16 มีนาคม 2569 บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า รวมตัวกันบริเวณลานหน้าเสาธง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการปรับตารางการทำงานเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง พร้อมชูป้ายสะท้อนความกังวลต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น และเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจรับฟังความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

“ที่พวกเราต้องออกมาเรียกร้อง เพราะบางโรงพยาบาลรับนโยบายมาแล้วประกาศเลยว่า วันที่ 1 เมษายน จะต้องใช้เวร 12 ชั่วโมง โดยไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากคนหน้างานจริงๆ ว่าเราตกลงหรือไม่”
ตัวแทนพยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ให้สัมภาษณ์กับ Lanner ว่า การรวมตัวในครั้งนี้สืบเนื่องจากการที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ชั่วโมงการทำงานรวมของพยาบาล รวมถึงการทำงานล่วงเวลาและการปฏิบัติงานแบบ On Call ต้องไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
“โรงพยาบาลหลายแห่งก็รับนโยบายนี้มา ซึ่งบางที่เขาก็มีการประชุม พูดคุยกับพยาบาลก่อน รับฟังเสียงของคนหน้างานก่อน อย่างที่โรงพยาบาลนครพิงค์เชียงใหม่ก็รับนโยบายเหมือนกัน แต่ยังไม่ได้จัดเวร 12 ชั่วโมง เพราะยังมีปัญหาอยู่”
เธออธิบายว่า หลังประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มนำแนวทางนี้ไปพิจารณาปรับใช้ โดยโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้รับแนวทางดังกล่าว และประกาศเตรียมเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 โดยพยาบาลหน้างานมองว่าไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบางแห่งยังอยู่ระหว่างการหารือ และรับฟังความคิดเห็นจากพยาบาลในพื้นที่ ก่อนตัดสินใจว่าจะปรับรูปแบบการจัดเวรหรือไม่
“ปกติแล้วโรงพยาบาลรัฐทั่วไปจะจัดเวรวันละ 8 ชั่วโมง บางวันก็อาจควบเวรเป็น 16 ชั่วโมง เช่น เวรเช้าต่อเวรบ่าย ตั้งแต่ 08.00 น. ถึงเที่ยงคืน แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่พอมีประกาศออกมาเป็นราชกิจจานุเบกษา มันก็เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องบังคับใช้”
เปิด 3 เหตุผล ทำไมระบบเวร 12 ชั่วโมงถึงไม่ตอบโจทย์สาธารณสุขไทย
11 มีนาคม 2569 สำนักข่าวไทยรายงานว่า ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลักเกณฑ์ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลที่กำหนดไว้ใหม่ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดเวลาการทำงาน ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า และเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือมีเวลาพักไม่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ในระบบบริการสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม พยาบาลหน้างานบางส่วนมองว่า แม้แนวทางดังกล่าวจะมีเจตนาลดความเหนื่อยล้าของบุคลากร แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของโรงพยาบาลรัฐไทย การปรับเป็นระบบเวร 12 ชั่วโมงอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้อกังวลหลักอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ข้อจำกัดด้านกำลังคน
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือข้อจำกัดด้านบุคลากรในโรงพยาบาลรัฐ ตัวแทนพยาบาลอธิบายว่า แม้แนวคิดของระบบเวร 12 ชั่วโมงจะถูกมองว่าอาจทำให้บุคลากรมีวันหยุดมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากมีบุคลากรจำกัดและต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ตลอด จึงยากที่จะจัดวันหยุดยาวแบบโรงพยาบาลเอกชนหรือในต่างประเทศได้
“เขาบอกว่าเวร 12 ชั่วโมงจะทำให้มีวันหยุดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง โรงพยาบาลรัฐมีบุคลากรไม่พอ มันแทบจะทำแบบโรงพยาบาลเอกชนหรือต่างประเทศที่เขาสามารถหยุดติดกัน 5–6 วันไม่ได้ เพราะเขามีคนเยอะ แต่ของเราคนมันน้อยมาก”
2. ผลกระทบต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของบุคลากร
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ระดับจังหวัดที่ต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์สูงอยู่แล้ว แม้ในระบบเวร 8 ชั่วโมงก็ยังถือว่าหนัก หลายคนจึงกังวลว่าการขยายเป็นเวร 12 ชั่วโมงอาจยิ่งเพิ่มภาระให้กับผู้ปฏิบัติงาน
“ถ้าเป็นเวร 12 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องเลิกงาน 16.00 น. ก็ต้องเลิกประมาณ 20.00 น. มันจะกระทบกับรูปแบบการใช้ชีวิตของเรามาก บุคลากรหลายคนมีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล บางคนก็มีกิจกรรมช่วงเย็น เวลาตรงนั้นมันก็จะหายไป”
3. ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนยังเป็นอีกข้อกังวลสำคัญ โดยตัวแทนพยาบาลระบุว่า ปกติแล้วเวร 8 ชั่วโมงในโรงพยาบาลรัฐ หากทำงานล่วงเวลาอาจได้รับค่าตอบแทนประมาณ 610–690 บาทต่อเวร ขณะที่ข้อเสนอสำหรับเวร 12 ชั่วโมงกำหนดอัตราค่าล่วงเวลาเพียงประมาณ 45 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว ในบางหอผู้ป่วยรายได้อาจลดลง หรือบางแห่งอาจเท่าเดิม แม้ว่าชั่วโมงทำงานจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
“ค่าตอบแทนสำหรับเวร 8 ชั่วโมง โรงพยาบาลรัฐจะได้ประมาณ 610–690 บาทต่อเวร แต่ถ้าเป็นเวร 12 ชั่วโมง ข้อเสนอคือให้โอทีชั่วโมงละ 45 บาท พอคำนวณแล้ว บางหอผู้ป่วยรายได้อาจจะน้อยลง หรือบางที่ก็เท่าเดิม แต่เราทำงานหนักขึ้น”
วิกฤตกำลังคนสาธารณสุข ภาระงานหนัก ลาออกสูง กระจายตัวไม่ทั่วถึง
ข้อมูลจาก Rocket Media Lab สะท้อนว่าระบบสาธารณสุขของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว แม้ภาครัฐจะพยายามออกมาตรการแก้ไขหลายรูปแบบ แต่หากการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ยังคงไม่ทั่วถึง อาจส่งผลต่อคุณภาพการเข้าถึงบริการของประชาชน และกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว
ภาพรวมข้อมูลในช่วงปี 2562–2567 พบว่า กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานที่มีข้าราชการออกจากระบบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.03 ของข้าราชการที่ออกจากระบบทั้งหมด 99,403 คน สะท้อนการสูญเสียกำลังคนจำนวนมากในระบบสาธารณสุขของรัฐ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า จากกรอบอัตรากำลังแพทย์ช่วงปี 2565–2569 ที่กำหนดไว้ 35,578 อัตรา มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียง 25,490 คน หรือประมาณร้อยละ 72 ของกรอบอัตรากำลังทั้งหมด โดยที่แนวโน้มการลาออกของแพทย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันของระบบที่ทำให้บุคลากรจำนวนหนึ่งเลือกออกจากงานก่อนครบระยะเวลาที่กำหนด
นอกจากปัญหาด้านจำนวนและการกระจายตัวของบุคลากรแล้ว สภาพแวดล้อมในการทำงานยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บุคลากรบางส่วนออกจากระบบ จากการสำรวจความคิดเห็นแพทย์จบใหม่ของ แพทยสภา ในปี 2564 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม 2,431 คน พบว่า ปัจจัยอันดับหนึ่งที่คาดว่าจะทำให้แพทย์ลาออกคือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานที่มีการกลั่นแกล้ง รองลงมาคือภาระงานที่หนักเกินไปจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและความรับผิดชอบสูง และอันดับสามคือค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน
ปัญหาเชิงโครงสร้างงานในระบบรัฐ ภาระงานล้น-หน้าที่ทับซ้อน
ในมุมมองของตัวแทนพยาบาล ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องชั่วโมงการทำงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในระบบรัฐที่ต้องรับภาระหลากหลาย นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว ยังต้องรับผิดชอบงานเอกสาร รวมถึงหน้าที่บางอย่างที่ในหลายประเทศมีเจ้าหน้าที่เฉพาะรับผิดชอบ
“จริงๆ ปัญหามันไม่ได้มีแค่เรื่องชั่วโมงทำงาน แต่รวมถึงภาระงานของพยาบาลด้วย ทุกวันนี้พยาบาลต้องทำหลายหน้าที่มาก บางอย่างเหมือนทำแทนหลายวิชาชีพ ทั้งงานเอกสาร งานคิดค่าใช้จ่ายผู้ป่วย บางที่ก็ต้องเจาะเลือดส่งแล็บเอง ทั้งที่ในบางประเทศจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะ”
ตัวแทนพยาบาลจึงเสนอว่า หากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ควรลดภาระงานที่ไม่ใช่งานพยาบาลโดยตรง เช่น งานเอกสาร พร้อมทั้งปรับค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับภาระงาน เพื่อจูงใจให้บุคลากรอยู่ในระบบมากขึ้น
“ถ้าจะทำให้ระบบดีขึ้น ก็น่าจะต้องลดภาระงานที่ไม่ใช่งานพยาบาลโดยตรง และปรับเรื่องค่าตอบแทนให้เหมาะสม เพราะทุกวันนี้ผลิตพยาบาลออกมาเท่าไรก็ไม่พอ หลายคนจบแล้วก็ไม่อยู่ในระบบรัฐ เพราะงานหนักแต่ค่าตอบแทนน้อย”

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือกับผู้บริหาร โรงพยาบาลได้ปรับกลับมาใช้ระบบเวร 8 ชั่วโมงตามเดิมเป็นการชั่วคราว และจะพิจารณาแนวทางเรื่องเวร 12 ชั่วโมงต่อไป โดยพยาบาลย้ำว่า สิ่งที่ต้องการเห็นคือ การปรับปรุงสวัสดิการและสภาพการทำงานให้สอดคล้องกับภาระงานที่เกิดขึ้นจริง
“อยากให้ดูแลสวัสดิการของพยาบาลให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ภาระงาน ชั่วโมงทำงาน และค่าตอบแทนมันไม่สอดคล้องกัน การบังคับให้ทำงานจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง มันกระทบทั้งร่างกาย เวลา และกำลังใจของคนทำงานค่ะ”
ท้ายที่สุด การรวมตัวของบุคลากรทางการแพทย์ในครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความกังวลต่อการปรับระบบเวรเป็น 12 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งภาระงานที่สูง การขาดแคลนกำลังคน และสภาพการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทน
