยาน ปมปัญหาที่ยังรอการแก้ไขและหาทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วน

เมื่อข้อจำกัดทางกฎหมายจำกัดจินตนาการและโอกาสชีวิต

ในชุมชนที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถูกแช่แข็ง โรงเรียนบ้านแม่หาดเองก็เผชิญข้อจำกัดไม่ต่างกัน ภัสนิพร กระต่ายดง ครูผู้ช่วย โรงเรียนบ้านแม่หาด สะท้อนว่า แม้แต่ทรัพยากรขั้นพื้นฐานที่สุดอย่าง ‘น้ำดื่ม’ ยังมีเพียงจุดเดียว และในฤดูฝนที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม อาคารเรียนกลับไม่มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับนักเรียน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศและประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ

ปัญหาของที่นี่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องงบประมาณ เพราะการขาดแคลนห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด สื่อการสอน หรืออุปกรณ์กีฬา ไม่ได้เกิดจากความละเลยของสถานศึกษา แต่เป็นผลพวงจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้โรงเรียนในพื้นที่ชายขอบไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนาได้อย่างเท่าเทียมกับพื้นที่อื่น

เมื่อห้องเรียนถูกจำกัดทรัพยากร ‘โอกาสชีวิต’ ของเด็กๆ จึงถูกตีกรอบไว้ตั้งแต่ต้นทาง โจทย์ทางการศึกษาของเด็กบ้านแม่หาดจึงเป็นเรื่องเดียวกับโจทย์เรื่องสิทธิของคนในชุมชน นั่นคือความต้องการสิทธิสถานะ การยอมรับ และการเข้าถึงรัฐสวัสดิการในฐานะพลเมืองไทยอย่างเสมอภาคและแท้จริง

ดอกไม้ที่ยังไร้ราก ความงดงามบนรอยร้าวของความเหลื่อมล้ำ

ประเทศไทยมักถูกชูภาพลักษณ์ว่าเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงาม ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเผยให้เห็นจุดสีตระการตาบนแผนที่ชาติพันธุ์กว่า 60 กลุ่ม เปรียบเสมือน ‘ดอกไม้หลากสี’ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นดิน ทว่าในความเป็นจริง ดอกไม้เหล่านี้จำนวนมากกลับเป็น ดอกไม้ที่ยังไร้ราก เพราะไม่สามารถหยั่งลึกลงในสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของรัฐได้เลย

ตัวเลขจากกรมการปกครองสะท้อนภาพวิกฤตนี้อย่างชัดเจน โดยพบว่ามีชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และบุตรที่เกิดในไทยรวมกว่า 479,284 คน ที่แม้จะมีชื่อในทะเบียนราษฎร แต่กลับยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่สมบูรณ์ การไร้สัญชาติจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากมานาน จนทำให้ประชากรเกือบครึ่งล้านคนกลายเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ในบ้านเกิดของตนเอง

ความหวังใหม่เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักเกณฑ์เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลครั้งใหญ่ ตามมาด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ตั้งเป้าสะสางสถานะให้กลุ่มเป้าหมายกว่า 480,000 คน โดยขีดเส้นตายให้ขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2568

แม้นโยบายนี้จะดูเหมือนการยื่นมือเข้ามาประคอง ‘ดอกไม้ที่ยังไร้ราก’ ให้มีโอกาสเติบโต แต่สำหรับผู้ที่รอคอยมาทั้งชีวิตอย่างโทสุและชาวบ้านแม่หาด กระดาษเพียงไม่กี่แผ่นจากส่วนกลาง ยังคงเป็นเส้นแบ่งที่เปราะบางระหว่างการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน กับการดำรงอยู่บนความไม่แน่นอนในดินแดนที่เขาเรียกว่า ‘บ้าน’ มาโดยตลอด

‘สิทธิสถานะบุคคล’  เกิดขึ้น ดำรงอยู่ หรือไม่เคยมี? 

“ฝากถึงหน่วยงานรัฐหรือรัฐบาล สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการรับรองสิทธิ เพราะเมื่อมีการรับรองสิทธิ ชุมชนและท้องถิ่นจะมีอำนาจในการออกแบบได้ว่าควรพัฒนาตัวเองอย่างไร”

ลิขิต พิมานพนา เจ้าหน้าที่ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของบ้านแม่หาดไม่ใช่เพียงเรื่องความยากจน หากแต่คือการที่ชุมชนถูกทับซ้อนด้วยกฎหมายป่าไม้และกฎหมายจากส่วนกลาง จนรัฐเองไม่สามารถจัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงได้อย่างเต็มที่

ข้อเสนอสำคัญจึงไม่ใช่การผ่อนปรนเป็นรายกรณี หากแต่คือการรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและการทำกินของชุมชนอย่างถูกกฎหมาย เพราะการรับรองดังกล่าวจะเปิดทางให้ท้องถิ่นและชุมชนสามารถออกแบบทิศทางการพัฒนาของตนเอง และเข้าถึงรัฐสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้อย่างเสมอภาคในฐานะพลเมือง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ชาวบ้านแม่หาดจะได้สัญชาติ หรือเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเมื่อใด หากแต่คือคำถามที่ต้องถูกตั้งขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

แท้จริงแล้ว ‘สิทธิสถานะบุคคล’ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ หรือไม่เคยมี?

และในเมื่อชาวบ้านแม่หาดยังคงอยู่ตรงนี้ คำตอบของรัฐไทยอาจต้องชัดเจนยิ่งกว่านี้ว่า ไม่มีใครควรถูกทำให้สูญหายไปจากระบบ เพียงเพราะกลไกกฎหมายที่ล่าช้า เพราะการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของใครบางคน หากต้องเป็นหลักประกันที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่าง ‘ถ้วนหน้าและเท่าเทียม’

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

ภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์ประชามติ กระจาย 17 จังหวัด รวม 80 แห่ง เชียงใหม่มากสุด 26 แห่ง แต่หลายเขตยังขาดศูนย์รณรงค์ เปิดรับอาสาร่วมตั้งศูนย์เพิ่ม

เครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์รณรงค์ประชามติ กระจายตามร้านหนังสือ คาเฟ่ ร้านยา ตลาด โรงเรียน บ้านในชุมชน และสำนักงานเครือข่าย เพื่อเป็นจุดให้ข้อมูล...

[ชุดข้อมูล] เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้...

รัฐใหม่ในเงาความขัดแย้ง กอทูเลประกาศเอกราช เป็นฉันทามติ หรือการแอบอ้างสิทธิดินแดนบรรพชน?

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล รัฐบาลกอทูเล (Government of Kawthoolei: G.O.K.) ออกแถลงการณ์ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐเมียนมาอย่างเป็นทางการ พร้อมสถาปนา...

Forest Youth Voices สู่นโยบายเพื่อการอนุรักษ์จากฐานราก

2 พฤศจิกายน 2568 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวที Forest Youth Voices...