13 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการใช้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองแร่ถ่านหินบ้านกะเบอะดิน ใน อำเภออมก๋อย ส่งผลให้โครงการไม่สามารถนำรายงานดังกล่าวไปใช้ประกอบการขอใบอนุญาตทำเหมือง (ประทานบัตร) ได้ จนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยมีชาวบ้านในพื้นที่เดินทางมาร่วมฟังคำสั่งที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศของความคาดหวังและความกังวลของชุมชน
คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 ตัวแทนชุมชนบ้านกะเบอะดินและเครือข่ายรวม 50 คน พร้อมผู้สนับสนุน 615 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอเพิกถอนมติเห็นชอบรายงาน EIA โครงการเหมืองแร่ถ่านหินของ บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการนำรายงานไปใช้ขอประทานบัตร
ชุมชนระบุว่า โครงการเหมืองแร่ครอบคลุมพื้นที่ราว 284 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งต้นน้ำสำคัญของชุมชน อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความมั่นคงทางอาหาร และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งตั้งข้อสังเกตรายงาน EIA ว่าขาดการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ และการประเมินผลกระทบไม่ครอบคลุมหรือสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และบริบทชุมชน
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ส่งผลให้โครงการเหมืองในพื้นที่ถูกระงับชั่วคราว ก่อนที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ในการพิจารณาครั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- รายงาน EIA มีข้อพิรุธและข้อเท็จจริงไม่ตรงกันหลายประการ แม้ชุมชนร้องขอให้ทบทวนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้มติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการยังไม่ครบถ้วน
- การมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหรือการให้บริการสาธารณะ
- หากปล่อยให้โครงการดำเนินการต่อไป อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง และหากภายหลังศาลวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเยียวยาความเสียหายจะทำได้ยาก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองเชียงใหม่ ส่งผลให้ไม่สามารถนำมติเห็นชอบรายงาน EIA ไปใช้ในการออกประทานบัตรได้ จนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ภายหลังฟังคำสั่ง สวัสดิ์ติพล วงศ์เกษตรกร ตัวแทนชาวบ้านหนองกระทิง ระบุว่า ชุมชนรู้สึกยินดี เพราะถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งจากการต่อสู้ที่ยาวนาน อย่างน้อยโครงการยังไม่สามารถเดินหน้าได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเข้ามาของบริษัทเหมืองในอนาคต และย้ำว่าความหวังสูงสุดของคนในพื้นที่คือไม่ต้องการให้มีเหมืองเกิดขึ้นในชุมชน
“ก่อนมาฟังคำสั่งก็กังวลตลอดครับว่าผลจะออกมาแบบไหน พอฟังแล้วก็ดีใจที่ชนะไปอีกขั้น แต่เรายังไม่มั่นใจว่าจะชนะทั้งหมด เพราะชาวบ้านทั่วไปอาจไม่ได้เข้าใจรายละเอียดในระบบราชการหรือกระบวนการต่างๆ ได้ลึกซึ้ง ซึ่งเรายังไม่ค่อยมั่นใจในการนำข้อมูลไปใช้ในระดับท้องถิ่นเท่าไรนัก”

ด้าน พรชิตา ฟ้าประทานไพร ตัวแทนเยาวชนกะเบอะดิน เปิดเผยว่ารู้สึกยินดีกับคำสั่งศาล เนื่องจากก่อนหน้านี้ชุมชนกังวลอย่างมากต่อทิศทางคำวินิจฉัย โดยมองว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นความคืบหน้าสำคัญ หลังการต่อสู้ของชุมชนที่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 6 ปี และขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว
เธอระบุว่า แม้การฟ้องร้องมีเป้าหมายเพื่อเพิกถอนรายงาน EIA และบริษัทอาจยื่นจัดทำรายงานฉบับใหม่ แต่ชุมชนยังยืนยันจุดยืนไม่ต้องการให้มีโครงการเหมืองในพื้นที่ เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
ทั้งยังชี้ว่าประสบการณ์จากหลายพื้นที่สะท้อนผลกระทบจากเหมืองที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ พร้อมย้ำว่าการทำเหมืองย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังห่วงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึงความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ใกล้สถานพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน
“การทำเหมืองถ่านหินส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ถึงจะทำ EIA ใหม่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ แม้บางประเทศอาจมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า แต่ในประเทศไทยเรายังไม่เคยเห็นเหมืองที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง”

ขณะที่ สุมิตรชัย หัตถสาร จาก ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) เปิดเผยว่า คำสั่งของศาลสะท้อนว่าเหตุผลที่ฝ่ายชุมชนเสนอมีน้ำหนัก และศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาเห็นด้วย จึงประเมินในทางบวกว่าแนววินิจฉัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อคำพิพากษาในคดีหลัก และมีแนวโน้มที่ศาลปกครองเชียงใหม่จะเพิกถอนรายงาน EIA เพื่อให้มีการจัดทำกระบวนการใหม่
เขามองว่าหลังจากนี้ศาลปกครองเชียงใหม่จะสามารถเร่งพิจารณาคดีได้เร็วขึ้น และอาจมีคำพิพากษาภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่าบริษัทเจ้าของโครงการอาจไม่รอผลคดี แต่เริ่มจัดทำรายงาน EIA ฉบับใหม่ควบคู่ไป ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมาย
“จุดที่จะทำเหมืองมีสายน้ำไหลผ่าน เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่พื้นที่ดิน แต่มีหลายหมู่บ้านใช้น้ำสายนี้ และยังไหลไปถึงตัวอมก๋อย ถ้าดูจากกรณีอื่นๆ ก็เห็นชัดว่าการป้องกันการปนเปื้อนของสารหนูหรือสารอันตรายลงสู่แหล่งน้ำทำได้ยาก แม้จะพยายามเบี่ยงทางน้ำหรือจัดการอย่างไร ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่”
สุมิตรชัยยังย้ำถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงถึงข้อมูลจากนักวิชาการว่าพื้นที่ทำเหมืองตั้งอยู่บนทางน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงหลายหมู่บ้านไปจนถึงตัวอำเภออมก๋อย ทำให้ยากต่อการป้องกันการปนเปื้อนของสารอันตรายลงสู่แหล่งน้ำ อีกทั้งยังมีความกังวลว่าหากโครงการแรกได้รับอนุญาต อาจนำไปสู่การขยายพื้นที่ทำเหมืองในแหล่งแร่อื่นใกล้เคียง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในระยะยาว
“เราก็ไม่รู้ว่าถ้ามีการดำเนินการขึ้นมาจริงๆ แล้วจะจบแค่นี้หรือไม่ เพราะยังมีแหล่งแร่อีกหลายแห่งในพื้นที่ หากเปิดที่นี่ได้ โอกาสที่จะขยายไปพื้นที่อื่นก็อาจตามมา ซึ่งเป็นข้อกังวลใหญ่ของชุมชนในระยะยาว”
คำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่ ครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรและสิทธิของชุมชนในพื้นที่ อำเภออมก๋อย แม้ชาวบ้านจะยังคงจับตาทิศทางของโครงการในอนาคตอย่างใกล้ชิด แต่ชุมชนยืนยันเดินหน้าปกป้องวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ต่อไป
