101 ทางมรณะ เมื่อเถ้าลอยกำลังฆ่าคนน่าน จากหงสาถึงลำปางใต้เงาทุนไทย

Date:

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว

อุบัติเหตุรถบรรทุกพลิกคว่ำบนถนนสาย 101 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายบนเส้นทางคดเคี้ยวชายแดนไทย-ลาวเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยให้เห็นการขนส่ง ‘เถ้าลอย’ (Fly Ash) หรือกากของเสียอันตรายจากการเผาไหม้ถ่านหิน จำนวนกว่า 27 ตัน ที่ไหลทะลักออกมาเป็นทางยาว

ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว ประชาชนในตำบลบ้านปอน จังหวัดน่าน ให้ข้อมูลว่า แม้เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่มีอุบัติเหตุรถขนส่งน้ำมันหรือสินค้าเกษตรเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นทางผ่านหลักสู่โรงไฟฟ้าหงสาใน สปป.ลาว แต่ชุมชนกลับไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่า มีการขนส่งเถ้าลอยผ่านเส้นทางนี้ตั้งแต่ตอนไหน เพราะไม่เคยได้รับข้อมูลจากภาครัฐเลย

“เราเคยได้ยินว่ามีการนำขี้เถ้าเข้ามา แต่ไม่รู้รายละเอียดและไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน ก่อนหน้านี้เคยมีการคัดค้านและเหมือนบอกว่าจะไม่อนุญาตให้นำเข้า สุดท้ายไม่รู้ว่าไปการดำเนินการยังไงถึงได้ใบอนุญาต มารู้อีกทีก็จากโพสต์แถลงของจังหวัด”

ผลกระทบทางสุขภาพปรากฏให้เห็นในทันทีหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุไม่นาน ผู้ที่สัญจรผ่านจุดเกิดเหตุหลายรายมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน เวียนศีรษะ รวมถึงแสบตาและจมูกอย่างรุนแรง โดยที่หลังอุบัติเหตุ บริษัทขนส่ง ได้ส่งตัวแทนเข้ามาดำเนินการเคลียร์พื้นที่และกู้ซากรถบรรทุกอย่างเร่งด่วน จนเสร็จสิ้นภายในวันเดียว

“ทุกอย่างถูกเคลียร์ภายในหนึ่งวัน ดูเหมือนเขาตั้งใจจะทำให้เรื่องนี้เงียบที่สุดและเร็วที่สุด” 

ณัฐปคัลภ์ตั้งข้อสังเกตว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็ว เหมือนต้องการให้เรื่องจบลงโดยเร็วที่สุด ขณะที่เวทีรับฟังความคิดเห็นซึ่งจัดขึ้นโดยฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร กลับไร้เงาของหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงอย่าง กรมศุลกากร และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงบริษัทเจ้าของเถ้าลอยที่ยังไม่เคยออกมาให้ข้อมูลหรือแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่แม้แต่ครั้งเดียว

ภาพ: Puncharat Salee

“เราไม่แน่ใจว่าเขาจะเห็นหรือเปล่า แต่ตั้งแต่เกิดเหตุมา เจ้าของเถ้าลอยเอง เราไม่เคยเจอเลย เขาก็ไม่ได้มาให้ข้อมูล หรือชี้แจงอะไรกับประชาชนเลย หน่วยงานรัฐก็ไม่มีการแจกจ่ายหน้ากากป้องกันใดๆ เราต้องรวมตัวกันขอรับบริจาคจากมูลนิธิกระจกเงา และ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) เพื่อนำมาแจกให้กลุ่มเสี่ยง ทั้งหญิงตั้งครรภ์และผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ริมถนนสายหลัก”

สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากข้อกังวลเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงแล้ว ยังมีข้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อนที่อาจตกค้างในพื้นที่ เนื่องจากจุดเกิดเหตุตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดชัน ห่างจากหมู่บ้านเฉลิมราชเพียงโค้งถนนเดียว และอยู่เหนือ ‘ลำน้ำแงน’ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนเพียง 600 เมตรเท่านั้น

