เรื่อง: ปวีณา หมู่อุบล
ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยถ่ายทอดเรื่องราวความรื่นเริงยามค่ำคืนของคนเชียงใหม่เมื่อราว 90 กว่าปีก่อนไว้แล้ว และครั้งนี้ก็หวนกลับมานึกถึงความบันเทิงของชาวเชียงใหม่อีกครั้ง เพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะสีสันชีวิตของวัยรุ่นเชียงใหม่ในยุค 90s (พ.ศ. 2533-2542) ช่วงเวลาที่ใครหลายคนยังคงโหยหา และยกให้เป็นยุคทองของความบันเทิงในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ แฟชั่น หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่กำค่อย ๆ เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน
สำหรับเชียงใหม่ในยุค 90s อาจเรียกได้ว่าเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นภาคเหนืออย่างแท้จริง เพราะเต็มไปด้วยแหล่งความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ทั้งในพื้นที่รอบคูเมือง ย่านสุเทพ ช้างเผือก หายยา ศรีภูมิ ช้างคลาน ไปจนถึงวัดเกตุ แต่ละย่านล้วนมีบรรยากาศและสีสันเฉพาะตัว ที่ดึงดูดผู้คนให้มารวมตัวและทำกิจกรรมร่วมกัน
แล้วแหล่งรวมความบันเทิงของวัยรุ่นเชียงใหม่ในยุค 90s จะมีที่ใดบ้าง และแต่ละแห่งมีเสน่ห์หรือรูปแบบความบันเทิงอย่างไร เราจะพาย้อนเวลากลับไปสำรวจและเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้
กาดสวนแก้ว

หากเริ่มไล่เรียงแหล่งรวมความบันเทิงของวัยรุ่นเชียงใหม่ยุค 90s สถานที่แรกที่หลายคนมักนึกถึงคือ ‘อุทยานการค้ากาดสวนแก้ว’ หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า ‘กาดสวนแก้ว’ ศูนย์การค้าครบวงจรแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ที่เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2535 ตามประวัติแล้วถือเป็นศูนย์การค้าสาขาแรกภายใต้เครือเซ็นทรัล ที่ขยายออกมานอกกรุงเทพฯ

ในยุคนั้น กาดสวนแก้วถือเป็นศูนย์รวมความบันเทิงที่ทันสมัยและครบครันที่สุด เพราะมีทั้งโรงภาพยนตร์ ร้านขายเทปและวีซีดี ห้องคาราโอเกะ ลานไอซ์สเก็ต ตู้ถ่ายสติกเกอร์ ไปจนถึงสนามโบว์ลิ่ง เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวก็สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย

เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดึงดูดผู้คนในเวลานั้นให้มากาดสวนแก้ว คือ ‘โรงหนังวิสต้า’ ซึ่งเป็นเหมือนสวรรค์ของคอหนังท้องถิ่น ที่ต้องการสัมผัสความบันเทิงรูปแบบใหม่ เพราะในตอนนั้น โรงหนังในเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นแบบสแตนด์อโลน (Standalone) เช่น โรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์ ของเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ หรือกลุ่มโรงหนังตระกูล 3 ส. อย่าง สุรวงศ์ สุรยง และสุริยา แต่เมื่อโรงหนังถูกยกมาไว้ในศูนย์การค้า ความนิยมต่อรูปแบบเดิมก็ค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นที่หันมาเทใจให้ที่นี่ เพราะนอกจากจะได้ดูหนังแล้ว ยังสามารถทำกิจกรรมอื่นต่อได้ทันที

