สาส์นจากห้องขัง เสียงจากความทรงจำ: อ่าน ‘ผู้ต่อต้าน’ ผ่านจดหมายจากเรือนจำของ อานนท์ นำภา

Date:

5 เมษายน 2569 วงสนทนาหัวข้อ ‘สาส์น-สำนึกผู้ต่อต้าน’ โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ และ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ดำเนินรายการโดย รจเรข วัฒนพาณิชย์ ณ สวนอัญญา เฮือนครูองุ่น มาลิก หอประวัติศาสตร์ประชาชนภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เนื่องในวาระครบรอบ 109 ปี ชาตกาลครูองุ่น มาลิก และวาระครบรอบ 55 ปี สวนอัญญา ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากยังชวนตั้งคำถามต่อทั้งอำนาจรัฐ และบทบาทของผู้คนที่อยู่นอกกำแพงเรือนจำ ผ่านสิ่งที่ดูเหมือนเล็กและเงียบงันที่สุดอย่าง ‘จดหมายจากเรือนจำ’

วงสนทนาเริ่มต้นจากข้อเสนอของ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ศาสตราจารย์ประจำคณะภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ​มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน ที่ชวนมอง ‘งานเขียนจากการจองจำ’ ในฐานะมากกว่าหลักฐานชีวิตของผู้ถูกคุมขัง เพราะสำหรับเธอ เรือนจำไม่ใช่เพียงพื้นที่กักขัง แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ความคิด ความรู้ และประวัติศาสตร์ถูกผลิตขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน

“ถ้าเราเขียนประวัติศาสตร์ของชาติ โดยตั้งต้นจากสมมติฐานว่าสิ่งสำคัญไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐสภา หรือในพื้นที่ของผู้มีอำนาจ แต่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ อย่างเรือนจำ ภาพของประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไร”

คำถามนี้นำไปสู่การทบทวนงานเขียนหลังรัฐประหาร 2490 โดยเฉพาะช่วงกรณีกบฏสันติภาพ ปี 2495 ซึ่งแม้จะเป็นช่วงเวลาของการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่กลับก่อให้เกิดงานเขียนสำคัญจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือ ‘ปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน’ ของ สุพจน์ ด่านตระกูล ที่รวบรวมเสียงของผู้ต้องขังมาเป็นชุดความคิดทางการเมือง

ไทเรลตั้งข้อสังเกตว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ประวัติศาสตร์ของชาติควรเป็นประวัติของการเคลื่อนไหวและบทบาทของมวลชน แต่ประวัติศาสตร์กระแสหลักกลับเลือกเล่าเรื่องผ่านกษัตริย์หรือผู้พิชิตเป็นหลัก จนทำให้เสียงของผู้คนจำนวนมากเลือนหายไป

ข้อสังเกตนี้จึงไม่ได้วิจารณ์แค่เนื้อหา หากยังชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์คือผลของการคัดเลือกภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ว่าเรื่องราวแบบใดควรถูกจดจำ และเสียงของใครจะถูกนับเป็น ความจริง ปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน จึงเป็นความพยายามดึงเสียงของผู้ต้องขัง ซึ่งมักถูกกันออกจากประวัติศาสตร์ กลับมาเป็นผู้เล่าเรื่อง และตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่มีสิทธิ์นิยามประวัติศาสตร์ของสังคม

อีกงานสำคัญคือ ‘แลไปข้างหน้า’ ของ ศรีบูรพา ซึ่งใช้รูปแบบนวนิยายในการจินตนาการถึงสังคมและการเมืองในอนาคต เมื่อนำมาอ่านควบคู่กับงานของสุพจน์ จะเห็นความพยายามร่วมกันในการใช้การเขียนเป็นเครื่องมือคิดและออกแบบสังคมในแบบที่ผู้เขียนปรารถนา

ไทเรลเสนอว่า งานเขียนเหล่านี้ไม่ควรถูกอ่านเพียงในฐานะข้อมูลประกอบทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ต้องถูกอ่านในฐานะ ‘ตัวบททางประวัติศาสตร์’ ด้วยตัวของมันเอง

“นักโทษการเมืองไม่ใช่แค่ผู้ถูกกระทำ แต่เป็นนักคิด เป็นผู้ผลิตความรู้ งานเขียนของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่แหล่งข้อมูล แต่เป็นงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ในตัวมันเอง”

