แม่น้ำสาละวินปนเปื้อนหนัก พบสารหนูเกิน 500 เท่าในรัฐคะเรนนี จากเหมืองแร่เมียนมา เสนอเจรจาระดับชาติ

Date:

10 กุมภาพันธ์ 2569 สภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐคะเรนนี (IEC) ร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวิน พบการปนเปื้อนสารพิษรุนแรงเกินมาตรฐานกว่า 500 เท่า ชี้ต้นตอเกิดจากการใช้สารเคมีในเหมืองแร่ฝั่งเมียนมา เตือนกระทบหนักถึงอำเภอสบเมยของไทย

ดร.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยข้อมูลจากการเก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากฝ่ายคะเรนนีและกะเหรี่ยงส่งตัวอย่างจากพื้นที่ต้นน้ำมาให้วิเคราะห์ พบว่าคุณภาพน้ำทั้งในฝั่งไทยและเมียนมาอยู่ในระดับที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐคะเรนนีที่มีกิจกรรมทำเหมืองแร่ พบการปนเปื้อนของ สารหนูและตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐานกว่า 500 เท่า

จากการเปรียบเทียบในแม่น้ำสายเดียวกัน พบว่า ตัวอย่างน้ำจากฝั่งเมียนมามีค่าการปนเปื้อนสูงกว่าฝั่งไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ดร.ว่าน ระบุว่า ระดับการปนเปื้อนที่รุนแรงเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนริมฝั่งน้ำในวงกว้าง โดยเฉพาะในฝั่งไทยที่ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำและประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ทำให้ดินตะกอนที่ปนเปื้อนสารพิษอาจสะสมในพื้นที่เกษตรกรรมและสัตว์น้ำ จนกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนหากเข้าสู่ร่างกายในระยะยาว

“พื้นที่ลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่สารหนูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสารปนเปื้อนอื่นๆ เช่น ตะกั่วและปรอท ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน” 

ดร.ว่าน ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า หากพูดถึงปัญหามลพิษ เรามักนึกถึงปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในลุ่มน้ำโขงหรือแม่น้ำกก แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า แม่น้ำสาละวินมีการปนเปื้อนสูงกว่าแม่น้ำกกเสียอีก จึงสะท้อนว่าปัญหาในพื้นที่นี้ควรได้รับความสนใจและการติดตามแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่

IEC ชี้เหมืองต้นน้ำคือต้นตอ

ด้าน Banya Khung Aung ตัวแทนจากสภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐคะเรนนี (IEC) กล่าวย้ำถึงจุดยืนความรับผิดชอบต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยระบุว่าแม้ IEC จะไม่ได้ดูแลแม่น้ำสาละวินทั้งหมด แต่เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และถือเป็นภารกิจร่วมกันที่ต้องแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ปกปิดข้อมูล

“สิ่งที่เรานำเสนอวันนี้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาทั้งหมด แต่เรายืนยันว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้อง และเราจะไม่ปกปิดหรือหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งควรถูกเปิดเผยและรับมืออย่างตรงไปตรงมา”

สำหรับต้นตอของปัญหา IEC ชี้เป้าไปที่ แม่น้ำโมโล ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักที่รับผลกระทบโดยตรงจากกิจกรรมเหมืองแร่ดีบุก พลวง และทอง โดยพบว่าสารเคมีส่วนใหญ่เกิดจาก กระบวนการล้างแร่ ที่เปลี่ยนจากการใช้น้ำธรรมชาติในอดีต มาเป็นการใช้กรดและสารเคมีเพื่อเพิ่มความบริสุทธิ์ของแร่ในระยะหลัง ทำให้น้ำเสียปนเปื้อนสารพิษถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำโดยตรงเนื่องจากขาดระบบบำบัดที่มีประสิทธิภาพ

“เมื่อมีการใช้สารเคมี น้ำที่เคยเป็นน้ำธรรมดาก็กลายเป็นน้ำปนเปื้อน และไหลลงสู่แม่น้ำโดยตรง นี่คือปัญหาที่เราพยายามหาทางแก้ไขอยู่” 

เขาย้ำว่า ผลกระทบจากการปนเปื้อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่กระจายตลอดแนวลำน้ำ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำบริเวณชายแดนไปจนถึงพื้นที่ตอนล่างของรัฐ โดยจุดที่น่ากังวลที่สุดคือบริเวณแม่น้ำที่รับน้ำจากพื้นที่เหมืองโดยตรง ซึ่งพบค่าการปนเปื้อนในระดับสูง

ทั้งนี้ Banya Khung Aung ยอมรับว่า สภาวะความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมาทำให้กลไกการกำกับดูแลเหมืองอ่อนแอลง ส่งผลให้ผลกระทบกระจายตัวตลอดแนวลำน้ำตั้งแต่ต้นน้ำชายแดนไปจนถึงพื้นที่ตอนล่าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ IEC ได้เริ่มดำเนินการแก้ไขผ่าน 2 แนวทางหลัก ดังนี้

1 ฟื้นฟูระบบกำกับดูแล จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเหมืองระดับท้องถิ่นและภูมิภาค โดยดึงผู้ประกอบการ แรงงาน และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมประสานความร่วมมือกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

2 ปฏิรูปนโยบายและกฎหมาย ทบทวนข้อบกพร่องของกฎระเบียบในอดีต เพื่อวางกรอบการดำเนินงานใหม่ที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

นักวิชาการแนะรัฐไทยยกระดับเป็นวาระความมั่นคง

ผศ.ดร.สุรัชนี ศรีใย นักวิชาการอิสระ มองว่า ปัญหามลพิษในลุ่มน้ำสาละวินต้องพิจารณาภายใต้บริบทความขัดแย้งภายในเมียนมา ซึ่งส่งผลให้กลไกการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมถูกละเลยมานาน ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเป็นผลสืบเนื่องจากการจัดการที่อ่อนแอในอดีต

เธอตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็นระดับชาติ แต่ความร่วมมือที่เกิดขึ้นยังจำกัดอยู่ในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายยังไม่ชัดเจน

“เมื่อบริบทของประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนไป เราจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้ยืดหยุ่นและเปิดรับแนวทางใหม่มากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็จะยังคงติดอยู่ในวงจรเดิมๆ โดยไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง”

เธอย้ำว่า การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องลับ แต่ควรถูกยกระดับเป็นประเด็นกระแสหลักที่ประเทศที่เกี่ยวข้องสามารถเปิดเผยข้อมูลและแสดงจุดยืนร่วมกันได้ พร้อมตั้งคำถามต่อท่าทีของรัฐบาลไทยว่า หากมองปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงระดับชาติ รัฐควรเปิดพื้นที่การเจรจาอย่างจริงจัง และสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ก็อาจวนกลับมาซ้ำรอยเดิมโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เชียงใหม่เปิดแผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟ พร้อมเปิดตัวกองทุนชุมชนจัดการไฟ หนุน 6 ตำบลนำร่องรับมือไฟป่า

9 กุมภาพันธ์ 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (CG...

ส่องทำเนียบ 70 สส. เขตภาคเหนือ สนามเหนือสะเทือน ใครล้มแชมป์ ใครครองแชมป์พื้นที่ต่อ

จากผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. Lanner...