“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็อาจเกิดได้ทุกจุดบนถนนสายนี้ ไม่ได้จำกัดแค่บริเวณบ้านผม และเราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนความเสี่ยงจากการขนส่งของเสียอันตรายผ่านชุมชนชายแดน แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของข้อมูล ความพร้อมของรัฐ และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง เมื่อชุมชนต้องเผชิญผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยขาดการสื่อสารที่ชัดเจน

โรงไฟฟ้าหงสา ทุนไทยเพื่อคนไทย หรือทุนไทยเพื่อใคร?

ภาพ: earthrights

อีกหนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นต่อมาหลังเหตุการณ์รถบรรทุกเถ้าลอยพลิกคว่ำคือ กากของเสียอันตรายเหล่านี้มาจากไหน? คำตอบนำไปสู่ ‘โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา’ ในแขวงไชยบุรี สปป.ลาว โครงการพลังงานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านบาท ที่แม้จะตั้งอยู่บนดินแดนเพื่อนบ้าน แต่เมื่อพิจารณาห่วงโซ่ธุรกิจอย่างละเอียด กลับพบว่า นี่เป็นการลงทุนของกลุ่มทุนไทย เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของไทยเป็นหลัก

โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสาเริ่มสำรวจตั้งแต่ปี 2539 และเปิดดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2558 ภายใต้สัมปทาน 25 ปี ประกอบด้วยเหมืองถ่านหินลิกไนต์แบบเปิดพื้นที่ 76 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีลักษณะเดียวกับเหมืองแม่เมาะ เพื่อป้อนเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้ากำลังผลิต 1,878 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างอำนาจและการเงินของโครงการ พบว่ามีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

1.ระยะทางที่ใกล้จนไร้กันชน โครงการนี้ตั้งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์กว่า 300 กิโลเมตร แต่กลับอยู่ห่างจาก ชายแดนจังหวัดน่านเพียง 30 กิโลเมตร ระยะห่างเพียงเท่านี้ ทำให้มลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทยได้ง่าย และเร็วกว่าส่งไปถึงเมืองหลวงของลาวเสียอีก นอกจากนั้น การบุกเบิกพื้นที่ทำเหมืองยังแลกมาด้วยการต้องอพยพชุมชนเกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อกว่า 400 หลังคาเรือนออกจากถิ่นฐานเดิมที่เคยอยู่อาศัยมาอย่างยาวนาน

2.ทุนไทยกุมบังเหียน แม้จะเป็นทรัพยากรบนดินแดนลาว แต่สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 80% กลับตกเป็นของสองยักษ์ใหญ่พลังงานไทยอย่าง บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) 40% และ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) 40% โดยที่รัฐบาลลาวถือหุ้นเพียง 20% เท่านั้น 

3.การสนับสนุนจากภาคธนาคารไทย โครงการนี้ได้รับเงินกู้จาก 9 สถาบันการเงินชั้นนำใน ประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนของบริษัทพลังงานบางแห่ง แต่เป็นการระดมทุนครั้งใหญ่จากภาคการเงินไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมถ่านหินข้ามพรมแดนโดยตรง

4.ไฟฟ้าจากทุนไทยที่ผลิตเพื่อคนไทย? ภายใต้สัญญาซื้อขาย 25 ปีนี้ ไฟฟ้าส่วนใหญ่ราว 1,473 เมกะวัตต์ถูกส่งเข้าสู่ระบบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ในประเทศไทย (กฟผ.) ขณะที่ สปป.ลาว ได้รับจัดสรรไฟฟ้าใช้ภายในประเทศเพียง 100–170 เมกะวัตต์เท่านั้น

