ผู้แทนใหม่ใกล้ฉัน: ส่องโปรไฟล์ผู้สมัคร สส. ภาคเหนือ เลือกตั้ง’ 69 5 พรรคใหญ่ เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์–ภูมิใจไทย–ประชาชน–กล้าธรรม ใครส่งผู้แทนแบบไหนมาลงสมัคร

Date:

Summary

  • เมื่อเปรียบเทียบโปรไฟล์ผู้สมัครจากทั้ง 5 พรรค พบว่า พรรคประชาชนมีผู้สมัครซึ่งมาจากการย้ายพรรคน้อยที่สุด จำนวน 2 คน โดยย้ายมาจากสังกัดเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยสร้างไทย
  • ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีผู้สมัครที่เป็นอดีตสส.มากที่สุด 22 คน โดยเป็นแชมป์เก่าจากจังหวัดน่าน เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย และอุตรดิตถ์
  • ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีผู้สมัครหน้าใหม่มากที่สุด 39 คน สวนทางกับพรรคกล้าธรรมที่มีผู้สมัครซึ่งมาจากการย้ายพรรคมากที่สุด 35 คน
  • ผู้สมัครหน้าใหม่จากทั้ง 5 พรรค ประกอบอาชีพด้านธุรกิจมากที่สุด รวม 25 คน รองลงมาเป็นอาชีพด้านกฎหมายและความมั่นคง 16 คน และข้าราชการ/พนักงานในหน่วยงานรัฐ 14 คน 

จากการจัดทำฐานข้อมูลผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต เพื่อเตรียมคนเหนือให้พร้อมก่อนเข้าคูหา ซึ่งพบว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือรวมทั้งสิ้น 33 พรรค

การสำรวจของ Lanner พบว่ามีเพียง 3 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครครบทั้ง 70 เขต นั่นคือ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ขณะที่ พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัคร 68 เขต, พรรคกล้าธรรม 67 เขต, พรรคเศรษฐกิจ 44 เขต, พรรครวมไทยสร้างชาติ 40 เขต, พรรคพลังประชารัฐ 30 เขต, พรรคโอกาสใหม่ 15 เขต และพรรควิชชั่นใหม่ 10 เขต

ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น พรรคประชากรไทย, พรรคปวงชนไทย, พรรคไทยก้าวใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคพลวัต, พรรคเพื่อบ้านเมือง, พรรคก้าวอิสระ และพรรคเสรีรวมไทย ส่งผู้สมัครน้อยกว่า 10 เขต

อย่างไรก็ดี เมื่อนำข้อมูลผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตจากทั้ง 5 พรรคที่ส่งผู้สมัครมากที่สุดมาพิจารณาร่วมกันด้วยเกณฑ์อย่างง่ายที่จำแนกโปรไฟล์ของผู้สมัครแต่ละคนออกตาม 1. ประวัติการประกอบอาชีพและงานการเมือง 2. ประวัติการสังกัดพรรค และ 3. วิสัยทัศน์ส่วนตัว Lanner จึงสามารถจัดทำสรุปโปรไฟล์ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของทั้ง 5 พรรคได้ดังต่อไปนี้

พรรคเพื่อไทย

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครภาคเหนือครบ 70 เขต รวม 70 คน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 1. สส.เดิมของพรรค 21 คน 2. สส.เดิมที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 1 คน 3. ผู้สมัครเดิมของพรรค 19 คน 4. ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 5 คน และ 5. ผู้สมัครหน้าใหม่ 24 คน 

ในส่วนของการประกอบอาชีพก่อนลงสมัครทางการเมือง พบว่า จากจำนวนผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งหมด 24 คน มีผู้ประกอบอาชีพ 

1. นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ 3 คน
2. งานเอกชน/อาชีพส่วนตัว 3 คน
3. ทนายความ/ทหาร/ตำรวจ 2 คน
4. นักวิชาการ/งานด้านการศึกษา 2 คน
5. วิศวกร/งานด้านการแพทย์ 2 คน
และ 6. ไม่พบข้อมูลอย่างชัดเจน 12 คน