อีกหนึ่งความบันเทิงที่เป็นภาพจำของกาดสวนแก้วคือ ‘ลานไอซ์สเก็ต’ บนชั้น 5 ซึ่งกลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของวัยรุ่นยุคนั้น เพราะการเล่นไอซ์สเก็ตถือเป็นกิจกรรมที่เจ๋ง สดใหม่ และถือได้ว่าทันสมัยที่สุดในตอนนั้น
จากคำบอกเล่าของอดีตวัยรุ่นยุค 90s ทำให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่วัยรุ่นเชียงใหม่เท่านั้นที่มาใช้บริการ แต่ยังรวมถึงวัยรุ่นจากทั่วภาคเหนือ ที่ตั้งใจเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่นี้ด้วยตัวเอง ส่วนใครที่มีฐานะขึ้นมาหน่อยก็มักจะลงคอร์สเรียนอย่างจริงจัง เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความอินเทรนด์ ในยุคนั้น
ความบันเทิงอีกอย่างหนึ่งของวัยรุ่นยุคนั้น คือการฟังเพลงผ่าน ซาวด์อะเบาท์ (Soundabout) หรือ วอล์คแมน (Walkman) เครื่องเล่นเเทปคาสเซ็ตต์ที่นิยมกันมากในหมู่วัยรุ่นยุค 90s ซึ่งกาดสวนแก้วก็เป็นแหล่งรวมร้านเทปที่สำคัญ โดยร้านเทปในกาดสวนแก้ว ที่ดูจะติดอยู่ในความทรงจำของวัยรุ่นยุคนั้นมากที่สุดเห็นจะเป็นร้าน ‘OSCAR’ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งจำหน่ายเทปของศิลปินทั้งไทยและเทศแล้ว ในบางครั้งก็ยังมีศิลปินตัวจริง แวะเวียนมาแจกโปสเตอร์อัลบั้ม และลายเซ็นอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นดาจิม โจอี้บอย นภ พรชำนิ หรือศิลปินต่างชาติ เช่น GEMINI เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีความบันเทิงอีกสองรูปแบบที่ขาดไม่ได้เมื่อพูดถึงยุค 90s นั่นคือ ‘คาราโอเกะ’ และ ‘ตู้ถ่ายภาพสติกเกอร์’ ด้วยความที่กาดสวนแก้วเป็นศูนย์การค้าที่ครบวงจรที่สุด วัยรุ่นเชียงใหม่จึงนิยมมาร้องคาราโอเกะ และถ่ายภาพสติกเกอร์กันที่นี่
ลานโรลเลอร์เบลด Space Roller

อีกหนึ่งความบันเทิงของชาวเชียงใหม่ในยุค 90s คือกีฬาสุดเฟี้ยวอย่าง โรลเลอร์เบลด (Rollerblade) ซึ่งในเวลานั้นเชียงใหม่เองก็มีลานให้บริการชื่อว่า ‘Space Roller’ ตั้งอยู่ใกล้สถานีขนส่งเชียงใหม่ อาเขต 2 นับเป็นลานสเก็ตเพียงแห่งเดียวของเชียงใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นลานสเก็ตเพียงแห่งเดียวของภาคเหนือในยุคนั้นเลยก็ว่าได้
Space Roller จึงกลายเป็นสถานบันเทิงยอดนิยมของวัยรุ่นยุค 90s ไม่แพ้ลานไอซ์สเก็ตในกาดสวนแก้ว เพราะในยุคนั้นกีฬาสเก็ตเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิต ชนิดที่ว่าวัยรุ่นหลายๆ คน ก็ต้องเคยลองเล่นกีฬานี้บ้างสักครั้ง หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยแวะเวียนไปที่แห่งนี้บ้างอยู่ดี เพราะนอกจากจะเป็นลานลานสเก็ต ที่ประดับประดาด้วยไฟดิสโก้วิบวับแล้ว ที่นี่ยังมีห้องร้องคาราโอเกะ กับโซนนั่ง กิน ดื่ม ให้บริการ จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งรวมความบันเทิงครบวงจรของวัยรุ่นเชียงใหม่ในเวลานั้น
ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

อย่างที่เราได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า ความบันเทิงอย่างหนึ่งของวัยรุ่นเชียงใหม่ยุค 90s คือการฟังเพลงผ่านเครื่องเล่นวอล์คแมน ซึ่งย่อมมาพร้อมกับการเลือกซื้อเทปคาสเซ็ตต์ของศิลปินคนโปรด นอกจากกาดสวนแก้วแล้ว อีกหนึ่งแหล่งจำหน่ายเทปที่อยู่ในความทรงจำคือ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้านที่รวบรวมสินค้าหลากหลาย ทั้งของเล่นเด็ก เครื่องเล่นเทปแบบพกพา และเทปเพลงแทบทุกแนว โดยเฉพาะของที่กำลังเป็นกระแสจากส่วนกลาง ก็มักหาซื้อได้ที่นี่
นอกจากจะเป็นจำหน่ายเทปและเครื่องเล่นเทปแล้ว ในหลายครั้งก็มักจะมีศิลปินแวะเวียนมาทำการโปรโมตที่ร้านบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น แอ๊ด คาราบาว เบิร์ด ธงไชย หรือแม้แต่โมเดิร์นด็อก กลายเป็นอีกสีสันหนึ่งของวัฒนธรรมดนตรีวัยรุ่นเชียงใหม่ในยุคนั้น
ปัจจุบัน ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังคงเปิดให้บริการอยู่ โดยจำหน่ายทั้งเทปและซีดีเพลงหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นเพลงคำเมือง เพลงไทย เพลงสากล ซีดีหนัง ไปจนถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียง (Vinyl) สารพัดแนวเพลง สำหรับใครที่อยากเติมเต็มความถวิลหาช่วงเวลาในยุค 90s ก็สามารถแวะเวียนไปสัมผัสกลิ่นอายวันวาน และเลือกซื้อไอเทมที่ครั้งหนึ่งเคยครองใจวัยรุ่นยุคนั้นมาเก็บไว้ได้
สวนน้ำพรพรหมพาราไดซ์