ห่วงโซ่ธุรกิจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ใช้ทรัพยากรและพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานการผลิตพลังงาน โดยมีการลงทุนและการสนับสนุนจากกลุ่มทุนและสถาบันการเงินของไทย ขณะที่ประเด็นผลกระทบด้านมลพิษและกากของเสีย กลับเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่ชายแดน 

ขณะเดียวกัน นโยบายด้านพลังงานของไทย ที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลดการผลิตไฟฟ้าจาก เหมืองแม่เมาะ ส่งผลให้ยังมีการนำเข้าเถ้าลอย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม

ความชอบธรรมทางกฎหมาย บนรอยร้าวของความเชื่อมั่นชุมชน

1 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ออกมาชี้แจงว่า การขนส่งเถ้าลอยผ่านด่านห้วยโก๋นเป็นการดำเนินการที่ ‘ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย’ เนื่องจากเถ้าลอยถูกจัดเป็นวัสดุอุตสาหกรรมที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ ตามอนุสัญญาบาเซิล และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 อีกทั้งยังช่วยทดแทนวัตถุดิบสำหรับผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศที่ลดลงตามนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย

หน่วยงานระบุว่า บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ได้รับใบอนุญาตนำเข้าเถ้าลอยเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตคอนกรีต โดยที่ บริษัท เอกรัฐบริการ จำกัด เป็นผู้ขนส่งอย่างถูกต้อง และเถ้าลอยดังกล่าวผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม ไม่เข้าข่ายของเสียอันตราย

ในส่วนของการเยียวยา จังหวัดระบุว่า หลังเกิดเหตุได้มีการเก็บกู้เถ้าลอยและวัสดุปนเปื้อนแล้วกว่า 27 ตัน โดยให้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษทั้งหมด ตามหลัก ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle) พร้อมเตรียมทบทวนใบอนุญาตและพิจารณาจำกัดการเดินรถ รวมถึงวางแผนตรวจสอบคุณภาพดินและแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรการป้องกันด้วยการตั้งจุดตรวจเข้มงวดที่ด่านห้วยโก๋น ตลอดจนติดตั้งอุปกรณ์ชะลอความเร็วในจุดเสี่ยงบนถนนสาย 101

อย่างไรก็ตาม เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ข้อมูลในประเด็นนี้ว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562) เถ้าลอยถูกจัดเป็น วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งหมายความว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด แต่ผู้ประกอบการต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนทุกครั้ง กระบวนการอนุญาตนี้เองที่ควรเป็นปราการด่านแรกในการคัดกรองความปลอดภัย

“เถ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจถูกจัดเป็นทั้งของเสียอันตรายหรือของเสียทั่วไป ขึ้นอยู่กับผลการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบสารปนเปื้อน ดังนั้นก่อนจะอนุญาตให้ส่งออกได้ จะต้องมีการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเพื่อประเมินว่ามีสารอันตรายเข้าข่ายที่ต้องควบคุมหรือไม่”

เพ็ญโฉมอธิบายเพิ่มเติมว่า โดยธรรมชาติของเถ้าลอยจากการเผาถ่านหิน มักเป็นแหล่งสะสมของโลหะหนักอย่าง สารหนู แคดเมียม และตะกั่ว ซึ่งหากพบในปริมาณสูงเกินมาตรฐาน กฎหมายจะสั่งห้ามเคลื่อนย้ายข้ามแดนทันที นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่อง ‘ปรอท’ ซึ่งถูกควบคุมเข้มงวดตามอนุสัญญามินามาตะ 

เธอชี้ว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือสารกลุ่มไดออกซินและฟิวแรน ซึ่งมักถูกมองข้ามในการตรวจสอบทั่วไป สารมลพิษเหล่านี้สามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดมะเร็ง และสะสมในห่วงโซ่อาหารจากกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การตรวจวิเคราะห์เถ้าลอยจึงควรครอบคลุมสารปนเปื้อนทุกกลุ่ม ไม่ใช่จำกัดเฉพาะโลหะหนักเท่านั้น พร้อมกันนี้ เธอย้ำถึงสิทธิของชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ มากกว่าการรับฟังเพียงคำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว

“การรายงานด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวอาจไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ ชุมชนควรมีสิทธิ์เข้าถึงรายงานผลตรวจที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อยืนยันว่าไม่มีสารพิษปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานจริงๆ เพราะหากตรวจพบสารพิษเพียงชนิดเดียวเกินเกณฑ์ สถานะของเถ้าลอยจะเปลี่ยนจากวัสดุรีไซเคิลเป็นของเสียอันตรายทันที และอาจส่งผลให้การขนส่งข้ามพรมแดนที่ผ่านมากลายเป็นความผิดทางกฎหมายระหว่างประเทศ”

จากน่านถึงลำปาง ห่วงโซ่ความเสี่ยงบนเส้นทางสายมรณะ

อุบัติเหตุการขนส่งเถ้าลอยบนถนนสาย 101 ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการกู้ซากรถ แต่สะท้อนความเสี่ยงระยะยาวต่อระบบนิเวศและสุขภาพของชุมชน เพ็ญโฉม เตือนว่า หากการจัดเก็บเถ้าลอยที่ตกค้างไม่รัดกุม สารพิษที่หลงเหลือจะกลายเป็น ภัยเงียบที่สะสมใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น

“ปัญหาหลักคือสารปนเปื้อนในเถ้าลอย ไม่ว่าจะเป็นโลหะหนัก ปรอท หรือไดออกซิน ล้วนสลายตัวได้ยาก สามารถตกค้างในดินและแหล่งน้ำเป็นเวลานาน เมื่อถูกชะล้างลงสู่ลำน้ำหรือฟุ้งกระจายในอากาศ สารพิษเหล่านี้จะสะสมในห่วงโซ่อาหาร และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว”

เธอมองว่าหากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้ายังคงมีการนำเข้าเถ้าลอยอย่างต่อเนื่อง เส้นทางขนส่งผ่านพื้นที่จังหวัดน่านอาจกลายเป็น ‘เส้นทางขนส่งมลพิษ’ อย่างถาวร แม้การหยุดขนส่งอาจทำได้ยากในทางธุรกิจ แต่เธอเสนอว่าควรยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มงวดขึ้น เช่น การกำหนดให้มีประกันภัยหรือหลักประกันความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเยียวยาประชาชนทำได้อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุซ้ำ

ขณะเดียวกัน พื้นที่ปลายทางอย่าง ‘จังหวัดลำปาง’ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานรีไซเคิลเถ้าลอย ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน เนื่องจากกระบวนการแปรรูปอาจก่อให้เกิดฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศจำนวนมาก 

“ในช่วงที่สังคมไทยให้ความสนใจกับปัญหา PM2.5 จากภาคเกษตร แหล่งกำเนิดมลพิษจากโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมกลับมักถูกมองข้าม ทั้งที่ฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรมอาจมีความเข้มข้นของสารพิษสูงกว่า”

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน เพ็ญโฉม ได้เสนอแนวทางเชิงรุก 3 ประการ ได้แก่

1. เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยรัฐต้องชี้แจงปริมาณการขนส่งและจำนวนเที่ยวให้ชัดเจน เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงของเส้นทางได้อย่างรอบด้าน

2. จัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหาย ผ่านการเจรจากับบริษัทเจ้าของของเสียและโรงงานปลายทาง เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกกรณี

3. สร้างกลไกตรวจสอบร่วม ให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่ร่วมเฝ้าระวังการปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมติดตามและตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง (Citizen Science) เพื่อเสริมความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ยุทธศาสตร์คมนาคม เมื่อ ‘ความเจริญ’ ถูกปูทับด้วยกองขยะพลังงาน