อย่างไรก็ดี แม้ผู้สมัครกลุ่มนี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ ‘หน้าใหม่’ จากการไม่เคยเป็น สส. มาก่อน แต่จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้สมัครหน้าใหม่ถึง 18 คน จาก 24 คน เคยมีบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับงานการเมืองมาแล้ว เช่น ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัครเชียงใหม่ เขต 1 อดีตรองนายกอบจ.เชียงใหม่ และพงษ์ศักดิ์ เหลืองวิจิตร ผู้สมัครพิจิตร เขต 1 อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขตอำเภอวชิรบารมี ในขณะที่อีก 6 คนที่เหลือเป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก 

ส่วนในกลุ่มของผู้สมัครที่ย้ายพรรคทั้งหมด 6 คน พบว่าเป็นผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 2 คน คือ สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ (กำแพงเพชร เขต 4) และเอกพงษ์ กุลเจริญ (พิษณุโลก เขต 5) พรรคภูมิใจไทย 1 คน คือ ชัยณรงค์ มะเดชะ (ตาก เขต 3) พรรคก้าวไกล 1 คน คือ รภัสสรณ์ นิยะโมสถ (ลำปาง เขต 4) พรรคไทยสร้างไทย 1 คน คือ ชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ (ลำพูน เขต 1) และพรรคเพื่อชาติ 1 คน คือ วราทิต ไชยนันทน์ (ตาก เขต 2)

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาในแง่วิสัยทัศน์ พบว่าบรรดาผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย มักนำเสนอวิสัยทัศน์ส่วนตัวในเรื่องต่อไปนี้ ซึ่งจัดเรียงจากประเด็นที่ถูกพูดถึงมากไปหาน้อย ได้แก่ 1. ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร 2. การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน/PM 2.5 และ 3. การจัดทำนโยบายหลักของพรรค 

พรรคประชาธิปัตย์

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครภาคเหนือครบ 70 เขต รวม 70 คน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 1. ผู้สมัครเดิมของพรรค 17 คน 2. ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 14 คน และ 3. ผู้สมัครหน้าใหม่ 39 คน 

ในส่วนของการประกอบอาชีพก่อนลงสมัครทางการเมือง พบว่า จากจำนวนผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งหมด 39 คน มีผู้ประกอบอาชีพ 

1. ทนายความ/ตำรวจ 5 คน
2. ข้าราชการ/พนักงานในหน่วยงานรัฐ 4 คน
3. นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ 3 คน
4. งานเอกชนและอาชีพส่วนตัวอื่นๆ 2 คน
5. เกษตรกร 1 คน
6. นักวิชาการ 1 คน
และ 7. ไม่พบข้อมูลอย่างชัดเจน 23 คน

อย่างไรก็ดี แม้ผู้สมัครกลุ่มนี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ ‘หน้าใหม่’ จากการไม่เคยเป็น สส. มาก่อน แต่จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้สมัครหน้าใหม่ถึง 16 คน จาก 39 คน เคยมีบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับงานการเมืองมาแล้ว เช่น สราวุธ หาญเมืองใจ ผู้สมัครตาก เขต 2 อดีตรองนายกอบจ.ตาก และพัฒ ตั้งเบญจผล ผู้สมัครสุโขทัย เขต 2 อดีต ส.อบจ. สุโขทัย ในขณะที่อีก 23 คนที่เหลือเป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก 

ส่วนในกลุ่มของผู้สมัครที่ย้ายพรรคทั้งหมด 14 คน พบว่าเป็นผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคเสรีรวมไทย 4 คน คือ เรืองฤทธิ์ พวกอินแสง (เชียงราย เขต 3), กฤษฎ์ชัยณัช วงศ์สมพฤกษ์ (เชียงราย เขต 6), ดอน สมควร (เชียงราย เขต 7) และภานุวัฒน์ คงมีความดี (แม่ฮ่องสอน เขต 2) พรรคไทยสร้างไทย 2 คน คือ ชัยวัฒน์ เชื้อสกุล (เชียงใหม่ เขต 8) และชนกฤดิ โหมอ่อน (พิจิตร เขต 1) 

