มรดกโลก–เมืองของใคร? เชียงใหม่บนทางสองแพร่ง เมื่อกราฟิตี้ ป้ายโฆษณา และชีวิตผู้คน กลายเป็นคำถามของอนาคตเมืองเก่า

Date:

เรื่องและภาพ: วรรณวิษา พะเลียง

แนวคิดการผลักดัน เชียงใหม่สู่การเป็น ‘เมืองมรดกโลก’ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่เมืองประวัติศาสตร์แห่งล้านนากำลังเตรียมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกขององค์องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) 

การผลักดันครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสในการยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ในเวทีนานาชาติ และอาจสร้างผลทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของเมืองวัฒนธรรม

ข้อเสนอการขึ้นทะเบียนมุ่งเน้นพื้นที่หลัก 7 วัด 5 ประตูเมือง 4 แจ่งกำแพงเมือง ซึ่งประกอบด้วยวัดสำคัญของล้านนา ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร วัดสวนดอก วัดเจ็ดยอด และวัดอุโมงค์ รวมถึงประตูเมืองและแจ่งกำแพงเมืองที่ยังคงสะท้อนผังเมืองโบราณมาตั้งแต่ยุคล้านนา

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กระบวนการผลักดันกำลังเดินหน้า เมืองเชียงใหม่ก็เผชิญคำถามสำคัญเกี่ยวกับ สภาพภูมิทัศน์ของเมืองเก่า โดยเฉพาะการปรากฏของกราฟิตี้บนกำแพงและอาคารเก่า รวมถึงป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ในหลายจุดของเมือง

สำหรับบางฝ่าย สิ่งเหล่านี้อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองประวัติศาสตร์ที่กำลังเตรียมรับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยของเมือง

ความเห็นที่แตกต่างเหล่านี้สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่า คือ เมืองเก่าจะรักษามรดกทางวัฒนธรรมอย่างไร ในขณะที่ยังคงเป็นเมืองที่มีผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง

เมืองเก่ามีที่ให้ศิลปะ แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม

ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองเก่า ทั้งกราฟิตี้ ป้ายโฆษณา และแนวทางการดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ เสียงของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเก่ากลายเป็นอีกมุมมองสำคัญที่ช่วยสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเชียงใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง สมาชิกเครือข่ายประชาชนรักษ์เมืองเชียงใหม่ ที่ติดตามปัญหาและการเปลี่ยนแปลงของเมืองเก่ามานานกว่าหลายสิบปี กล่าวว่า ปัญหาที่เริ่มเห็นชัดในช่วงหลังคือการพ่นสีหรือกราฟิตี้ตามกำแพงบ้านและพื้นที่สาธารณะในเขตเมืองเก่า ซึ่งในสายตาของคนในพื้นที่ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของเมืองและการดูแลพื้นที่ร่วมกันของคนในชุมชน มองว่าทำให้ชุมชนดูไม่เป็นระเบียบโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เชียงใหม่กำลังอยู่ในกระบวนการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก

“เฮาบ่ได้รังเกียจงานศิลปะ แต่ศิลปะที่อยู่บ่ถูกที่ บ่เหมาะสม เฮาก็ต้องช่วยกันดูแลหน่อย”

ขณะเดียวกัน เธอไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของงานศิลปะในเมือง แต่เห็นว่าควรมีการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น การกำหนดจุดสำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะ หรือการให้ศิลปินลงทะเบียนหาพื้นที่ก่อนทำงาน เพื่อให้ศิลปะกับการดูแลเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ที่ปรากฏอยู่ใกล้กำแพงหรือประตูเมือง  สิ่งเหล่านี้สะท้อนคำถามเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น โดยเฉพาะเทศบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความสูงอาคาร ป้ายโฆษณา และการควบคุมภูมิทัศน์เมือง

“ถ้ากฎหมายมีอยู่แล้ว ขอแค่เจ้าหน้าที่ทำงานเข้มแข็งหน่อย จับจริง ปรับจริง มันก็จะเป็นสัญญาณให้คนอื่นรู้ว่าเมืองมีมาตรฐาน”

