เรื่อง: อรรถจักร สัตยานุรักษ์
เชื่อได้ว่าการแจกเงินเพื่อซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะแค่การเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่งผ่านไป ก็มีคนออกมายืนยันว่าจ่ายเงินหัวละพันบาทแล้ว
ทำไมจึงมีการจ่ายเงินซื้อเสียงและจ่ายกันมากขึ้น
การจ่ายเงินครั้งนี้จะไม่กระมิดกระเมี้ยนอย่างที่ผ่านมาเพราะบรรดานักการเมืองที่ซื้อเสียงได้ประเมินอย่างชัดเจนแล้วว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นไม่ได้คิดหรือเจาะจงทำงานเพื่อจับการซื้อเสียงให้ได้ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่เพียงแค่การจัดการเลือกตั้งให้ดำเนินไปได้เท่านั้น ขณะเดียวกันนักการเมืองที่ซื้อเสียงก็รับรู้อยู่ว่าการจะมุ่งเน้นจับการซื้อเสียงก็จะเป็นการจัดการเฉพาะพรรคการเมืองและนักการเมืองบางกลุ่มเท่านั้น
ที่สำคัญ คณะกรรมการฯ ก็ตระหนักรู้ดีว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคใดถูก ‘มอบหมาย’ ให้ขยี้พรรคไหน และการขยี้นั้นต้องใช้เงินเป็นหลัก ดังนั้น การ ‘รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง’ ก็เกิดขึ้น ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้มุ่งหมายใส่ร้ายคณะกรรมการฯ เลยนะครับ หากแต่เมื่อดูผลงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการฯ แล้ว ก็พบว่าการทำงานในการพิสูจน์ความผิดเรื่องการซื้อเสียงหรือการฉ้อฉลนั้นเดินหน้าช้ามากๆ ไม่ว่าจะเป็น การฟ้องการโกงการเลือกตั้งคราวที่แล้ว หรือ กรณีฮั้ว สว. (คงจำกันได้นะครับ ว่ามีการบันทึกเสียงนักการเมืองใหญ่ที่พูดทำนองว่าเราทำเพื่อใคร กกต. ยังไม่ทำอะไรเรา)
อย่างไรก็ตาม การซื้อเสียงในคราวนี้จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะ ‘ระบบอุปถัมภ์’ ในหลายพื้นที่ได้คลายความเหนียวแน่นลงไปมากแล้ว อันเนื่องมาจาก ความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนของคนที่ไม่เท่าเทียมกันเชิงอำนาจได้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว คนธรรมดาสามัญที่เดิมไม่เคยมีเสียงก็สามารถส่งเสียงได้ดังขึ้นผ่านสื่อโซเชียล รวมไปถึง การขยายอำนาจรัฐด้านบริการก็มีมากขึ้น (ตัวอย่างที่ชัดเจน โครงการ 30 บาท) อำนาจไม่เป็นทางการที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือเกื้อกูลคนธรรมดาสามัญก็ลดความหมายความสำคัญลงอย่างมาก
‘ระบบอุปถัมภ์’ ที่ครั้งหนึ่งเคยดำรงอยู่อย่างรอบด้านของชีวิต ได้กลายมาสู่ระบบอุปถัมภ์เชิงแลกเปลี่ยนพาณิชย์มากขึ้น โดยเน้นเป็นการแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องๆ ไม่ผูกพันกันยาวนาน และเมื่อตอบแทนในหนึ่งเรื่องก็ไม่มีพันธะต่อกัน อันเนื่องมาจากความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาผู้อุปถัมภ์ในหลายด้านลดลง
ดังนั้น การซื้อเสียงในสังคม ‘ระบบอุปถัมภ์ที่แปรเปลี่ยน’ จึงทำให้ผู้จะซื้อเสียงต้องขยับจำนวนเงินให้มากเพียงพอต่อการตัดสินใจของผู้ที่จะขายเสียง เพราะความจงรักภักดีลักษณะเดิมไม่ได้ทำงานอย่างเข้มแข็งอีกต่อไป ประกอบกับการแข่งขันจากพรรคการเมืองที่ฐานเสียงเดิมไม่เข้มแข็ง แต่มีเงินมาก ก็ทำให้จำนวนเงินที่จะต้องจ่ายในการซื้อเสียงคนหนึ่งคนสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์
การเลือกตั้งคราวนี้ ‘เทาทั้งแผ่นดิน’ เพราะธนบัตร ‘สีม่วง’ นั้นมีราคาน้อยลงสำหรับการซื้อเสียง
พี่น้องประชาชนที่เป็นเป้าหมายของการถูกซื้อครับ เชื่อว่าทุกท่านก็ตระหนักแล้วว่าสินค้าหรือเสียงของตนนั้นราคาแพงขึ้นกว่าเท่าตัว อย่าละเลยโอกาสนี้นะครับ ควรจะขึ้นราคาเพิ่มขึ้นไปอีกให้มากที่สุดเท่าที่จะต่อรองได้ สี่ห้าใบเทาก็เสนอได้ หากเขาไม่ซื้อราคานั้น เขาก็จะลดลงมาไม่มากครับ พร้อมกับเก็บหลักฐานการซื้อไว้ให้ชัดเจน เผื่อจะได้ใช้ในอนาคตอันใกล้
ส่วนลึกในใจที่พี่น้องจะลงคะแนนในการซื้อขายหรือจะเบี้ยวลงให้คนอื่น เป็นการตัดสินใจเฉพาะตนครับ แน่นอนหากว่าจะรู้สึกผิดมากเพราะเบี้ยวข้อตกลงไม่ลงคะแนนตามการขาย ก็จงรับความรู้สึกผิดนั้น หากจะปฏิบัติตามข้อตกลง ก็รับว่าต้องทำตามพันธะที่ต้องรักษาคำพูดแม้ว่าจะผิดจริยธรรมการเมืองที่ควรจะเป็น การยอมรับความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นหลังการตัดสินใจเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันครับ
การยอมรับผลของการตัดสินใจของเราแต่ละคนไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะเป็นฐานการเมืองหลังการเลือกตั้งอันจะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เราทั้งสังคมจะได้หาทางสรรค์สร้างขึ้นมาใหม่ครับ
หลังการเลือกตั้งแล้ว เราประชาชนคนธรรมดาค่อยหาทางร่วมกับสังคมในการกดดันนักการเมืองและพรรคการเมืองให้เดินไปอย่างที่สังคมปรารถนาครับ