เธอยังยกตัวอย่างงานของ ทองใบ ทองเปาด์ ที่บันทึกชีวิตในเรือนจำตลอด 7 ปี โดยเฉพาะช่วงท้ายที่กล่าวถึงการสร้าง ‘สังคมจำลอง’ ภายในเรือนจำ มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น ทำสวน จับปลา สอนภาษา และพยายามสร้างความเท่าเทียมในหมู่ผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม สังคมจำลองนี้ก็เผชิญความตึงเครียดจากความแตกต่างทางชนชั้น เช่น ความขัดแย้งระหว่างนักศึกษาและปัญญาชนกับชาวบ้านในเรื่องการแบ่งงาน ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำรงอยู่ แม้ในพื้นที่จำกัดอย่างเรือนจำ

นอกจากนั้นยังมีงานของ สุรชัย แซ่ด่าน ที่สะท้อนว่าการจับกุมของเขาเกิดจาก ‘การทรยศของรัฐ’ โดยเล่าถึงการนัดหมายพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ปักกิ่ง เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับรัฐ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าจะไม่ถูกจับกุม แต่ท้ายที่สุดกลับถูกควบคุมตัวและต้องจำคุกเกือบ 17 ปี แม้พ้นโทษแล้วก็ยังถูกดำเนินคดีซ้ำ อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของงานเขียนไม่ได้อยู่แค่การวิจารณ์รัฐ หากยังรวมถึงการวิพากษ์ตนเองและบทบาทของตนในความขัดแย้ง พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐควรปรับตัวให้ดีขึ้นอย่างไร ทำให้งานมีมิติวิพากษ์ที่ซับซ้อนและชวนขบคิดต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้ต่อต้าน

จาก 6 ตุลาฯ ถึงปัจจุบัน เสียงจากเรือนจำที่ยืนยันความจริง ท้าทายอำนาจ และตั้งคำถามถึงผู้อ่าน

ไทเรลชวนมองย้อนไปที่ยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์ ต่อเนื่องถึง 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก จดหมายและบทสัมภาษณ์จากผู้ต้องขังในช่วงนั้นล้วนสะท้อน ‘ความจริง’ ในหลายมิติ ทั้งความรุนแรง ความไม่เท่าเทียม และความหมายของการต่อสู้ แม้แต่ละคนจะเน้นต่างกัน แต่ต่างก็ยืนยันประสบการณ์ของตนเอง ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ถูกควบคุมตัวภายใต้คำสั่งรัฐที่มีขอบเขตกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างเชียงใหม่

สิ่งที่น่าสังเกตจากจดหมายและบทสัมภาษณ์เหล่านี้ คือการย้ำถึงความจริงในหลายมิติ ทั้งความจริงของการสังหารหมู่ ความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย ตลอดจนความหมายและความงดงามของการต่อสู้ แม้แต่ละคนจะมีจุดเน้นต่างกัน บางคนพูดถึงประชาธิปไตย บางคนเน้นความเท่าเทียม หรือโครงสร้างอำนาจ แต่ทั้งหมดล้วนสะท้อนความจริงในแบบของตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ถูกจับอีกส่วนหนึ่งภายใต้คำสั่งรัฐ เช่น คำสั่งที่ให้อำนาจควบคุมตัวผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อสังคมและประเทศ ซึ่งมีขอบเขตกว้าง ครอบคลุมทั้งประเด็นทางการเมืองและความมั่นคง โดยในพื้นที่อย่างเชียงใหม่ ก็มีการควบคุมตัวผู้คนในสถานที่กักกันเฉพาะ

ไทเรลเล่าว่า เอกสารที่น่าสนใจอีกอย่างจากช่วงเวลานี้ คืองานเขียนของ ครูองุ่น มาลิก ซึ่งเขียนวิจารณ์ตนเองและชีวประวัติระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ศูนย์การุณยเทพ จังหวัดเชียงใหม่ (ปัจจุบันคือสำนักงานสันติบาล เชียงใหม่) เพื่อกักกันและอบรมความประพฤติ

งานชิ้นนี้ไม่เพียงบันทึกชีวิตและการต่อสู้ของครูองุ่นเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เป็นการวิพากษ์รัฐอย่างแหลมคมผ่านรูปแบบ ‘การวิจารณ์ตัวเอง’ ที่แฝงนัยทางอำนาจไว้อย่างแนบเนียน จนอาจไม่ถูกตีความในทันที