พรรคภราดรภาพ 1 คน คือ สุรชาติ ผิวแดง (เชียงราย เขต 1) พรรคประชากรไทย 1 คน คือ อุทิศ สายดวงแก้ว (เชียงใหม่ เขต 6) พรรคภูมิใจไทย 1 คน คือ เกรียงกมล ศรีมา (เชียงใหม่ เขต 7) พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน คือ ณรงค์ ภูอิทธิวงศ์ (เชียงใหม่ เขต 9) พรรคพลังประชารัฐ 1 คน คือ นัยศาลิน ถนอมมิตรวัฒนา (นครสวรรค์ เขต 2) พรรครวมใจไทย 1 คน คือ ฉัตรชัย ใจเย็น (พะเยา เขต 1) พรรคประชาชนปฏิรูป 1 คน คือ นิรัญ ดอนสุวรรณ (พิษณุโลก เขต 1) และพรรคชาติพัฒนากล้า 1 คน คือ ธนเดช หินวิเศษ (เพชรบูรณ์ เขต 1)

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาในแง่วิสัยทัศน์ พบว่าบรรดาผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ค่อยนำเสนอประเด็นส่วนตัวที่ผลักดันอย่างชัดเจนมากนัก เพราะมีเพียงผู้สมัครบางคนเท่านั้นที่พูดถึงประเด็นเฉพาะ เช่น การประกันรายได้เกษตรกรและปัญหาชาติพันธุ์ ขณะที่ผู้สมัครส่วนใหญ่มักใช้การส่งต่อวิสัยทัศน์ในทำนองเดียวกับนโยบายหลักของพรรคมากกว่า   

พรรคภูมิใจไทย

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครภาคเหนือรวม 68 เขต โดยไม่มีผู้สมัครเชียงราย เขต 6 และแม่ฮ่องสอน เขต 1 แต่จากผู้สมัครทั้งหมด 68 คน สามารถจำแนกออกเป็น 1. สส.เดิมของพรรค 6 คน 2. สส.เดิมที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 9 คน 3. ผู้สมัครเดิมของพรรค 11 คน 4. ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 16 คน และ 5. ผู้สมัครหน้าใหม่ 26 คน 

ในส่วนของการประกอบอาชีพก่อนลงสมัครทางการเมือง พบว่า จากจำนวนผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งหมด 26 คน มีผู้ประกอบอาชีพ 

1. นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ 4 คน
2. ข้าราชการ/พนักงานในหน่วยงานรัฐ 3 คน
3. ทนายความ 1 คน
4. ตำรวจ 1 คน
และ 5. ไม่พบข้อมูลอย่างชัดเจน 17 คน

อย่างไรก็ดี แม้ผู้สมัครกลุ่มนี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ ‘หน้าใหม่’ จากการไม่เคยเป็น สส. มาก่อน แต่จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้สมัครหน้าใหม่ถึง 11 คน จาก 26 คน เคยมีบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับงานการเมืองมาแล้ว เช่น เกษม ปารมีศิลป์ขจร ผู้สมัครเชียงใหม่ เขต 3 อดีตนายกเทศมนตรีตำบลสำราญราษฎร์ และสหวิช อภิชัยวิศรุตกุล ผู้สมัครอุตรดิตถ์ เขต 2 อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ในขณะที่อีก 15 คนที่เหลือเป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก 

ส่วนในกลุ่มของผู้สมัครที่ย้ายพรรคทั้งหมด 25 คน พบว่าเป็นผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ 7 คน คือ ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา (เชียงใหม่ เขต 1), ยุทธนา สุวรรณ (เชียงใหม่ เขต 2), พงษ์มนู ทองหนัก (พิษณุโลก เขต 3), จุติ ไกรฤกษ์ (พิษณุโลก เขต 5), ชนกนันท์ ศุภศิริ (แพร่ เขต 1), ชนาธิป ศุภศิริ (แพร่ เขต 2) และประสงค์ ชุ่มเชย (แพร่ เขต 3) พรรคพลังประชารัฐ 6 คน คือ สักก์สีห์ พลสันติกุล (น่าน เขต 1), พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ (เพชรบูรณ์ เขต 1), บุญชัย กิตติธาราทรัพย์ (เพชรบูรณ์ เขต 3), วรโชติ สุคนธ์ขจร (เพชรบูรณ์ เขต 4), วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ (เพชรบูรณ์ เขต 5) และอัคร ทองใจสด (เพชรบูรณ์ เขต 6)

