เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล
สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งปี 2569 ส่งผลให้หน่วยงานรัฐหลายระดับเร่งออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการประกาศ ‘ปิดป่า’ และ ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ ในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ทว่ามาตรการดังกล่าวกำลังสร้างแรงกดดันในระดับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนพึ่งพาป่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ทั้งในด้านการทำกิน การหาของป่า และการจัดการทรัพยากรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
นอกจากข้อจำกัดในการเข้าถึงป่าแล้ว อีกประเด็นที่กำลังถูกตั้งคำถามในหลายพื้นที่คือการนำเทคโนโลยีเฝ้าระวังมาใช้ในการควบคุมไฟป่า โดยเฉพาะการใช้ ‘โดรน’ บินตรวจการณ์เหนือชุมชน ซึ่งชาวบ้านบางส่วนมองว่าได้สร้างบรรยากาศของความหวาดระแวง และอาจกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของผู้คนในพื้นที่
แรงกดดันในช่วงหน้าแล้ง
ปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ภัยแล้งอาจรุนแรงกว่าปกติ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมักทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกน้อยลงและสภาพอากาศแห้งแล้งมากขึ้น แม้ในช่วงปีก่อนหน้าที่โลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ลานีญา ซึ่งโดยทั่วไปทำให้ฝนตกมากขึ้น แต่ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือของไทยก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่สำคัญของภูมิภาค
เพื่อลดการเกิดไฟป่าและการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศ หน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัดจึงใช้มาตรการ ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ หรือ Zero Burning โดยควบคุมการใช้ไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวด ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม รวมระยะเวลาประมาณห้าเดือน

มาตรการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในหลายภาคส่วน นักวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม และตัวแทนชุมชนบางส่วนมองว่า การห้ามใช้ไฟโดยสิ้นเชิงอาจกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ รวมถึงระบบการจัดการทรัพยากรแบบดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองที่พึ่งพาป่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต
พชร คำชำนาญ รองผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ให้ข้อมูลว่า ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจำนวนมากยังคงพึ่งพาระบบเกษตรแบบ ‘ไร่หมุนเวียน’ ซึ่งตามปกติจะมีการใช้ไฟในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ การใช้ไฟแบบควบคุมยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการเชื้อเพลิงในป่า เพื่อลดความเสี่ยงของไฟป่าขนาดใหญ่ที่อาจลุกลามเข้าสู่พื้นที่เกษตรหรือพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่า
ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงใหม่ มีความพยายามผลักดันแนวคิด ‘FireD’ หรือ ‘ไฟดี’ ซึ่งหมายถึงการใช้ไฟอย่างมีการจัดการและอยู่ภายใต้การควบคุมของชุมชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวคิดนี้มุ่งสร้างระบบบริหารจัดการไฟที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ขณะที่บางจังหวัดกำหนดให้ชุมชนต้องยื่นเอกสารขออนุญาตบริหารจัดการเชื้อเพลิงต่อหน่วยงานท้องถิ่นก่อนดำเนินการ
ในทางปฏิบัติ แนวทางดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย และความกังวลของสังคมต่อผลกระทบจากการเผาในพื้นที่ป่า พชรระบุว่า ปัญหาฝุ่นควันในปัจจุบันมีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างแนวคิดการจัดการป่าของรัฐส่วนกลางที่รวมศูนย์อำนาจ กับรูปแบบการจัดการทรัพยากรของชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน
“รากฐานของเรื่องฝุ่นตอนนี้ มันเป็นเรื่องความขัดแย้งกันระหว่างแนวคิดเรื่องการจัดการป่าของรัฐส่วนกลางที่มีการรวมศูนย์อำนาจ กับการจัดการพื้นที่ของชาวบ้านและชุมชนที่อยู่กับป่าที่ขัดแย้งกันมายาวนาน”
มาตรการเหล็ก ห้ามเข้าป่า 51 วัน ใครฝ่าฝืนมีโทษหนัก
สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ห้ามบุคคลเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติรวม 33 พื้นที่ทั่วจังหวัด ลำปาง ระหว่างวันที่ 11 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 รวมระยะเวลา 51 วัน เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง
คำสั่งดังกล่าวระบุว่า หากมีความจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ป่า ผู้ขออนุญาตต้องแสดงบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียน ณ ศูนย์ปฏิบัติการ War Room ระดับตำบล และต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น นอกจากนี้ หากพบไฟไหม้ป่าในบริเวณที่ได้รับอนุญาต ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดและต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท
ด้าน ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านขวัญคีรี จังหวัดลำปาง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปิดป่า สะท้อนว่า แนวคิดของเจ้าหน้าที่นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากไม่มีคนเข้าไปในป่า ก็จะไม่มีการเผา และไฟป่าจะไม่เกิดขึ้น จึงนำไปสู่การประกาศห้ามเข้าป่าอย่างเข้มงวดในช่วงฤดูไฟป่า แต่ชุมชนมองว่า แนวคิดดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของทุกพื้นที่
“ป่าทุกป่ามีความสำคัญหมด แต่คนเลือกที่จะมาเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ป่าที่มีคนอาศัยอยู่”
ผู้ใหญ่บ้านระบุว่า หมู่บ้านของตนไม่เคยเกิดเหตุไฟป่าในพื้นที่เลย และตั้งแต่จำความได้ก็ไม่เคยพบจุดความร้อน (Hotspot) ในเขตป่าของหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเชื่อว่าพื้นที่ของตนเป็นตัวอย่างของชุมชนที่สามารถดูแลป่าได้เป็นอย่างดี
แม้เจ้าหน้าที่จะชี้แจงว่า การปฏิบัติงานของภาครัฐมักมุ่งควบคุมพื้นที่ที่มีปัญหาไฟป่ารุนแรงเป็นหลัก แต่ในเชิงนโยบายไม่สามารถประกาศยกเว้นให้กับหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งได้ เนื่องจากมาตรการต้องบังคับใช้ในลักษณะเดียวกันกับทุกพื้นที่


แต่ชุมชนยังมีข้อกังวลว่า หากเจ้าหน้าที่พบชาวบ้านเข้าไปในป่า แม้จะเป็นการเข้าพื้นที่ตามวิถีชีวิต เช่น การหาอาหารตามฤดูกาล ก็อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีได้ โดยเจ้าหน้าที่เองยอมรับว่า ในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจังหวัดที่กำหนดไว้
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดระหว่างมาตรการควบคุมไฟป่าของภาครัฐกับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน โดยชุมชนมองว่าการดูแลป่าในรูปแบบของตนเองก็มีบทบาทสำคัญในการป้องกันไฟป่าเช่นกัน
“ป่าของเราถ้าเทียบกับคนกรุงก็เหมือนการไปร้านสะดวกซื้อ เราไม่มีร้านค้าให้ไปซื้อ เราดูแลป่า เข้าป่าเพื่อหาอาหารตามฤดูกาล เช่น ผักกูด มดแดง หน่อไม้ เราดูแลและอยู่กับป่ามาตลอด”
ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านขวัญคีรีกล่าวว่า นโยบายปิดป่าที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดกำลังสร้างแรงกดดันต่อชุมชนที่พึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต และมองว่าการใช้กฎหมายลักษณะนี้อาจไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่ามาโดยตลอด
“ชาวบ้านไม่ได้เข้าไปทำลายป่า แต่การใช้ประโยชน์จากป่าเป็นวิถีชีวิต แต่ตอนนี้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ชีวิตประจำวันไม่ได้ เก็บของป่าไม่ได้ แต่ชาวบ้านยังต้องหากิน ต้องเลี้ยงครอบครัว”
ห้ามเผา-โดรน- ปิดป่า-วาทกรรม
ท่ามกลางการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ตรวจจับการเผาและเฝ้าระวังไฟป่า เสียงสะท้อนจากชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่ากลับสะท้อนความกังวลอีกด้านหนึ่ง จรัสศรี คำอ้าย ชาวบ้านจากชุมชนบ้านป่าเมี่ยง หมู่ 5 อำเภอ ดอยสะเก็ด จังหวัด เชียงใหม่ เล่าว่า นับตั้งแต่มีมาตรการห้ามเผาและห้ามเข้าป่าในช่วงวิกฤตฝุ่นควัน มีโดรนบินตรวจการณ์เหนือพื้นที่ชุมชนแทบทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เธอบอกว่าเสียงโดรนที่บินวนเหนือหลังคาบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านหลายคนรู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดเวลา บรรยากาศเช่นนี้ทำให้บางคนไม่กล้าเข้าไปยังพื้นที่ทำกินของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่า
“สวนเมี่ยง สวนกาแฟของพวกเรามันอยู่ในป่า ถ้าจะเข้าไปก็ต้องเดินเข้าไปอีก แต่พอมีโดรนบินต่ำขนาดนี้ คนก็ระวังตัวมากขึ้น หลายคนเลือกจะไม่เข้าไป”