นอกจากศูนย์การค้าและแหล่งบันเทิงใจกลางเมืองแล้ว ในยุค 90s เชียงใหม่ยังมีสถานที่พักผ่อนที่ถือว่าล้ำสมัยมากในขณะนั้น นั่นคือ ‘สวนน้ำพรพรหมพาราไดซ์’ ซึ่งเปิดให้บริการในช่วงปี พ.ศ. 2535
สวนน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 180 ไร่ ในอำเภอหางดง มีเครื่องเล่นครบครัน ทั้งโซนสวนสนุกสำหรับเด็กและสไลเดอร์ขนาดใหญ่ไม่แพ้สวนน้ำในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีห้องพัก ห้องประชุม และสนามกอล์ฟไว้รองรับ เรียกว่าเป็นคอมเพล็กซ์เพื่อการพักผ่อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเวลานั้น
สำหรับคนเชียงใหม่ พรพรหมพาราไดซ์ คือสถานที่ยอดนิยมในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะวันสงกรานต์ จากคำบอกเล่าระบุว่าถ้าไปสวนน้ำในช่วงสงกรานต์ก็จะต้องยืนต่อคิวเพื่อเล่นสไลด์เดอร์นานและจะได้เล่นเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง เพราะว่าแถวจะยาวมาก ขณะที่บางคนก็เล่าว่าเคยไปที่สวนน้ำแห่งนี้กับทางโรงเรียน เพราะที่นี่ถือเป็นจุดเข้าค่ายลูกเสือและเป็นสถานที่ทัศนศึกษาที่เป็นที่นิยมสำหรับหลายๆ โรงเรียนในเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งถือว่าห่างไกลจากตัวเมืองในยุคที่ยังไม่มีถนนวงแหวน การเดินทางจึงค่อนข้างลำบากสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ยังใช้ชีวิตกระจุกตัวอยู่แถบรอบคูเมืองเป็นหลัก เมื่อต้องเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สวนน้ำในตำนานแห่งนี้จึงต้านทานกระแสไม่ไหวและต้องปิดตัวลงไปในที่สุด
นอกจากแหล่งรวมความสนุกที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งของความบันเทิงในยุค 90s ที่เติบโตอย่างมากในช่วงปี พ.ศ. 2533-2537 คือสถานบันเทิงประเภทดิสโก้เธค ไนต์คลับ บาร์เบียร์ และคาบาเร่ต์ ซึ่งขยายตัวขึ้นตามย่านใจกลางเมืองเพื่อรองรับกลุ่มวัยรุ่นที่เริ่มบรรลุนิติภาวะ
สถานที่โดดเด่นที่พอจะรวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังได้คือ ‘12 ห้วยแก้ว’ ศูนย์การค้าที่เกิดขึ้นตามกระแสความนิยมของกาดสวนแก้ว ซึ่งไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของกิจการ รู้แต่เพียงว่าตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามกันกับกาดสวนแก้วนั่นเอง
แม้ในช่วงแรกที่แห่งนี้จะเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ให้เช่าสำหรับร้านค้าทั่วไป แต่ต่อมากลับกลายสภาพเป็นศูนย์รวมความบันเทิงยามค่ำคืนที่คึกคัก มีทั้งร้านกินดื่ม ผับ เธค ไปจนถึงการแสดงคาบาเร่ต์โชว์ แม้จะมีโรงหนังวิสต้าและร้านคาราโอเกะให้บริการเหมือนฝั่งกาดสวนแก้ว แต่บรรยากาศของที่นี่จะเน้นไปทางไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหญ่และวัยทำงานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความทรงจำเกี่ยวกับความบันเทิงของวัยรุ่นเชียงใหม่ในยุค 90s ที่พอจะรวบรวมมาเล่าสู่กันฟังได้ โดยเป็นข้อมูลที่เน้นเรื่องของความบันเทิงในพื้นที่เมืองเชียงใหม่เท่านั้น ในความเป็นจริงยังมีโลกของความสนุกอีกหลายแง่มุมที่ไม่ได้กล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศในร้านเช่าหนังสือ หรือเสียงกดปุ่มในร้านเกมที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยปลุกภาพจำแห่งความสุขให้แจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง และเพียงพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อบทสนทนาถึง ความนอสตัลเจีย (Nostalgia) และความบันเทิงของเชียงใหม่ในอดีตกันต่อไป