พรรคประชาธิปัตย์ 4 คน คือ ศรสิน อินทะชัย (กำแพงเพชร เขต 1), จักษ์ พันธ์ชูเพชร (พิษณุโลก เขต 1), ยุพราช บัวอินทร์ (เพชรบูรณ์ เขต 2) และสมบัติ ยะสินธุ์ (แม่ฮ่องสอน เขต 2) ไทยสร้างไทย 3 คน คือ วาสนา ทองสุข (เชียงใหม่ เขต 5), วรโชติ จี้เรือน (เชียงใหม่ เขต 6) และภุมรา จันทรสุรินทร์ (ลำปาง เขต 4) 

พรรคก้าวไกล 1 คน คือ สมชาย ผลมา (กำแพงเพชร เขต 2) พรรคชาติพัฒนากล้า 1 คน คือ ประสาท ตันประเสริฐ (นครสวรรค์ เขต 6) พรรคเพื่อไทย 1 คน คือ จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ (ลำปาง เขต 3) พรรครวมแผ่นดิน 1 คน คือ สุริยนต์ ปันทะนะ (เชียงใหม่ เขต 8) และพรรคอนาคตใหม่ 1 คน คือ สุนทร มาลีการุณกิจ (เชียงใหม่ เขต 10)   

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาในแง่วิสัยทัศน์ พบว่าบรรดาผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย มักนำเสนอวิสัยทัศน์ส่วนตัวในเรื่องต่อไปนี้ ซึ่งจัดเรียงจากประเด็นที่ถูกพูดถึงมากไปหาน้อย ได้แก่ 1. ข้อเรียกร้องหรือปัญหาเชิงพื้นที่ 2. ประเด็นชาตินิยมและความมั่นคง และ 3. การจัดทำนโยบายหลักของพรรค เช่น คนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการ

พรรคประชาชน

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาชนส่งผู้สมัครภาคเหนือครบ 70 เขต รวม 70 คน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 1. สส.เดิมของพรรค 17 คน 2. ผู้สมัครเดิมของพรรค 15 คน 3. ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 2 คน และ 4. ผู้สมัครหน้าใหม่ 36 คน

ในส่วนของการประกอบอาชีพก่อนลงสมัครทางการเมือง พบว่า จากจำนวนผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งหมด 36 คน มีผู้ประกอบอาชีพ

1. นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ 10 คน
2. งานสื่อมวลชน/งานเอกชนอื่นๆ 6 คน
3. นักวิชาการ/งานพัฒนาสังคม 5 คน
4. ข้าราชการ/พนักงานในหน่วยงานรัฐ 4 คน
5. ทนายความ/ทหาร/ตำรวจ 4 คน
6. วิศวกร/งานด้านการแพทย์ 4 คน
7. เกษตรกร 2 คน
และ 8. ไม่พบข้อมูลอย่างชัดเจน 1 คน

อย่างไรก็ดี แม้ผู้สมัครกลุ่มนี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ ‘หน้าใหม่’ จากการไม่เคยเป็น สส. มาก่อน แต่จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้สมัครหน้าใหม่ถึง 31 คน จาก 36 คน เคยมีบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับงานการเมืองมาแล้ว เช่น ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครแพร่ เขต 1 อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ และสุวิภา กุศลจูง ผู้สมัครลำปาง เขต 2 อดีตนักนโยบายคณะก้าวหน้าและผู้ช่วย สส. ศิริกัญญา ตันสกุล ในขณะที่อีก 5 คนที่เหลือเป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก 

ส่วนในกลุ่มของผู้สมัครที่ย้ายพรรคทั้งหมด 2 คน พบว่าเป็นผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน คือ นราธิป ภูมิถาวร (สุโขทัย เขต 3) และพรรคไทยสร้างไทย 1 คน คือ เดชา คงคา (อุทัยธานี เขต 1)

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาในแง่วิสัยทัศน์ พบว่าบรรดาผู้สมัครของพรรคประชาชน มักนำเสนอวิสัยทัศน์ส่วนตัวในเรื่องต่อไปนี้ ซึ่งจัดเรียงจากประเด็นที่ถูกพูดถึงมากไปหาน้อย ได้แก่ 1. ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและการจัดสรรที่ดิน 2. สวัสดิการถ้วนหน้าและสังคมสูงอายุ 3. การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควันและขยะ และ 4. โครงสร้างพื้นฐานและการกระจายอำนาจ เช่น ขนส่งสาธารณะ   