เมื่อพิจารณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน จังหวัดน่าน ไม่ว่าจะเป็นถนนสาย 101 หรือเส้นทางคมนาคมอื่นๆ ณัฐปคัลภ์ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างเหล่านี้ดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้การดำเนินงานของ โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา เป็นหลัก ทั้งในด้านการส่งออกทรัพยากรและการนำเข้ากากของเสีย ขณะที่ความสะดวกในการเดินทางของประชาชนกลับเป็นเพียงผลพลอยได้

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับงานศึกษา ‘ผลกระทบข้ามชาติ โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ กับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน กรณีโรงไฟฟ้าหงสา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว’ โดย สมพร เพ็งค่ำ เมื่อปี 2564 ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนชายแดนไทย–ลาว โดยเฉพาะหมู่บ้านน้ำรีพัฒนาและน้ำช้างพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่เป็นชุมชนชาติพันธุ์ลัวะและพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการทำเกษตร กำลังเผชิญความเสี่ยงจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสองหมู่บ้านเท่านั้น

สมพรยังอ้างถึงข้อมูลจากชาวอำเภอทุ่งช้างว่า ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ส้มและเงาะ ลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การก่อสร้างโรงไฟฟ้าหงสาได้นำไปสู่การขยายถนนเชื่อมไทย–ลาวเพื่อขนส่งเครื่องจักร ส่งผลให้ถนนตัดผ่านชุมชนและอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนว่าความเสี่ยงข้ามพรมแดนไม่ได้จำกัดเพียงปัญหามลพิษ แต่ยังครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นในหลายมิติ

ตัวอย่างสำคัญคือการเปิดใช้ถนนน่าน-หลวงพระบางในปี 2562 ซึ่งช่วยย่นระยะทางจากอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ผ่านเมืองหงสาไปยัง หลวงพระบาง แม้ภาครัฐจะมองว่าเป็นโอกาสเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างน่านกับหลวงพระบาง แต่นักวิชาการกลับมองว่า เส้นทางดังกล่าวก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในพื้นที่ได้เช่นกัน

สมพรยังตั้งข้อสังเกตว่า คนในพื้นที่จำนวนมากยังไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง จึงขาดการเตรียมพร้อมและอาจกลายเป็นผู้รับผลกระทบจากการพัฒนา ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของจังหวัดน่านที่เพิ่มขึ้นหลังมีโรงไฟฟ้า อาจสะท้อนเพียง GDP ลวง ที่ไม่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนจริง

อย่างไรก็ตาม แผนสำรวจโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และการเชื่อมต่อด่านชายแดนเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อเชื่อมเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศสู่ ลาว และ จีน ผ่านด่านเชียงของ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ยิ่งตอกย้ำทิศทางยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนดังกล่าว

“ตอนแรกที่ได้ยินว่าจะสร้างรถไฟ ผมก็งงว่ารัฐจะลงทุนมหาศาลเพื่อขนส่งมวลชนหรือพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ขนาดนี้จริงหรือ? แต่เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จุดประสงค์หลักน่าจะเป็นการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนแบบเบ็ดเสร็จมากกว่า” 

ณัฐปคัลภ์ตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าของโครงการ โดยเห็นว่าเป้าหมายอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งผู้โดยสารหรือผลผลิตทางการเกษตร แต่มีแนวโน้มมุ่งรองรับระบบการค้าข้ามพรมแดนแบบครบวงจรมากกว่า

ปัจจุบัน วงจรธุรกิจข้ามพรมแดนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง น้ำมันจากฝั่งไทยถูกส่งไปใช้กับเครื่องจักรในโรงไฟฟ้าหงสาผ่านด่านห้วยโก๋น ขณะที่เถ้าลอยถูกขนส่งกลับเข้ามา หากมีรถไฟรางคู่ในอนาคต ก็อาจยิ่งเอื้อให้การขนส่งสารเคมีและของเสียจากพลังงานทำได้สะดวกขึ้น พร้อมลดต้นทุนของภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ทว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘ทำเลที่ตั้ง’ ของด่านศุลกากรทุ่งช้างซึ่งตั้งอยู่ใจกลางชุมชน หากโครงการรถไฟเกิดขึ้นจริง รถบรรทุกสารเคมีและเถ้าลอยทั้งหมดจะต้องมากระจุกตัวรอพิธีการอยู่กลางย่านที่พักอาศัยของชาวบ้าน

