เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง
เบื้องหลังโทรศัพท์สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลม ล้วนมีวัตถุดิบสำคัญที่ถือเป็นหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ นั่นคือ แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements – REEs) คือกลุ่มธาตุ 17 ชนิด ที่แม้จะมีอยู่ตามธรรมชาติ แต่เรียกว่า ‘หายาก’ เพราะพบในรูปแบบบริสุทธิ์ได้น้อย การสกัดต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต้นทุนสูง และมักก่อของเสียอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ความสำคัญของแร่เหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีการแพทย์ การสื่อสาร พลังงานสะอาด ไปจนถึงอุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน อุตสาหกรรมที่ใช้แร่แรร์เอิร์ธมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ และเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ดี โลกพึ่งพาแหล่งผลิตแรร์เอิร์ธเพียงไม่กี่ประเทศ ปัจจุบัน จีนผลิตแร่แรร์เอิร์ธกว่า 61% และแปรรูปได้ 92% ของโลก จนกลายเป็นผู้ผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ ส่งผลให้แร่เหล่านี้กลายเป็น ‘อาวุธเชิงยุทธศาสตร์’ ในสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ใครถือครองแร่’ แต่คือ ‘ใครต้องรับผลกระทบจากการสกัดแร่เหล่านี้’ ตัวอย่างจากเหมืองในเมียนมา เผยให้เห็นผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะแม่น้ำกก ซึ่งสร้างแรงกระทบต่อประเทศปลายน้ำอย่างไทย และสะท้อนช่องว่างด้าน ความโปร่งใส ในห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังถูกตั้งคำถามในเวทีโลก
พลังงานสะอาดจากแร่สกปรก จีนกับอำนาจการผูกขาดแร่แรร์เอิร์ธของโลก
ในความเป็นจริง แรร์เอิร์ธไม่ได้เป็นแร่หายากเหมือนชื่อ แต่เพราะกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและสกปรก ปล่อยมลพิษและคาร์บอนมหาศาล ทำให้หลายประเทศหลีกเลี่ยงการผลิตเอง จนจีนกลายเป็นผู้ผูกขาดแร่ชนิดนี้ของโลก
รายงานของ Sky News เปิดเผยว่า แร่แรร์เอิร์ธเป็นหนึ่งในแร่ที่ ‘สกปรกที่สุดในโลก’ เพราะกระบวนการสกัดสร้างมลพิษสูงและปล่อยของเสียอันตรายจำนวนมาก ทำให้หลายประเทศไม่ต้องการเป็นฐานการผลิต อีกทั้งยังไม่สามารถแข่งขันกับต้นทุนราคาถูกของจีนได้
แหล่งผลิตแร่แรร์เอิร์ธที่ใหญ่ที่สุดของจีนและของโลกคือ Bayan Obo ในมองโกเลียใน ซึ่งภายในเวลาเพียงสองทศวรรษ ได้ขยายพื้นที่ทำเหมืองออกไปอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการสกัดแร่แรร์เอิร์ธต้องผ่านกระบวนการซับซ้อนกว่า 100 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนก่อให้เกิดมลพิษในระดับสูง
หนึ่งในแร่สำคัญคือ นีโอดิเมียม (Neodymium) วัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า และเครื่องบินรบ กระบวนการผลิตนีโอดิเมียมเพียงชนิดเดียว ปล่อยคาร์บอนมากกว่าแร่ทั่วไปหลายสิบเท่า ส่งผลให้ประเทศที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไม่ต้องการผลิตแร่ชนิดนี้ในประเทศของตน
ผลลัพธ์คือ จีนกลายเป็นประเทศเดียวที่มีแหล่งผลิตแร่แรร์เอิร์ธขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และครอบครองส่วนแบ่งตลาดเกือบทั้งหมด ด้วยปริมาณการผลิตมหาศาลตามหลัก economy of scale จึงทำให้จีนมีต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นหลายเท่า จนแทบไม่มีใครสามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมนี้