พรรคกล้าธรรม

ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัครภาคเหนือรวม 67 เขต โดยไม่มีผู้สมัครเชียงราย เขต 5 พิษณุโลก เขต 2 และอุทัยธานี เขต 1 แต่จากผู้สมัครทั้งหมด 67 คน สามารถจำแนกออกเป็น 1. สส.เดิมที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 10 คน 2. ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น 25 คน และ 3. ผู้สมัครหน้าใหม่ 32 คน 

ในส่วนของการประกอบอาชีพก่อนลงสมัครทางการเมือง พบว่า จากจำนวนผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งหมด 32 คน มีผู้ประกอบอาชีพ 

1. นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ 5 คน
2. ทนายความ/นักกฎหมาย 3 คน
3. นักวิชาการ/งานพัฒนาสังคม 3 คน
4. ข้าราชการ/พนักงานในหน่วยงานรัฐ 3 คน
5. เกษตรกร 1 คน
6. สัตวแพทย์ 1 คน
7. อาชีพส่วนตัว/งานเอกชน 1 คน
และ 8. ไม่พบข้อมูลอย่างชัดเจน 15 คน

อย่างไรก็ดี แม้ผู้สมัครกลุ่มนี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ ‘หน้าใหม่’ จากการไม่เคยเป็น สส. มาก่อน แต่จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้สมัครหน้าใหม่ถึง 17 คน จาก 32 คน เคยมีบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับงานการเมืองมาแล้ว เช่น อัครา พรหมเผ่า ผู้สมัครพะเยา เขต 1 อดีตนายกอบจ.พะเยา และณัฐ เธียรสูตร ผู้สมัครน่าน เขต 1 อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน ในขณะที่อีก 15 คนที่เหลือเป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สนามการเมืองเป็นครั้งแรก  

ส่วนในกลุ่มของผู้สมัครที่ย้ายพรรคทั้งหมด 35 คน พบว่าเป็นผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 17 คน คือ ไผ่ ลิกค์ (กำแพงเพชร เขต 1), เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ (กำแพงเพชร เขต 2), ปริญญา ฤกษ์หร่าย (กำแพงเพชร เขต 4), มลธิชา ไชยบาล (เชียงราย เขต 6), กุสุมา บัวพันธ์ (เชียงใหม่ เขต 8), นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ (เชียงใหม่ เขต 9), นรพล ตันติมนตรี (เชียงใหม่ เขต 10), ชิงชัย ก่อประภากิจ (ตาก เขต 2), ภาคภูมิ บูลย์ประมุข (ตาก เขต 3), อนุรัตน์ ตันบรรจง (พะเยา เขต 2), จีรเดช ศรีวิราช (พะเยา เขต 3), พรชัย อินทร์สุข (พิจิตร เขต 1), จักรัตน์ พั้วช่วย (เพชรบูรณ์ เขต 2), วิตติ แสงสุพรรณ (แพร่ เขต 1), ปกรณ์ จีนาคำ (แม่ฮ่องสอน เขต 1), ดาชัย เอกปฐพี (ลำปาง เขต 2) และระพีพรรณ โพธิ์ทอง (ลำปาง เขต 3) 

พรรครวมไทยสร้างชาติ 4 คน คือ โสภณ โกชุม (เชียงใหม่ เขต 4), สัญญา นิลสุพรรณ (นครสวรรค์ เขต 3), นิโรธ สุนทรเลขา (นครสวรรค์ เขต 6) และสุรชาติ ศรีบุศกร (พิจิตร เขต 3) พรรคก้าวไกล 3 คน คือ วศินภัทร์ กิตตินันท์พาณิช (สุโขทัย เขต 2), นวพันธ์ เอื้อคณิต (สุโขทัย เขต 4) และณัฐวุฒิ บุญมาติด (อุตรดิตถ์ เขต 2) พรรคไทยสร้างไทย 3 คน คือ ภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ (เชียงใหม่ เขต 1), เกษมสันต์ ยศรุ่งโรจน์ (เชียงใหม่ เขต 2) และคฑาเพชร แก่นแก้ว (เพชรบูรณ์ เขต 6) 