เสาวคนธ์ ยังมองว่าเชียงใหม่ขาดกรอบการจัดการพื้นที่ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตเมืองเก่า ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหาร ผับบาร์ และธุรกิจท่องเที่ยวจำนวนมากเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เคยเป็นชุมชนอยู่อาศัย พร้อมทิ้งท้ายว่า เมืองเก่าไม่จำเป็นต้องหยุดพัฒนา แต่การพัฒนาควรเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการเคารพประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

“การพัฒนากับการอนุรักษ์มันไปด้วยกันได้ เพียงแต่ว่าเฮาต้องมีกติกาที่ชัดเจน”

ในมุมมองของเสาวคนธ์ การเสนอเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลกยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เธอมองว่าหากการขึ้นทะเบียนสำเร็จ งบประมาณจากส่วนกลางมีแนวโน้มจะถูกจัดสรรลงมาสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ทางเท้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเมือง เพื่อเชื่อมต่อแหล่งโบราณสถานทั้ง 7 แห่ง 

“ถ้าเฮาได้มรดกโลก สิ่งที่จะโตยมาคือ ขนส่งสาธารณะ ถนนหนทาง ฟุตบาท ท่อระบายน้ำ แสงสว่างรอบคูเมือง เพราะมีกฎหมายและมาตรฐานกำกับไว้”

พื้นที่ศิลปะภายใต้กติกาเมือง เพื่อให้ศิลปินมีเวทีเเสดงออก

ท่ามกลางข้อถกเถียงเกี่ยวกับกราฟิตี้ในพื้นที่เมืองเก่า หนึ่งในศิลปินกราฟิตี้ที่ทำงานศิลปะในเชียงใหม่มากว่า 5 ปี อธิบายว่า ในหมู่ศิลปินกราฟิตี้มีรูปแบบการทำงานหลากหลาย ตั้งแต่การเซ็นชื่อศิลปิน ไปจนถึงผลงานขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาออกแบบและลงรายละเอียดมากขึ้น เเต่สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมนี้มาตลอดคือการใช้พื้นที่ของเมืองเป็นพื้นที่แสดงออกทางศิลปะ 

นอกจากนี้ การออกไปพ่นสีในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต มักถูกมองว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกว่า ‘มือบอม’ ซึ่งมักทำงานอย่างรวดเร็วในพื้นที่ต่างๆ ของเมือง เขายอมรับว่ากราฟิตี้บางรูปแบบอาจสร้างปัญหาให้กับเมือง โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น บริเวณกำแพงเมืองหรืออาคารเก่า

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าเมืองยังขาดพื้นที่สำหรับการแสดงออกทางศิลปะในรูปแบบนี้ ทำให้ศิลปินจำนวนหนึ่งเลือกใช้พื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ทดลองงานหรือสร้างตัวตน

หนึ่งในแนวทางที่เขาเห็นว่าอาจช่วยลดความขัดแย้งระหว่างศิลปินกับเมืองได้ คือการจัดพื้นที่สำหรับกราฟิตี้อย่างเป็นทางการ เช่น การกำหนดกำแพงหรือพื้นที่เฉพาะสำหรับการพ่นสี รวมถึงการจัดกิจกรรมหรือเทศกาลศิลปะที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงผลงาน

“ถ้ามี space ในการพ่น อย่างน้อยศิลปินก็มีพื้นที่โชว์งาน”

เขาเสนอว่า หากเมืองสามารถจัดพื้นที่ที่เหมาะสมได้ ไม่ใช่เเค่ลดการพ่นในพื้นที่อ่อนไหว แต่ยังอาจทำให้กราฟิตี้กลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของวัฒนธรรมเมืองร่วมสมัย ที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ได้

เมืองมรดกต้องมี ‘คน’

รศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมองว่าความขัดแย้งเรื่องกราฟิตี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างแนวคิด ‘เมืองมรดก’ กับ ‘เมืองร่วมสมัย’

เขาอธิบายว่า ในความเป็นจริงแล้ว กราฟิตี้กับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเป็นคนละเรื่องกัน แต่บังเอิญเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน เเละมองว่าปัญหาที่แท้จริงของเชียงใหม่คือ ความไม่ชัดเจนในการนิยามว่าอะไรคือคุณค่าของเมืองมรดก

ปัจจุบันการเสนอชื่อมรดกโลกมุ่งเน้นพื้นที่หลักอย่าง 7 วัดและกำแพงเมือง แต่ในทางปฏิบัติ ความคาดหวังเรื่องภาพลักษณ์กลับถูกโยนไปให้ทั้งเมืองต้องแบกรับ