เบื้องหลังแร่แรร์เอิร์ธจากเมียนมา เมื่อเทคโนโลยีสีเขียวไม่สะอาดเสมอไป
“เรามักคิดว่าพลังงานสะอาดคือสิ่งดีต่อโลก แต่เบื้องหลังของมันอาจไม่สะอาดอย่างที่คิด”

กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) ชี้ว่า ห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธเชื่อมโยงตั้งแต่เหมืองในรัฐฉาน เมียนมา ไปจนถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ไฟฟ้าในจีน ยุโรป และสหรัฐฯ แร่แรร์เอิร์ธกว่า 17 ชนิด เช่น ดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ถูกใช้ในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และอาวุธยุทธภัณฑ์
แต่ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกชื่นชมเทคโนโลยี ‘สีเขียว’ คนต้นน้ำกลับต้องเผชิญมลพิษรุนแรง จากผลตรวจน้ำและดินบริเวณแม่น้ำกกโดยทีมของ รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พบ ‘รอยนิ้วมือของธาตุดิสโพรเซียม’ ที่ตรงกับแร่จากเหมืองในรัฐคะฉิ่น เมียนมา ถือเป็นหลักฐานชัดว่ามลพิษได้ข้ามพรมแดนมาถึงไทยแล้ว
ผลตรวจน้ำและดินบริเวณแม่น้ำกกโดยทีม รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ พบร่องรอยธาตุดิสโพรเซียมจากเหมืองรัฐคะฉิ่น เป็นหลักฐานว่ามลพิษข้ามพรมแดนมาถึงไทยแล้ว ขณะที่จีนควบคุมเหมืองแรร์เอิร์ธกว่า 70% ของโลกและดำเนินกระบวนการสกัดกว่า 85% ก่อนส่งต่อไปยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ข้อมูลจาก Finnomena. Funds ระบุว่า จีนยังคงครองตลาด Rare Earth ของโลกอย่างชัดเจนในปี 2024 โดยผลิตเกือบ 70% ของโลกหรือราว 270,000 ตัน และมีปริมาณสำรองประมาณ 44 ล้านตัน อีกทั้งเกือบทั้งหมดของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน ทำให้แม้ประเทศอื่นจะมีแร่ในดิน แต่ก็ยังต้องพึ่งพาจีนในการสกัดและทำให้บริสุทธิ์ จีนควบคุมตั้งแต่เหมืองยักษ์ Baiyun Obo การกำหนดโควตา ปราบเหมืองเถื่อน ไปจนถึงการตั้งคลังสำรอง Rare Earth กลยุทธ์นี้ทำให้แร่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาทางภูมิรัฐศาสตร์

สหรัฐอเมริกามีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนีย ผลิต 45,000 ตันต่อปี และกำลังลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน ขณะที่เมียนมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก กำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งแรร์เอิร์ธหนักที่จีนพึ่งพาถึง 70% แต่ความไม่สงบทางการเมืองและเหมืองนอกระบบทำให้ห่วงโซ่อุปทานเปราะบาง
การทำเหมืองและความขัดแย้งในรัฐคะฉิ่น

รัฐคะฉิ่นตอนเหนือของเมียนมาเป็นแหล่งแร่แรร์เอิร์ธสำคัญ การทำเหมืองเริ่มตั้งแต่ปี 2008–2009 โดยกลุ่ม New Democratic Army Kachin (NDAK) ร่วมกับบริษัทจีน และขยายกิจการต่อเนื่องหลังการเซ็นสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมา
หลังจีนจำกัดการทำเหมืองภายในประเทศ แหล่งแร่หนัก (HREEs) ถูกขุดในคะฉิ่นอย่างเข้มข้น ปัจจุบันรัฐคะฉิ่นมีเหมืองใหญ่ 370 แห่ง และเหมืองย่อยกว่า 2,700 แห่ง ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทจีน ภายใต้การควบคุมของ กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ซึ่งเก็บภาษีและจัดการพื้นที่ รายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนการสู้รบ
การทำเหมืองส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทั้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ภูเขาเป็นโพรง และน้ำปนเปื้อนสารเคมี กระทบความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ แม้กระทั่งน้ำผึ้งในพื้นที่ก็บริโภคไม่ได้ แม่น้ำต้นน้ำสำคัญอย่าง อิรวดี สาละวิน และกก ก็ได้รับผลกระทบ