พรรคเพื่อไทย 3 คน คือ ธนวิน โรจน์สุนทรกิตติ (พิษณุโลก เขต 5), ชัยณรงค์ สืบสุรีย์กุล (เพชรบูรณ์ เขต 3) และวิทยา หวานซึ้ง (แม่ฮ่องสอน เขต 2) พรรคภูมิใจไทย 2 คน คือ สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (เชียงราย เขต 7) และกฤติเดช สันติวชิระกุล (แพร่ เขต 3) พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน คือ สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ (เชียงราย เขต 4) พรรคเสรีรวมไทย 1 คน คือ ทรงธรรม ขจรชัยธนัง (นครสวรรค์ เขต 5) และพรรคอนาคตใหม่ 1 คน คือ พรเทพ เพชรรุ่งทอง (เพชรบูรณ์ เขต 1)   

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาในแง่วิสัยทัศน์ พบว่าบรรดาผู้สมัครของพรรคกล้าธรรม ไม่ค่อยนำเสนอประเด็นส่วนตัวที่ผลักดันอย่างชัดเจนมากนัก เพราะมีเพียงผู้สมัครบางคนเท่านั้นที่พูดถึงประเด็นเชิงพื้นที่ เช่น ปัญหาทางการเกษตร น้ำท่วม น้ำแล้ง ขณะที่ผู้สมัครส่วนใหญ่มักใช้การส่งต่อวิสัยทัศน์ในทำนองเดียวกับนโยบายหลักของพรรคมากกว่า 

อ่าน [ชุดข้อมูล] เปิดข้อมูลผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน https://www.lannernews.com/11012569-01/ 

หมายเหตุ
ข้อมูลประวัติการทำงานและการย้ายพรรค สืบค้นจากโซเชียลมีเดียของผู้สมัคร เว็บไซต์ของพรรค และการนำเสนอของสื่อ โดยนับประวัติการสังกัดพรรคจากการลงสมัครล่าสุดก่อนปี 2569 เปรียบเทียบสังกัดปัจจุบันในปี 2569

สส.เดิมของพรรค หมายถึง อดีต สส. ปี 2566 ที่ลงสมัครในพรรคเดิม 
สส.เดิมที่ย้ายมาจากพรรคอื่น หมายถึง อดีต สส. ปี 2566 ที่ลงสมัครในพรรคใหม่
ผู้สมัครเดิมของพรรค หมายถึง อดีตผู้สมัคร สส. ที่ลงสมัครในพรรคเดิม
ผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น หมายถึง อดีตผู้สมัคร สส. ที่ลงสมัครในพรรคใหม่
ผู้สมัครหน้าใหม่ หมายถึง ไม่เคยสมัคร สส. มาก่อน

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

[ชุดข้อมูล] เปิดข้อมูลผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปจำนวนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ระหว่างวันที่ 27–31 ธันวาคม...

ชั่วชีวิตที่ยังต้องรอคอย เมื่อ ‘สัญชาติไทย’ คือบัตรผ่านประตูสู่ความเป็นมนุษย์ที่บ้านแม่หาด

ในประเทศไทย การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐมักถูกนิยามว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองพึงได้รับอย่างเท่าเทียม ทว่าในโลกของความเป็นจริง สิทธินี้กลับมี ‘กำแพงทางทะเบียน’ เป็นตัวกั้นสำหรับผู้ที่ตัวตนไม่ถูกยอมรับในระบบของรัฐ  การเจ็บป่วยจึงไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสุขภาพ แต่คือภาระทางเศรษฐกิจและบททดสอบการจัดการชีวิตที่หนักหน่วงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า “เวลาไปโรงพยาบาล หนูต้องใช้เงินเยอะกว่าปกติ...

ภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์ประชามติ กระจาย 17 จังหวัด รวม 80 แห่ง เชียงใหม่มากสุด 26 แห่ง แต่หลายเขตยังขาดศูนย์รณรงค์ เปิดรับอาสาร่วมตั้งศูนย์เพิ่ม

เครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์รณรงค์ประชามติ กระจายตามร้านหนังสือ คาเฟ่ ร้านยา ตลาด โรงเรียน บ้านในชุมชน และสำนักงานเครือข่าย เพื่อเป็นจุดให้ข้อมูล...

[ชุดข้อมูล] เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้...