“ในขณะที่คนน่านจำนวนมากอาจจะรู้สึกภูมิใจที่จะได้มีรถไฟนั่ง แต่กลับยังไม่มีใครมองถึงผลกระทบในมิตินี้ หากสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง มันจะเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับชุมชนในการรับมือหรือลุกขึ้นต่อสู้”

กสม. ชี้ ‘พรมแดน’ ต้องไม่ใช่ข้ออ้างปัดความรับผิดชอบของทุนไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันถึงความสุ่มเสี่ยงระดับสูงของโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสา โดย วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการ กสม. ระบุชัดเจนว่า มลพิษจากโรงไฟฟ้าขนาด 1,878 เมกะวัตต์แห่งนี้ กำลังเดินทางข้ามพรมแดนจาก สปป.ลาว เข้าสู่จังหวัดน่านอย่างมีนัยสำคัญ

แม้โครงการจะอ้างการปฏิบัติตามกฎหมายลาว แต่ด้วยระยะห่างจากชายแดนไทยเพียง 30 กิโลเมตร มลพิษจำพวก ‘ก๊าซกรดและสารปรอท’ จึงถูกกระแสลมพัดพามาตกสะสมในฝั่งไทยได้โดยง่าย ข้อมูลนี้สอดคล้องกับอาการป่วยทางเดินหายใจของชาวบ้าน รอยจุดในปอด ตลอดจนความผิดปกติในภาคเกษตรอย่างใบข้าวไหม้ และกรณีสัตว์ตายหลังดื่มน้ำตามธรรมชาติ ทว่าปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้กลับยังไม่มีการติดตั้งระบบดักจับสารปรอทก่อนปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ

กสม. เห็นว่าเป็นการลงทุนข้ามพรมแดนที่รัฐบาลไทยต้องร่วมรับผิดชอบ เนื่องจากบริษัทไทยถือหุ้นร้อยละ 80 มี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าหลัก และมีธนาคารพาณิชย์ไทยร่วมสนับสนุนทุน จึงเสนอแนวทางเร่งด่วน ได้แก่

1. สิ่งแวดล้อม ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ และตั้งคณะกรรมการร่วมกับนักวิชาการและชุมชนเพื่อตรวจสอบข้อมูล

2. การเงิน ให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดนโยบายสินเชื่อยั่งยืนแบบมีผลผูกพันทางกฎหมาย และตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของลูกหนี้ (HRDD)

3. ความโปร่งใสภาคธุรกิจ ให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำกับบริษัทผู้ถือหุ้นเปิดเผยความเสี่ยงมลพิษข้ามพรมแดนและข้อมูลสุขภาพชุมชนในรายงานประจำปี

4. สาธารณสุข ให้กระทรวงสาธารณสุขพัฒนาระบบรายงานโรคจากพิษปรอท และบรรจุเป็นโรคจากสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายให้สอดคล้องกับ OECD และมาตรฐานสากล

5. การเกษตร ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เฝ้าระวังคุณภาพดินและพืชในพื้นที่เสี่ยง พร้อมรายงานต่อสาธารณะ

6. การคุ้มครองสิทธิ ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนธุรกิจข้ามชาติ (National Contact Point)

มติของ กสม. ในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ‘พรมแดนไม่ควรเป็นเกราะกำบังความรับผิดชอบของกลุ่มทุน’ และเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานรัฐต้องก้าวข้ามข้ออ้างเรื่องเขตอำนาจกฎหมายต่างประเทศ เพื่อกลับมาทำหน้าที่สำคัญที่สุด นั่นคือการปกป้องสิทธิในชีวิตและลมหายใจของประชาชนอย่างจริงจัง