“จีนไม่เพียงเป็นผู้ผลิต แต่ยังเป็นผู้ใช้รายใหญ่ของโลก แร่เหล่านี้อยู่ในรถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราถืออยู่ทุกวัน” กรกนกกล่าว
อย่างไรก็ตาม เส้นทางแร่ยังขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส ซึ่งเป็นปัญหาต่อหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGP) ข้อ 17 ที่กำหนดให้บริษัทต้องทำ Human Rights Due Diligence ครอบคลุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชนตลอดห่วงโซ่
แม้จีนมีกฎหมาย Rare Earth Management Regulation บังคับให้ผู้ผลิตรายงานข้อมูลการผลิตทุกเดือน แต่กฎหมายนี้ใช้ได้เฉพาะภายในประเทศ ไม่ครอบคลุมเหมืองของบริษัทจีนในต่างแดน เช่น ในเมียนมา
“นี่คือปัญหาหลักของระบบกำกับดูแลที่ไม่ข้ามพรมแดน เพราะมลพิษจากเหมืองไม่ได้หยุดอยู่ที่ชายแดน แต่ส่งผลต่อชีวิตผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านด้วย”
‘ระเบียบแร่หายาก’ ยุทธศาสตร์ทรัพยากรและอำนาจต่อรองโลกของจีน
วันที่ 29 มิถุนายน 2567 จีนประกาศใช้ ระเบียบการจัดการแร่หายาก (Rare Earth Management Regulation) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมตั้งแต่การขุด การแปรรูป การส่งออก ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพของแร่
สาระสำคัญของระเบียบนี้ระบุว่า แร่แรร์เอิร์ธเป็นทรัพย์สินของรัฐ และหน่วยงานของรัฐทั้งระดับชาติและท้องถิ่นมีอำนาจควบคุมอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหน่วยงานหลักในการวางแผน อนุมัติ และกำกับโครงการทั้งหมด
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ ระบบควบคุมปริมาณ (total quantity control) เฉพาะบริษัทที่ได้รับอนุมัติจากรัฐเท่านั้นที่สามารถขุด แยก และถลุงแร่ได้ พร้อมบังคับให้บันทึกการไหลเวียนของแร่ในฐานข้อมูลส่วนกลาง เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
ระเบียบนี้ยังส่งเสริม เทคโนโลยีและการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ การรีไซเคิลแร่จากของเสีย และการผลิตที่เพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกันบทลงโทษก็เข้มงวด การละเมิด เช่น ขุดโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลิตเกินโควตา หรือไม่บันทึกข้อมูลการไหลเวียนของแร่ มีโทษปรับสูงสุด 10 เท่าของกำไรที่ได้ เพิกถอนใบอนุญาต และลงโทษบุคคลบริหาร
นอกจากการควบคุมภายในประเทศ ระเบียบนี้ยังสะท้อน ยุทธศาสตร์การค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของจีน สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการส่งออก หรือเพิ่มอำนาจต่อรองกับประเทศตะวันตก โดยไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง
แม้จะมีระเบียบเข้มงวด จีนยังคงนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ข้อมูลการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากเว็บไซต์ UN Comtrade ระหว่างปี 2019–2024 พบว่าจีนมีการนำเข้าสารเคมีและโลหะหายาก รวมถึงสารประกอบที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมราว 214 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความต้องการวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ห่วงโซ่อุปทานกับการรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและความโปร่งใสข้ามพรมแดน
