อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ถือเป็น ‘ป่าหลังเมือง’ ที่มีความสำคัญต่อชาวเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะแหล่งต้นน้ำ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ และพื้นที่เรียนรู้นิเวศประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเมือง โดยเฉพาะการเป็นที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร สัญลักษณ์สำคัญของเชียงใหม่
อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 163,162.5 ไร่ ครอบคลุมป่าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ไปจนถึงป่าเต็งรัง เป็นถิ่นอาศัยของนกมากกว่า 300 ชนิด รวมถึงพืชและสิ่งมีชีวิตนานาชนิดจำนวนมาก โดยมีการค้นพบพืชและแมลงชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่แห่งนี้ อาทิ เอื้องนิ่มดอยสุเทพ ข้าวสารสุเทพ ผึ้งกาเหว่าพเนจรสุเทพ และผึ้งขุดหลุมสุเทพ ตลอดจนพืชสำคัญอย่างกอแพะและเครือพูม่วง ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการเดินป่าและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางที่เข้าถึงง่าย ใช้เวลาเดินทางไม่นาน และอยู่ใกล้เมือง อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย จึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติใกล้ตัว ด้วยจำนวนเส้นทางเดินป่าที่หลากหลายและระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ที่ไม่ไกลนัก
ภายใต้บริบทดังกล่าว ทำให้มูลนิธิไทยรักษ์ป่า เเละ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือEGCO Group ปรับปรุงและร่วมส่งมอบ ‘เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย’ ให้แก่ อุทยานเเห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศป่าต้นน้ำใกล้เมือง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงผืนป่าหลังเมืองได้มากขึ้น



เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางป่าดิบเขาระดับต่ำที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะเด่นคือ พืชพรรณหนาแน่นและความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นที่อยู่อาศัยของพืชจำนวนมาก อาทิ ฝอยลม มอส คำขาว และกล้วยไม้หลากหลายชนิด

สมเกียรติ สุทธิวานิช รองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า กล่าวถึงการพัฒนาเส้นทางดังกล่าวว่า
“การพัฒนาเส้นทางช่วยให้ชุมชนได้รับประโยชน์ ทำให้คนในพื้นที่เห็นว่าป่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน เป็นความสัมพันธ์เชิงบวกที่เกื้อหนุนกันทั้งสองฝ่าย”
การเปิดเส้นทางครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของชุมชน เมือง และผู้มาเยือน ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า
อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางศึกษาธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงมุมมองด้านโอกาสเท่านั้น หากยังมาพร้อมกับข้อกังวลจากชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่ามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบ้านขุนช่างเคี่ยน หนึ่งในชุมชนสำคัญรอบอุทยาน

กิตติศักดิ์ ยั่งยืนกุลฉัตร ผู้ใหญ่บ้านขุนช่างเคี่ยน ตั้งคำถามถึงบทบาทของชุมชนหลังการเปิดใช้งานว่า อุทยานแห่งชาติจะเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการเส้นทางมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจนถึงขณะนี้ ชุมชนยังแทบไม่มีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเส้นทางยังไม่ได้เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ
“เราต้องรอดูว่าหลังเปิดเส้นทางแล้ว อุทยานจะเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการพื้นที่หรือไม่”
ผู้ใหญ่บ้านยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจตามมาหลังเปิดเส้นทาง โดยเฉพาะเรื่องการจัดการนักท่องเที่ยวและการรักษาความสะอาด พร้อมชี้ว่า การใช้งานพื้นที่ควรอยู่บนความเคารพและความเข้าใจ ไม่สร้างภาระหรือความเดือดร้อนให้ชุมชน
ชุมชนคาดหวังว่าจะได้มีบทบาทในการดูแลทรัพยากร รักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบ และช่วยจัดการผลกระทบจากนักท่องเที่ยว พร้อมขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้ช่วยกันเก็บขยะและเคารพพื้นที่ของชุมชน
“การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับอุทยานจำเป็นต้องอาศัยการเปิดใจและการสื่อสาร หากขาดความร่วมมือ อาจเกิดปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะเมื่ออุทยานมีข้อจำกัดด้านกำลังคน”
กิตติศักดิ์ย้ำว่า หัวใจสำคัญคือการสร้างความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างชุมชนและอุทยาน การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจึงอาจเป็นทางออกสำคัญในการดูแลเส้นทางและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00–16.00 น. โดยสามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ด้วยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ก่อนเข้าสู่เส้นทางเดินป่าที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้งาน
