
15 มกราคม 2569 ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบกรณีการสวมสิทธิ์ผลงานทางวิชาการเพื่อใช้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการสอบสวนภายในของมหาวิทยาลัย หลังมีมติไม่มีความผิดโดยไม่แจงรายละเอียด

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีงานวิจัยเรื่อง ‘โครงการสำรวจศิลปกรรมของชุมชนในอำเภอฮอด เบื้องต้น’ ซึ่ง ผศ.ดร.สุรชัย ระบุว่าเป็นผลงานที่ตนจัดทำเพียงผู้เดียว ถูกนำไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือโดยระบุชื่อของ รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง อดีตผู้บริหารคณะฯ เป็นผู้เขียนหลัก

ผศ.ดร.สุรชัย ให้ข้อมูลว่า ได้ตรวจพบความเหมือนกันของเนื้อหาตั้งแต่ระดับโครงร่างการวิจัย (Proposal) จนถึงเนื้อหาฉบับสมบูรณ์กว่า 200 หน้า และตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำผลงานดังกล่าวไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาการระดับศาสตราจารย์ รวมถึงมีประเด็นเรื่องการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมกว่า 500,000 บาท ในโครงการที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องการให้ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบความโปร่งใส
สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินการสอบสวนวินัยในกรณีดังกล่าว โดย ผศ.ดร.สุรชัย ระบุว่าได้รับแจ้งผลเพียงว่า อาจารย์ผู้ถูกร้องเรียน ‘ไม่มีความผิด’ แต่ในเอกสารคำชี้แจงกลับไม่ได้ระบุเหตุผล หลักฐาน หรือรายละเอียดของกระบวนการพิจารณาที่นำไปสู่มติดังกล่าว
“หลักฐานที่ยื่นไปมีความชัดเจนในตัวมันเอง โดยเฉพาะความเหมือนของเนื้อหาเกือบทั้งหมด ผมจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการที่มหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใสและรักษามาตรฐานจริยธรรมของสถาบันอุดมศึกษา” – ผศ.ดร.สุรชัย กล่าว

ทางด้าน ศาสตราจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นในเชิงหลักการว่า กรณีการกล่าวหาเรื่องทุจริตทางวิชาการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัด เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันที่ดำรงอยู่ได้ด้วยความถูกต้องทางวิชาการ การปล่อยให้มีข้อสงสัยโดยไม่คำชี้แจงที่ชัดเจนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบโดยรวม
“สิ่งที่อาจารย์สุรชัย รวมถึงพวกเราหลายคนพยายามทำมาโดยตลอด คือการอยากเห็นมหาวิทยาลัยยืนอยู่ได้ด้วยความรู้ทางวิชาการอย่างสง่างาม ไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อครหาว่ามีการลอกเลียนหรือแอบอ้างผลงานซึ่งกันและกัน เพราะนี่คือประเด็นสำคัญของระบบอุดมศึกษาโดยรวม” – ศาสตราจารย์สมชาย กล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในขั้นตอนการตรวจสอบ โดยระบุว่าคณะกรรมการชุดแรกเคยมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง แต่ต่อมามหาวิทยาลัยกลับมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่และเปลี่ยนกรอบการพิจารณาเป็นกรณีไม่ร้ายแรง ก่อนจะนำไปสู่มติยุติเรื่องในที่สุด

“เทียบเคียงให้เห็นตัวอย่างนะครับ นักศึกษาลอกข้อสอบ มหาวิทยาลัยปรับตก แล้วกรณีผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีขโมยผลงานวิชาการของอาจารย์ในคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยบอกว่าไม่มีความผิด แล้วแบบนี้จะสอนหนังสือกันได้อย่างไร?” – ผศ.ดร.ทัศนัย กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มคณาจารย์ผู้ร้องเรียนระบุว่า เมื่อกลไกตรวจสอบภายในมหาวิทยาลัยไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนต่อสังคมได้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการจากหน่วยงานภายนอกอย่าง ป.ป.ช. เพื่อให้มีการสอบสวนใหม่ที่ครอบคลุมทั้งประเด็นการคัดลอกผลงานและข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากผู้ถูกร้องเรียนไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา การตรวจสอบจากหน่วยงานกลางจะเป็นทางออกที่สร้างความสง่างามให้แก่ผู้ถูกร้องเช่นเดียวกัน

“กรณีนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องใหญ่ของแวดวงวิชาการไทย และผมเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบอุดมศึกษาและจริยธรรมทางวิชาการของประเทศ” – ผศ.ดร.ทัศนัย กล่าวทิ้งท้าย