จรัสศรียังตั้งข้อสังเกตว่า แม้พื้นที่ป่าของอุทยานจะกว้างใหญ่หลายหมื่นไร่ แต่โดรนกลับบินวนอยู่บริเวณหมู่บ้านค่อนข้างบ่อย จนบางคนรู้สึกเหมือนถูกเพ่งเล็ง
“ถ้าบอกว่าบินตรวจป่า พื้นที่ป่ามันกว้างมาก แต่โดรนกลับบินวนอยู่แถวบ้านบ่อยมาก จนบางคนรู้สึกเหมือนถูกเล็งเป้า”
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความรู้สึกหวาดระแวง แต่ยังส่งผลต่อการจัดการไฟของชุมชนด้วย เพราะตามปกติช่วงปลายฤดูแล้งเป็นเวลาที่ชาวบ้านต้องเริ่มทำแนวกันไฟรอบสวน รอบหมู่บ้าน และพื้นที่ป่าใกล้ชุมชน เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลาม
“โดรนมันเห็นไฟก็จริง แต่คนที่ไปดับไฟจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นชาวบ้านอยู่ดี เจ้าหน้าที่กว่าจะมาก็ใช้เวลา เพราะต้องประสานกันหลายหน่วยงาน บางครั้งไฟใกล้บ้านแล้ว เราก็ต้องไปดับก่อน”
เธอย้ำว่า สำหรับคนที่อาศัยอยู่กับป่า ป่าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ธรรมชาติ แต่เป็นพื้นที่ชีวิตและการทำกินของชุมชน
“ป่ามันไม่ได้มีแค่ต้นไม้ แต่มันคือชีวิตของคนที่อยู่กับมัน การใช้เทคโนโลยีแบบนี้ ถ้ามันกลายเป็นการสอดส่องหรือทำให้คนในพื้นที่ใช้ชีวิตลำบาก ก็ต้องตั้งคำถามว่ามันเหมาะสมแค่ไหน”
ใครควรมีสิทธิจัดการป่า? คำถามที่ใหญ่กว่าภาพจากโดรน

พชรอธิบายว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้เฝ้าระวังไฟป่าในปัจจุบัน สะท้อนแนวคิดแบบ ‘เทคโนแครต’ มากกว่าความพยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในภาคเหนือ ทั้งที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นประเด็นที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน
เขายังมองว่า การพยายามระบุ ‘ผู้เผาป่า’ เพียงรายเดียว แล้วนำไปเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุหลักของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ อาจทำให้ความซับซ้อนของปัญหาถูกลดทอนลง
ประเด็นนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น หลังจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองนำโดรนขึ้นบินสำรวจพื้นที่ และเผยแพร่คลิปวิดีโอ พร้อมระบุว่าเป็นหลักฐานแสดงว่ามีบุคคลกำลังจุดไฟในป่า อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ภาพดังกล่าวยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลที่ปรากฏในคลิปเป็นใคร และเป็นชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่รัฐ
“ในความเป็นจริง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนที่ปรากฏในภาพนั้นเป็นใคร เป็นชาวบ้านหรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ภาพเหล่านั้นกลับถูกนำไปสู่การสร้างวาทกรรมบางอย่างขึ้นมา”
หนึ่งในวาทกรรมที่เกิดขึ้นตามมาคือการพูดถึง ‘ชายชุดดำเผาป่า’ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แหล่งข่าวมองว่าวาทกรรมดังกล่าวได้กลายเป็นกรอบความเข้าใจที่ถูกขยายต่อโดยสื่อและสังคมอย่างรวดเร็ว


เมื่อภาพและเรื่องเล่าถูกเผยแพร่ออกไป สื่อจำนวนมากนำประเด็นนี้ไปขยายต่อ ส่งผลให้สังคมเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการประณามอย่างกว้างขวาง กระแสดังกล่าวนำไปสู่การปฏิบัติการในพื้นที่อื่นๆ โดยหน่วยงานรัฐหลายฝ่ายเริ่มสนธิกำลังกันเพื่อติดตามตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จุดไฟ
“บรรยากาศในพื้นที่เหมือนกับกำลังไล่ล่าอาชญากร ทั้งที่จริงๆ แล้วปัญหาไฟป่ามันซับซ้อนกว่านั้นมาก”
แม้จะมีการยืนยันว่าเป้าหมายของการดำเนินการคือการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนความเข้าใจต่อระบบนิเวศป่าที่อาจยังไม่ครบถ้วน เนื่องจากในป่าบางประเภท การใช้ไฟอย่างควบคุม เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเชื้อเพลิงตามธรรมชาติ และเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันมาอย่างยาวนานในหลายพื้นที่
“หากการปฏิบัติการในพื้นที่มุ่งไปที่การ ‘ไล่จับคนเผา’ เพียงอย่างเดียว ก็อาจเท่ากับการยอมรับแนวคิดแบบ ‘Zero Burning’ โดยปริยาย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ห้ามการใช้ไฟทุกกรณี มันทำให้เกิดการตีความเหมารวมว่า ถ้ามีใครจุดไฟ นั่นคือสาเหตุของไฟป่าและ PM2.5 ทั้งหมด ซึ่งมันไม่ตรงกับความเป็นจริงของระบบนิเวศป่า”