“ถ้าเราอ่านเผินๆ ก็จะเข้าใจว่า ครูองุ่นกำลังเล่าประวัติของตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกันนั้น มันก็เป็นการวิจารณ์รัฐอย่างแหลมคมมาก ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่จะไม่เข้าใจ เพราะแม้แต่เราเอง ซึ่งภาษาไทยไม่ใช่ภาษาแรก ยังอ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าท่านกำลังสื่ออะไร แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่เข้าใจนัยนั้น”

เมื่อขยับมาสู่ยุคปัจจุบัน หากนึกถึงนักโทษการเมือง ก็มักจะหมายถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม อาจจำเป็นต้องแยกพิจารณาออกเป็นสองช่วง คือช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 จนถึงก่อนปี 2563 และช่วงหลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากทั้งลักษณะคดีและรูปแบบงานเขียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ไทเรลชวนมองว่า หากลองพิจารณางานเขียนของผู้ถูกจับกุมในช่วงแรกๆ ก่อนปี 2563 สิ่งที่น่าสนใจคือการปรากฏขึ้นของงานเขียนโดยผู้ถูกจับกุมที่เป็นผู้หญิงอย่างน้อย 3 คน หนึ่งในนั้นคือผลงานของ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง เรื่อง ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ ซึ่งบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันและวิธีการดำเนินชีวิตท่ามกลางช่วงเวลาที่มืดมน

ในหนังสือของภรณ์ทิพย์ มีช่วงหนึ่งที่ระบุว่า “และอีกอย่างก็คือ นี่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคุกนั่นหรอก และคุณก็น่าจะเข้าใจได้ว่าเราเขียนทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคุกตลอดสองปีเป็นหนังสือไม่ได้หรอก แม้เราจะจำมันได้แม่นทุกรายละเอียดก็ตาม” ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการถ่ายทอดประสบการณ์ และสิ่งที่ยังคงอยู่นอกตัวบท

สำหรับไทเรล ในฐานะผู้อ่าน จึงมองว่างานเขียนลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะเนื้อหา หากยังเพราะผู้เขียนคือ ‘ผู้หญิง’ ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมือง งานเขียนจากผู้หญิงมีอยู่อย่างจำกัด

เมื่อเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน ไทเรลมองว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือความเร็วของการสื่อสาร ที่ทำให้เสียงจากภายในเรือนจำสามารถเดินทางมาถึงสังคมภายนอกได้แทบจะทันที อย่างไรก็ตาม สำหรับเธอ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการได้ยินเสียงเหล่านั้นเร็วขึ้น แต่คือวิธีการรับฟัง

“เราไม่ควรอ่านงานเขียนของนักโทษการเมืองในฐานะผู้รู้เพียงอย่างเดียว แต่ควรอ่านในฐานะผู้เรียนรู้ ที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรามีความรับผิดชอบอะไรต่อคนที่ยังถูกจองจำอยู่”

ในความหมายนี้ จดหมายจากเรือนจำ จึงไม่ใช่เพียงบันทึกชีวิตหรือหลักฐานของยุคสมัย หากเป็นสาส์นที่ส่งออกมาท้าทายทั้งอำนาจรัฐและความนิ่งเฉยของสังคม พร้อมตั้งคำถามกลับมายังผู้อ่านว่า เมื่อเราได้อ่านแล้ว เราจะตอบกลับอย่างไร

จดหมายของอานนท์: ความคิดที่ยังเคลื่อนไหวจากหลังกำแพง

ภายใต้การชวนมองประวัติศาสตร์ผ่านสายตาของผู้ถูกจองจำ จดหมายของ อานนท์ นำภา ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างสำคัญของงานเขียนจากเรือนจำร่วมสมัยที่ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงบันทึกชีวิต ไปสู่การเป็นการสื่อสารทางการเมือง ที่ยังคงเคลื่อนไหวออกมาจากหลังกำแพงอย่างต่อเนื่อง

ภัควดี วีระภาสพงษ์ อธิบายว่า จดหมายจากเรือนจำในหลายกรณีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกเล่าชีวิตภายใต้ข้อจำกัด หากยังสะท้อนให้เห็นสภาวะของสังคมภายนอก ทั้งความเหนื่อยล้า ความหมดไฟ และความท้อถอยของผู้คน ขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในเรือนจำกลับเป็นฝ่ายส่งต่อกำลังใจออกมาเสียเอง