“เขายื่น 7 วัดกับกำแพงเมือง แต่สุดท้ายถนน ร้านค้า หรือบ้านคน กลับต้องแบกภาระของคำว่ามรดกโลกไปด้วย”

ในมุมมองของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความท้าทายของการจัดการเมืองเก่าในยุคปัจจุบัน เพราะเมืองไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิต ทำมาหากิน และปรับตัวไปตามเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

จิรันธนิน ชี้ว่า แนวคิดเรื่องมรดกโลกในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการ ‘เก็บรักษา’ พื้นที่ให้หยุดนิ่งเหมือนพิพิธภัณฑ์ แต่ให้ความสำคัญกับแนวคิดที่เรียกว่า ‘living heritage’ หรือมรดกที่ยังมีชีวิต ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ยังมีผู้คนอยู่อาศัยและมีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

เขาอธิบายว่า หากเมืองถูกจัดการด้วยมุมมองที่เน้นภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดข้อจำกัดต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่สาธารณะ การประกอบอาชีพ หรือการแสดงออกทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่

“สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิตคือคน”

สำหรับเขา เมืองมรดกที่ดีจึงไม่ใช่เมืองที่ปราศจากความเปลี่ยนแปลง แต่เป็นเมืองที่สามารถรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ได้ พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ชีวิตร่วมสมัยดำเนินต่อไปได้อย่างสมดุล

เมืองมรดกโลกอาจยังไม่ใช่คำตอบในสายตาคนรุ่นใหม่

เสียงจากคนรุ่นใหม่ในเมืองกลับไม่ได้มองเรื่องนี้ในแง่บวกทั้งหมด แต่ตั้งคำถามต่อแนวคิดดังกล่าว ทั้งในมิติของการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

มณฑิรา คำสอน สมาชิกกลุ่มสำรวจเมือง The Ugly City ซึ่งทำกิจกรรมเดินสำรวจเมืองในยามค่ำคืน มองว่าการผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองมรดกโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในปี 2558 แต่กระบวนการยื่นขอขึ้นทะเบียนไม่สำเร็จ เนื่องจากเอกสารยังไม่สมบูรณ์ รวมถึงคำถามสำคัญจากคณะกรรมการที่ประเมินว่า เมืองเชียงใหม่มีคุณค่าในระดับโลกอย่างไร

“ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องขอบเขตพื้นที่ที่จะอนุรักษ์และเขตกันชน หรือ Buffer zone ที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงคำถามเรื่องระบบการจัดการเมืองหลังจากได้รับสถานะมรดกโลกว่าจะเป็นอย่างไร” 

นอกจากนี้ ความขัดแย้งด้านการพัฒนาเมืองในช่วงเวลานั้น เช่น กรณีโครงการขนาดใหญ่บางโครงการ ก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการยื่นเสนอด้วย

แนวคิดดังกล่าวกลับมาอีกครั้งในปี 2026 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 730 ปีของการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับการรณรงค์ให้เมืองเดินหน้าสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลกอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับมณฑิรา แนวคิดนี้อาจไม่สอดคล้องกับบริบทของเมืองในปัจจุบัน

“ในมุมของเรา แนวคิดเมืองมรดกโลกมันค่อนข้างเก่า และอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของเมืองเชียงใหม่ในวันนี้ โดยเฉพาะถ้ามองผ่านระบบการจัดการเมืองของรัฐไทย” เธอกล่าว

เธออธิบายว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องผ่านเกณฑ์สำคัญ เช่น ความโดดเด่นระดับสากล ความสมบูรณ์ของพื้นที่ และความจริงแท้ของมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงต้องมีระบบบริหารจัดการพื้นที่ที่ชัดเจนในระยะยาว

แม้หลายฝ่ายเชื่อว่าการได้สถานะมรดกโลกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว แต่มณฑิรามองว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่คุณภาพชีวิตของคนในเมือง เเละอาจเเกิดปรากฏการณ์ Gentrification หรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เมืองที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นจนคนท้องถิ่นไม่สามารถอยู่ต่อได้

“รัฐไทยไม่เคยมีระบบปกป้องคนในเมืองจากการเติบโตของการท่องเที่ยว เมืองโต แต่นายทุนเข้ามา คนท้องถิ่นกลับต้องย้ายออก เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น” 