พชรมองว่า แนวทางดังกล่าวดูขัดแย้งกับท่าทีเชิงนโยบายก่อนหน้านี้ ที่เคยสนับสนุนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่า รวมถึงความพยายามทำความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรูปแบบการจัดการทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์
เขาจึงตั้งคำถามต่อเป้าหมายของการใช้โดรนในกรณีนี้ว่า เป็นการสำรวจสถานการณ์ไฟป่า หรือเป็นการมุ่งค้นหาตัวบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นผู้กระทำผิด เพราะหากเทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังหรือควบคุมโดยไม่มีการมีส่วนร่วมจากชุมชน ก็อาจยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนทวีความรุนแรงขึ้น
“คำถามคือ การบินโดรนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจสถานการณ์ไฟป่า หรือเพื่อหาคนผิดกันแน่ เพราะบทบาทที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับการทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่อุทยานหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้” เขากล่าว
พชรระบุว่า ด้วยบรรยากาศในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากไม่กล้าแสดงความคิดเห็น กลุ่มคนทำงานในพื้นที่จึงตัดสินใจออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะ เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมได้พิจารณาประเด็นนี้ในหลายมิติ
“เสียงของคนในพื้นที่กำลังเงียบลง เพราะหลายคนรู้สึกหวาดกลัว เราจึงคิดว่าจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ออกมา เพื่อให้สังคมเห็นอีกด้านหนึ่งของปัญหา”
ขณะเดียวกัน เขายังเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทบทวนบทบาทของตนเอง เนื่องจากประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความพยายามร่วมกันผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ยอมรับความหลากหลายของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม พชรและจรัสศรีย้ำว่า พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการใช้เทคโนโลยี แต่เห็นว่าเทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือจับผิด
“อย่าคิดว่าชุมชนใช้เทคโนโลยีไม่เป็น ชุมชนสามารถร่วมกันออกแบบและเป็นเจ้าของการใช้เทคโนโลยีนั้นได้” พชรกล่าว
พวกเขาเสนอว่า การใช้เทคโนโลยีควรถูกออกแบบร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อไม่ให้การจัดการไฟป่ากลายเป็นการละเมิดสิทธิหรือบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับชุมชน
ตัวอย่างหนึ่งคือชุมชนบ้านคองซ้าย อำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำงานร่วมกับชาวบ้านในการอบรมการใช้โดรนสำรวจไฟป่า โดยชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินและฐานทรัพยากร รวมถึงร่วมกำหนดเส้นทางการบินและใช้ข้อมูลร่วมกัน กระบวนการเช่นนี้ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือป้องกันไฟป่าที่เชื่อมการทำงานระหว่างรัฐกับชุมชน
อีกตัวอย่างคือชุมชนบ้านดอยช้างป่าแป๋ จังหวัด ลำพูน ที่พัฒนาระบบ ‘แนวกันไฟสีเขียว’ และสปริงเกอร์อัตโนมัติซึ่งทำงานผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับควัน ควบคู่กับการเฝ้าระวังของชุมชน เพื่อระบุจุดเกิดไฟและส่งทีมเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
พชรเสนอว่า ทางออกของวิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือ จึงไม่ใช่เพียงการวิ่งไล่ดับไฟหรือไล่จับคนเผาเป็นจุดๆ แต่ต้องปรับแนวทางไปสู่การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนมีบทบาทออกแบบการจัดการไฟป่าในพื้นที่ของตนเอง โดยให้ความสำคัญกับ
1.การออกแบบร่วมกัน: เทคโนโลยีควรถูกพัฒนาและใช้งานร่วมกับคนในพื้นที่ที่รู้ภูมิประเทศดีที่สุด
2. การกระจายงบประมาณ: สนับสนุนงบจัดการไฟป่าให้ถึงมือชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง
3. การลดวาทกรรมตีตรา: ลดการสร้างภาพเหมารวมว่า ‘ชาวเขาเผาป่า’ เป็นแพะรับบาปของปัญหาฝุ่นควัน

สถานการณ์ในปีนี้สะท้อนว่า วิกฤต PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิของชุมชน วิถีชีวิต และความเป็นธรรมทางสังคม สำหรับคนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน มาตรการที่เข้มงวดเกินไปอาจทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ
ท่ามกลางการถกเถียงว่าใครควรรับผิดชอบต่อวิกฤตฝุ่นควัน คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครเผาป่า’ แต่คือ ‘ใครมีสิทธิในการจัดการป่า’ มากกว่า