ความมั่นคงที่แท้จริง ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในขณะที่กลไกธุรกิจข้ามพรมแดนดำเนินไปอย่างราบรื่น ผลกำไรมหาศาลถูกจัดสรรและหมุนเวียนอยู่ในศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองใหญ่ แต่บนเส้นทางลาดชันของถนนสาย 101 ใน จังหวัดน่าน ชาวบ้านกลับต้องเผชิญความเสี่ยงจากขยะพิษและมลพิษที่พัดข้ามพรมแดนมาอย่างเงียบงัน

ความย้อนแย้งภายใต้นโยบายลดการปล่อยคาร์บอนและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ยุทธศาสตร์รถไฟรางคู่ในอนาคต สะท้อนให้เห็นว่า หากการพัฒนาไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ความเจริญที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ซ่อนร่องรอยของการละเมิดสิทธิและความเสียหายที่ยากจะเยียวยา

บทเรียนจากเหตุเถ้าลอยที่ทะลักบนท้องถนนจึงไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุเฉพาะหน้า หากเป็นสัญญาณเตือนว่า การเดินหน้าเส้นทางพลังงานโดยละเลยผู้คนที่อยู่ตามแนวพรมแดน อาจทำให้ความมั่นคงที่รัฐภาคภูมิใจกลายเป็นความล้มเหลวทางจริยธรรม และท้ายที่สุด ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่เพียงพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่จะย้อนกลับมาท้าทายมโนธรรมและทิศทางการพัฒนาของสังคมไทยโดยรวม

รายการอ้างอิง

ส่องทุนไทยในลาวผ่าน “หงสา” เห็นอนาคต “ความเสี่ยงข้ามแดน” หลากมิติ

กสม. เผยโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาโดยบริษัททุนไทยใน สปป. ลาว เสี่ยงส่งผลกระทบข้ามพรมแดน แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข

THAI NATIONAL HUMAN RIGHTS COMMISSION CONFIRMS TRANSBOUNDARY POLLUTION LINKED TO LAO COAL COMPANY

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

หากความเชื่อมั่นพัง การเลือกตั้งจะเหลืออะไร? อ่านข้อผิดพลาดของ กกต. กับ 2 นักวิชาการเชียงใหม่ บนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ ‘นับคะแนนใหม่’

แม้คืนเลือกตั้งผ่านพ้นไป แต่ความคลางแคลงใจยังไม่จบสิ้น ตัวเลขคะแนนที่ไม่สอดคล้อง เสียงเรียกร้อง #นับใหม่ทั้งประเทศ และข้อกังขาต่อกระบวนการรายงานผล กลายเป็นภาพคุ้นตาของคนไทยในช่วงเวลาอันสั้น ทว่าภาพจำเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซ้ำแล้วยังอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย จากการรวบรวม...

เครือข่ายคณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ปมเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ชี้ขาด ‘สุจริตเที่ยงธรรม’

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ...

คพ.เผยผลตรวจน้ำครั้งที่ 15 ‘กก–สาย’ ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานบางจุด เตือนเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

14 กุมภาพันธ์ 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินและตะกอนดินในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ ครั้งที่ 15 ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่...

เสียงนอกกระแสในเมืองรอง ที่ซีนดนตรีทางเลือกยังไม่มีที่ยืนใน ‘พิษณุโลก’

เรื่อง: วรรณวิษา พะเลียง ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ ในหลายเมือง ‘ดนตรี’ มักถูกจัดวางให้เป็นเพียงฉากหลังของการใช้ชีวิตยามค่ำคืน มากกว่าจะถูกมองในฐานะงานศิลปะที่ต้องการพื้นที่ของตัวเองเพื่อแสดงออก พิษณุโลกก็ไม่ต่างกัน...