กรกนกมองว่า ในโลกที่ธุรกิจข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนแบบรอบด้าน (HRDD) เป็นเครื่องมือสำคัญเชื่อมธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแร่ธาตุและวัตถุดิบสำคัญ
หลายประเทศออกกฎหมายกำกับบริษัทอย่างชัดเจน เช่น เยอรมนีผ่าน Supply Chain Due Diligence Act ให้บริษัทตั้งขั้นตอนรับเรื่องร้องเรียนเมื่อเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ในสหภาพยุโรป CSDDD ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองแร่ถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บังคับให้บริษัทระบุความเสี่ยง ดำเนิน due diligence ติดตามผล และสื่อสารต่อสาธารณะ ส่วน Critical Raw Materials Act และ EU Battery Regulation กำหนดให้ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายากพร้อมรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แรงงาน และคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ภาคเอกชนก็เริ่มสร้างมาตรฐานรับผิดชอบ เช่น IRMA ใบรับรองบุคคลที่สามสำหรับการทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม แรงงาน ชุมชน และการจัดการของเสีย
ฝั่งผู้ผลิต จีนมีกฎหมาย Rare Earth Management Regulations บังคับให้รายงานข้อมูลการผลิต การซื้อขาย และที่จัดเก็บสินค้าเป็นประจำทุกเดือน แต่ใช้เฉพาะในจีน ไม่ครอบคลุมเหมืองในต่างประเทศ
กรกนกเน้นว่า ผลกระทบจากการสกัดแร่อาจข้ามพรมแดน การกำกับดูแลจึงต้องสามารถข้ามประเทศได้ ความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เป็นหัวใจสำคัญ บริษัทปลายน้ำต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบ และผู้ซื้อมีอิทธิพลในการกำหนดมาตรฐานให้ผู้ขายปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
เธอเสนอว่า ประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทย ควรมี กลไกข้ามพรมแดน เพื่อจัดการผลกระทบจากการลงทุนและอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขงและชายแดนไทย–เมียนมา
“ระบบตรวจสอบย้อนกลับต้องไม่ใช่เรื่องสมัครใจของเอกชน แต่รัฐควรกำหนดเป็นมาตรฐาน และเปิดช่องให้ประชาชนร้องเรียนหรือฟ้องร้องได้”
เธอย้ำว่า บริษัทปลายน้ำที่ได้กำไรจากสินค้าเทคโนโลยีต้องร่วมรับผิดชอบต่อชุมชนต้นน้ำ พร้อมฝากถึงผู้บริโภคทั่วโลกว่า
“อย่าดูแคลนสิทธิของผู้ซื้อ ถามกลับไปยังบริษัทว่า คุณแน่ใจหรือไม่ว่าสินค้าที่อยู่ในมือคุณ ไม่ได้มาจากเหมืองในรัฐฉานที่กำลังทำลายชีวิตผู้คนอยู่ตอนนี้”
การสร้าง ห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ซื้อ จนถึงผู้บริโภค
รายการอ้างอิง
Finnomena. Funds. Rare Earth ทรัพยากรแห่งโลกอนาคต ใครครองอำนาจ?
The Matter. ทำความเข้าใจภัยร้ายแรง ต่อธรรมชาติและชีวิตมนุษย์ จาก ‘เหมืองแรร์เอิร์ธ’ ในเมียนมา
Thai PBS. รู้จักแร่หายาก “Rare Earth” จากเหมืองสู่มือถือและรถยนต์ไฟฟ้า
BGRDC. China Introduces New Regulations to Control Rare Earth Minerals
Lanner. เปิดแผนที่เหมืองแร่จากต้นสู่ปลายน้ำกก เมื่อธุรกิจข้ามพรมแดน ทำลายสิ่งแวดล้อมข้ามชาติ
Lanner. ใกล้แค่เอื้อมมือ เหมืองแร่แรร์เอิร์ธใกล้ชายแดนไทย 25 กิโลฯ คาดสารตั้งต้นน้ำกกเป็นพิษ
Lanner. เหมืองแรร์เอิร์ธผุด 19 แห่งในรัฐฉาน ห่างแม่น้ำโขงเพียง 40 กม. หวั่นกระทบข้ามพรมแดน

สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
นักศึกษาวารสารศาสตร์ ทาสรักคาเฟอีนที่ชอบบันทึกความทรงจำผ่านชัตเตอร์ สนใจประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ มีเป้าหมายชีวิตคือการเป็นหัวหน้าแก๊งแมวมอมทั่วราชอาณาจักร