“ไม่ใช่เพียงคนข้างนอกที่ให้กำลังใจคนข้างใน แต่ในความเป็นจริง คนที่อยู่ในเรือนจำกลับเป็นฝ่ายส่งต่อความหวังและพลังใจออกมาอย่างต่อเนื่อง”

ภัควดีชี้ว่า รายละเอียดเล็กๆ ที่อานนท์เลือกเล่า ไม่ว่าจะเป็นการชงกาแฟ การจัดสรรเวลา หรือจังหวะธรรมดาในชีวิตประจำวัน จึงไม่ใช่เพียงองค์ประกอบของเรื่องเล่า แต่เป็นการยืนยันว่า ชีวิตและความคิดของเขายังคงดำรงอยู่ ภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่อาจถูกลดทอนลงเพียงเพราะสถานะของผู้ถูกจองจำ

ด้วยเหตุนี้ จดหมายของอานนท์จึงมีสถานะมากกว่าบันทึกส่วนบุคคล หากเป็น การกระทำทางความคิด ที่ส่งคำถามกลับไปยังสังคมภายนอกอย่างตรงไปตรงมา ว่าเมื่อได้รับสารเหล่านี้แล้ว ผู้คนภายนอกจะตอบสนองอย่างไร

“แทนที่จดหมายจะเป็นเพียงพื้นที่ของความเปราะบาง มันกลับกลายเป็นพื้นที่ของการยืนยันศักดิ์ศรี และการผลิตความหวัง”

ข้อสังเกตนี้ยังเชื่อมโยงกับตัวอย่างจากประวัติศาสตร์โลก ตั้งแต่งานเขียนของ ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ (Pramoedya Ananta Toer) นักเขียนอินโดนีเซียที่ถูกคุมขังบนเกาะบูรู ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านวรรณกรรม ไปจนถึงจดหมายของ นักบุญเปาโล (St. Paul the Apostle) ที่เขียนขึ้นภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิโรมัน ชี้ให้เห็นว่า แม้ร่างกายจะถูกจำกัดเสรีภาพ แต่ผู้เขียนยังสามารถเลือกใช้น้ำเสียงแห่ง ‘ความยินดี’ หรือ ‘โสมนัส’ เป็นเครื่องมือทางความคิดได้

“รัฐอาจจำกัดเสรีภาพทางกายได้ แต่ไม่อาจควบคุมเสรีภาพทางจิตใจ ความคิด หรือความสุขของเขาได้”

ลักษณะเช่นนี้สะท้อนชัดในจดหมายของอานนท์ ซึ่งแม้จะไม่ปฏิเสธความทุกข์ แต่ก็ไม่ปล่อยให้ความทุกข์เป็นศูนย์กลางของการสื่อสาร หากเลือกเน้นย้ำสิ่งที่ยังคงอยู่ ทั้งความคิด ความสัมพันธ์ และความหวัง

ภัควดีเล่าว่า เมื่ออ่านจดหมายของอานนท์ จะเห็นรายละเอียดเล็กน้อยอย่างชัดเจน ภาพแมวนั่งนิ่ง ฝนที่ตกลงมา หรือความเงียบข้างกำแพง สิ่งธรรมดาที่คนภายนอกอาจมองข้าม กลับกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายขึ้นมาอย่างเด่นชัดภายในเรือนจำ ความละเอียดอ่อนเช่นนี้อาจเกิดจากการที่ชีวิตถูกพรากไปหลายด้าน จนสิ่งที่เหลืออยู่มีน้อยลง และทำให้การรับรู้ต่อโลกแหลมคมยิ่งขึ้น

“เวลาที่เราอ่านจดหมายของอานนท์ จะเห็นชัดว่า เมื่อคนเราถูกพรากทุกสิ่งและถูกจำกัดเสรีภาพ ความรู้สึกจะไวต่อสิ่งเล็กๆ อย่างยิ่ง แค่แมวนั่งนิ่ง ฝนตก หรือภาพข้างกำแพง สิ่งธรรมดากลับมีความหมายขึ้นมา ในขณะที่คนข้างนอกอาจไม่ทันสังเกต เพราะผู้ที่อยู่ในนั้นเหลือสิ่งยึดโยงน้อยลง จึงมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”

เธอขยายความว่า ภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ต้องขัง หากยังพบในผู้ที่เผชิญโรคร้ายหรือความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งทำให้การรับรู้ต่อสิ่งรอบตัวเข้มข้นขึ้น ในแง่นี้ จดหมายจากเรือนจำจึงมีมิติทางสุนทรียะอยู่ด้วย เป็นการรับรู้โลกที่ลึกและไวขึ้นกว่าปกติ

“ในแง่นี้ จดหมายจากเรือนจำจึงมีมิติทางสุนทรียศาสตร์ เป็นการรับรู้โลกที่เราอาจไม่ทันสัมผัสในภาวะปกติ ลักษณะเช่นนี้สะท้อนชัดในงานเขียนของนักโทษการเมืองร่วมสมัย รวมถึงจดหมายของอานนท์ นำภา ที่ไม่ปฏิเสธความทุกข์ แต่ไม่ปล่อยให้ความทุกข์เป็นศูนย์กลาง หากยังเน้นย้ำสิ่งที่เหลืออยู่ ทั้งความคิด ความสัมพันธ์ และความหวัง”

ในภาพรวม จดหมายจากเรือนจำจึงไม่ใช่เพียงบันทึกประสบการณ์ หากเป็นพื้นที่ของการต่อรองกับอำนาจ การยืนยันศักดิ์ศรี และการผลิตความหมายใหม่ให้กับคำว่า ‘เสรีภาพ’ ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด

“สิ่งที่ถูกสื่อสารออกมา ไม่ใช่การยอมจำนน แต่คือการยืนยันว่าคุกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก่นของความเป็นมนุษย์ได้”

ท้ายที่สุด จดหมายจากเรือนจำจึงไม่ได้จบลงพร้อมตัวอักษร หากยังคงทำงานต่อในพื้นที่สาธารณะ ในฐานะเสียงที่เคลื่อนข้ามกำแพง และตั้งคำถามกลับมายังสังคมอย่างต่อเนื่อง

เสียงของอานนท์ นำภา ในฐานะหนึ่งในผู้เขียนจากภายในเรือนจำ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ร่างกายจะถูกจำกัดเสรีภาพ แต่ความคิดยังคงเดินทางออกมาได้ พร้อมทั้งท้าทายทั้งอำนาจรัฐ และความนิ่งเฉยของผู้คนภายนอก

ดังนั้น สาส์นจากเรือนจำจึงไม่ใช่เพียงบันทึกของช่วงเวลาหนึ่ง หากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังเคลื่อนไหว และยังคงรอคำตอบจากสังคมว่า หลังจากการรับฟัง เราจะปล่อยให้มันเป็นเพียงเรื่องเล่า หรือปล่อยให้มันกลายเป็นแรงสะเทือนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

ลุ่มน้ำกกวิกฤตซ้ำ พบแคดเมียม–ตะกั่วเกินในผักหลายชนิด แนะปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารลดความเสี่ยง

8 เมษายน 2569 ในการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ครั้งที่ 3/2569...

คนเชียงใหม่ไม่ทนรวมตัวสู้ฝุ่นหน้าสามกษัตริย์ จี้รัฐเร่ง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก่อนคนเหนือจะตายกันหมด​

9 เมษายน 2569 ประชาชนเชียงใหม่รวมตัวกันที่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนสถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ภายในกิจกรรม มีการจัดวางป้ายข้อความเพื่อสื่อสารถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน...

ไม่มีใครเผาป่าเพื่อทำลาย ‘บ้านตัวเอง’ และแกนกลางปัญหาอาจไม่ใช่การ ‘ห้ามเผา’

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย ท่ามกลางมาตรการห้ามเผาที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดในหลายพื้นที่ภาคเหนือ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการทำกินและความเสี่ยงทางกฎหมาย ขณะที่ ‘การเผา’ มักถูกมองเป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน ทว่าเสียงจากคนในพื้นที่กลับสะท้อนชัดเจนว่า แก่นของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การห้ามเผาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...

เปิดตัวโครงการจัดทำหนังสือ ‘55 ปี สวนอัญญา’ ถักทออดีต สานต่อพื้นที่สร้างคน

ภาพ: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย/สิรศิลป์ ปังประเสริฐกุล 4 เมษายน 2569 เนื่องในวาระครบรอบ 55 ปีของสวนอัญญา...