เชิญพิจารณา: ช่องว่างนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง 8 กุมภา กับบททดสอบนโยบายรัฐไทยต่อวิกฤตแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง

Date:

เรื่อง: สืบสกุล กิจนุกร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง อาจไม่ใช่เพียงการเลือกตัวแทนทางการเมืองตามวาระปกติ หากแต่เป็นการตัดสินใจต่อคำถามใหญ่กว่านั้นว่า รัฐไทยจะจัดการกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจังเพียงใด

เมื่อพิจารณาจากมุมมองของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา ผมพบว่าพรรคการเมืองแทบทุกพรรคยังไม่มีนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษข้ามพรมแดน

ผมเข้าไปดูในเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของพรรคการเมืองสำคัญที่อาจได้เป็นรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม เพื่อดูว่าพรรคการเมืองเหล่านี้มีนโยบายแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักหรือไม่ อย่างไร อีกทั้งพิจารณาประกอบกับผลงานของแต่ละพรรคก่อนการยุบสภา ผมพบว่า พรรคการเมืองยังมีช่องว่างทางนโยบาย

พรรคประชาชน มีนโยบายชัด แต่โจทย์คือ ‘ทำให้คนเห็นและจับต้องได้’

พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่มีนโยบายโดยตรงกับปัญหานี้ โดยพรรคประชาชนใช้นโยบายชื่อว่า ‘ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน’ นโยบายดังกล่าวพยายามวางกรอบการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ตั้งแต่การตรวจสอบต้นตอการทำเหมือง การใช้กลไกการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไปจนถึงการยึดสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นศูนย์กลาง นโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ต่อยอดจากการทำงานของพรรคในฐานะฝ่ายค้านที่มีบทบาททั้งการลงพื้นที่ การตั้งกระทู้ถามสด และการรวบรวมข้อมูลผ่านกลไกกรรมาธิการ โดยทุกคนสามารถเข้าไปดูนโยบายของพรรคประชาชนได้ที่ https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/B-3-4-02…

ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ขยันทำงานทั้งการลงพื้นที่จริง การตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาล และการทำงานรวบรวมข้อมูลผ่านกลไกกรรมาธิการ จึงทำให้พรรคประชาชนเสนอแนวนโยบายออกมาได้อย่างเป็นระบบ

ถึงแม้พรรคประชาชนจะมีแต้มต่อในการผลิตนโยบาย แต่พรรคประชาชนยังขาดการสื่อสารนโยบายของพรรคไปถึงประชาชน

พรรคเพื่อไทย มีผลงานเชิงการทูต แต่ยังไม่ยกระดับเป็น ‘นโยบายถาวร’​

พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายว่าด้วยการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ทั้งนี้ในยุคที่เป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยมีอดีตรองนายกประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นผู้นำรัฐบาลไทยเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 จนได้ข้อสรุปร่วมสองประเทศว่า เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน อีกทั้งอดีต รมช.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์ ก็มีบทบาทสำคัญในการพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหานี้มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังคงอยู่ในลักษณะของ มาตรการเชิงบริหารเฉพาะหน้า มากกว่าการยกระดับเป็นนโยบายถาวรที่ผูกพันรัฐบาลในระยะยาว

พรรคภูมิใจไทย ‘ลงพื้นที่หนัก-สร้างความเชื่อมั่น’ แต่ยังเป็นการเมืองแบบปฏิบัติการ มากกว่านโยบาย

ด้านพรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่มีนโยบายเฉพาะเช่นกัน แต่กลับได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่จากภาพการทำงานเชิงรุกของการเป็นรัฐบาลระยะสั้น เนื่องจาก อดีตรมว.สุชาติ ชมกลิ่น ได้เดินทางมาลงพื้นที่เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2568 ทั้งที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย โดยในการลงพื้นที่ครั้งนั้นได้พบปะกับประชาชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง มีการยกขบวนอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาพร้อมรัฐมนตรีด้วย เรียกได้ว่าได้ใจประชาชนไปเต็มๆ ที่รมว.ของพรรคมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา

แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า เมื่อพ้นจากช่วงการลงพื้นที่แล้ว กลไกใดจะทำงานต่อเนื่อง และใครคือเจ้าภาพที่แท้จริงของการแก้ปัญหา

พรรคกล้าธรรม ‘สัญญาการเมืองเฉพาะหน้า’ และกลไกในกระทรวง แต่ยังไม่กลายเป็นนโยบายสาธารณะ

พรรคกล้าธรรมก็ไม่มีนโยบายเช่นเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานของพรรคกล้าธรรมก็พบว่า อดีตรมว.เกษตร ธรรมนัส พรมเผ่า และหัวหน้าพรรคกล้าธรรมได้ลงพื้นที่เชียงรายถึงสองรอบ โดยรอบแรก ได้บอกกับกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำกกในการปลูกข้าวนาปีว่ารู้จักกับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ที่ดูแลพื้นที่ที่มีเหมืองแร่ตั้งอยู่ และจะติดต่อโดยตรง พร้อมรับปากอีกว่าจะเอาปัญหานี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย เมื่อกลับมาเชียงรายในรอบที่สอง ธรรมนัสก็บอกว่าได้โทรหาผู้นำกองกำลังแล้วเรืองทำเหมืองให้ดูแลสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 คณะเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนการแก้ปัญหาในกรอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง มากกว่าการมองปัญหาในฐานะวิกฤตข้ามพรมแดนและข้ามลุ่มน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกลไกระดับชาติและการทูตระหว่างประเทศเป็นแกนหลัก​

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าพรรคประชาชนกลายเป็นพรรคเดียวที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา ส่วนพรรคอื่นๆ ล้วนแต่รับรู้ว่ามีปัญหานี้ และเคยมีบทบาทในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย และกล้าธรรม กลับยังขาดนโยบายแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ

ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่กล่าวมาข้างต้นจะแข่งขันกันสร้างนโยบายเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าพรรคใดคือความหวังในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในประเทศเมียนมา​

นี่คือโจทย์ที่พรรคการเมืองทุกพรรคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปในสนามเลือกตั้ง 2569

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

สมการอำนาจใหม่ภาคเหนือตอนล่างการเติบโตของบ้าน ‘ไทยเศรษฐ์’  จากเจ้าพ่อสะแกกรัง สู่เกมอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเลขในสภา หากยังขยับแผนที่อำนาจของบ้านใหญ่หลายหลังในภาคเหนือตอนล่าง หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาที่สุดคือการขยายตัวของ ‘บ้านไทยเศรษฐ์’ จากจังหวัดอุทัยธานีเข้าสู่นครสวรรค์อย่างเป็นรูปธรรม การที่...

ตรวจรอบสองแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุด ตะกอนดินปนเปื้อนสูง เสี่ยงกระทบห่วงโซ่อาหาร

1 มีนาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ เผยผลติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขาเป็นครั้งที่สอง โดยพบว่าสารหนูในน้ำเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจ ขณะที่ตะกอนดินมีการสะสมโลหะหนักในระดับสูง...

อุทธรณ์สู้คดีเขื่อนปากแบง ภาคประชาสังคมจี้ศาลใช้หลักป้องกันไว้ก่อน คุ้มครองสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง

2 มีนาคม 2569 ที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ กลุ่มรักษ์เชียงของ และเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง พร้อมทนายความจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน...

เมื่อบ้านใหญ่เคลื่อนพรรค การขยายตัวกล้าธรรมจากพะเยาสู่ภูมิภาค

เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย การขยายตัวของพรรคกล้าธรรมนอกจังหวัดพะเยา ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า ‘พรรคหน้าใหม่’ เพียงอย่างเดียว แม้ชื่อพรรคจะเพิ่งปรากฏในสนามเลือกตั้งไม่นาน แต่เงาของ ธรรมนัส...