อีกประเด็นหนึ่งคือข้อจำกัดด้านกฎหมายและการอนุรักษ์ หากพื้นที่ถูกกำหนดให้ต้องรักษารูปลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างเข้มงวด อาจทำให้การปรับปรุงบ้านเรือนหรือการพัฒนาเมืองทำได้ยาก

เธอยกตัวอย่างเมืองเกียวโตในญี่ปุ่น ซึ่งบางพื้นที่ต้องรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมอย่างเคร่งครัด จนทำให้บ้านหลายหลังกลายเป็นเพียงฉากเมืองที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยจริง

แม้จะตั้งคำถามกับแนวคิดเมืองมรดกโลก แต่มณฑิราย้ำว่า เธอไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของเมืองเก่า

“ประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้ที่มาของตัวเอง ทำให้เราหวงแหนบ้านเกิด แต่การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแช่แข็งเมืองไว้แบบเดิมตลอดไป” เธอกล่าว

สำหรับมณฑิรา  เมืองเชียงใหม่ในอนาคตควรเป็นเมืองที่โอบอุ้มผู้คนมากกว่าจะเป็นเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

“เราอยากเห็นเชียงใหม่เป็นเมืองที่คนอยู่ได้จริง เศรษฐกิจไม่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป มีขนส่งสาธารณะที่ดี มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และที่สำคัญคือเมืองควรมีอำนาจในการจัดการตัวเองมากขึ้น”

ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน การถกเถียงเรื่องเมืองมรดกโลกจึงอาจไม่ใช่เพียงคำถามว่าเชียงใหม่ควรได้รับสถานะนั้นหรือไม่ แต่ยังเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมืองควรพัฒนาไปในทิศทางใด และเพื่อใครกันแน่

เมืองมรดกในอนาคต คำถามที่เชียงใหม่ยังต้องหาคำตอบ

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องกราฟิตี้ ป้ายโฆษณา และการจัดการเมืองเก่า เสียงจากหลายฝ่ายสะท้อนให้เห็นว่าคำถามเรื่อง ‘เชียงใหม่กับมรดกโลก’ ไม่ได้มีคำตอบเดียว

สำหรับบางคน การขึ้นทะเบียนมรดกโลกอาจเป็นโอกาสในการยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมือง

ขณะที่อีกหลายเสียงมองว่า ความท้าทายสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การได้รับสถานะจากเวทีนานาชาติ แต่อยู่ที่การจัดการเมืองให้สามารถรักษามรดกทางประวัติศาสตร์ไว้ได้ พร้อมกับเป็นเมืองที่ผู้คนยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริง

ข้อถกเถียงเรื่องกราฟิตี้ ป้ายโฆษณา หรือภาพลักษณ์ของเมือง จึงอาจเป็นเพียงหนึ่งในสัญญาณที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามร่วมกันว่า ในท้ายที่สุดแล้ว เชียงใหม่ต้องการเป็นเมืองมรดกแบบใด และเมืองนั้นควรมีพื้นที่สำหรับใครบ้าง

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

ชลประทานเชียงราย เผยความคืบหน้าโครงการ ‘เวียงหนองหล่ม’ งบ 886.5 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จ พ.ค. 2569

สืบเนื่องจาก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูลความก้าวหน้าโครงการพัฒนาเวียงหนองหล่ม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 10...

เมียนมาระอุหลังเลือกตั้ง ทหารโจมตีทางอากาศคร่าชีวิตทหารเชลยศึก พลเรือนเสียชีวิตในหลายพื้นที่

สถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 หลังมีรายงานเหตุโจมตีทางอากาศและปฏิบัติการทางทหารของกองทัพรัฐบาลทหารในหลายพื้นที่ ทั้งรัฐยะไข่และพื้นที่ควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเชลยศึก พลเรือน และผู้ถูกควบคุมตัว เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8...

คนอยู่กับป่าไม่ต้านเทคโนโลยี ขอมีส่วนร่วม เสียงจากป่าจี้ทบทวน ‘ปิดป่า-ห้ามเผา’ และการใช้โดรน

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้งปี 2569 ส่งผลให้หน่วยงานรัฐหลายระดับเร่งออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการประกาศ...