ฉีดสารพิษจากยอดเขา ไร่หมุนเวียน วิถีชีวิต ระบบนิเวศพัง บทเรียนเหมืองแร่แรร์เอิร์ธจากคะฉิ่นที่จีนคุมเกม

Date:

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล

“พวกเขาฉีดสารเคมีจากยอดเขา แล้วปล่อยทุกอย่างไหลลงมา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คือปัญหาสังคมในระดับชุมชน ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับเหมือง”  นี่คือคำนิยามของผลกระทบจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในมุมมองของ เซง ลี นักวิจัยชาวคะฉิ่น

แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements) คือวัตถุดิบยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีของโลกอนาคต ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟน ไปจนถึงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง แร่เหล่านี้ถูกยกให้เป็น ‘หัวใจ’ ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเป็นเดิมพันใหม่ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

ท่ามกลางกระแสนี้ ประเทศไทยเริ่มขยับตัวเข้าสู่สมรภูมิแรร์เอิร์ธ ผ่านการสำรวจทรัพยากรและการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเปิดทางสู่การพัฒนาเหมืองในอนาคต ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีและหน่วยงานด้านเหมืองแร่ ระบุถึงศักยภาพของพื้นที่หลายแห่ง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนตะวันตกและภาคเหนือที่ติดกับเมียนมา เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกำลังถูกมองว่าเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหม่’ ของประเทศ

แต่ในขณะที่ไทยกำลังมองเห็นโอกาส อีกไม่ไกลจากชายแดนเดียวกัน ที่รัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา กำลังเกิดหายนะด้านสิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรมที่แทบไม่อาจย้อนกลับได้ หายนะซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการแรร์เอิร์ธของโลกใบเดียวกันนี้

เสียงจากผู้คนในรัฐคะฉิ่นสะท้อนความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเหมืองทั่วไปกับเหมืองแรร์เอิร์ธ การสกัดแร่ที่ต้องอาศัยสารเคมีรุนแรงในการ ‘ละลายแร่จากชั้นดิน’ ไม่เพียงทำลายระบบนิเวศ หากยังฉีกกระชากวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนพื้นเมืองทั้งภูมิภาค

ที่นั่น แม่น้ำอิระวดี เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านในเมียนมา กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารพิษในระดับที่แทบควบคุมไม่ได้

บทเรียนจากรัฐคะฉิ่นจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า ‘แร่แห่งอนาคต’ นี้คุ้มค่าหรือไม่? กับราคาที่อาจต้องแลกด้วยชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นหลัง

คะฉิ่น เหนือสุดของเมียนมา: ภูเขาที่ไม่เหลือแม้แต่นกตัวเล็กๆ

“ในพื้นที่บนภูเขาที่พวกเราทำงานอยู่ ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว แม้แต่นกตัวเล็กๆ ก็ไม่หลงเหลือ ของเหลวทุกหยดที่เราปล่อยลงไปในภูเขาฆ่าทุกสิ่งที่มันสัมผัส ไม่มีชีวิตใดสามารถอยู่รอดได้”

เสียงของแรงงานเหมืองรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อ Frontier ที่สะท้อนภาพภูเขาในบ้านเกิดของเขา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แต่วันนี้กลับถูกเปลี่ยนสภาพเป็นเหมืองแรร์เอิร์ธบนภูเขาสีน้ำตาลซีด รอยแผลจากการขุดเจาะและคราบสารเคมีลบล้างระบบนิเวศ จนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยของชีวิต

กระสอบสีขาวที่พิมพ์อักษรภาษาจีนกองเรียงรายอยู่ทั่วพื้นที่ คนงานไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อความบนถุงหมายถึงอะไร รู้เพียงว่า ‘หน้าที่’ คือเติมสารเคมีลงไปในท่อ ตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้

กระบวนการสกัด: ฉีดสารเคมีจากยอดเขา แล้วปล่อยทุกอย่างไหลลงมา

การทำเหมืองเริ่มต้นจากยอดเขา แอมโมเนียมไนเตรตถูกละลายและฉีดอัดเข้าไปในดินผ่านเครือข่ายท่อที่ฝั่งในภูเขา  เมื่อสารละลายไหลลงมาตามเนินเขา มันชะเอาแร่ธาตุหายากออกมาจากชั้นดิน ก่อนถูกรวบรวมไว้ในบ่อโคลนขนาดใหญ่

เมื่อมองจากมุมสูง รัฐคะฉิ่นปรากฏเป็นหลุมยักษ์นับหมื่นหลุม กระจายตัวราว ‘รอยแผลถาวร’ บนผืนภูเขา ถุงสารเคมีจำนวนมากถูกทิ้งกระจัดกระจายกลมกลืนไปกับเศษดินที่แห้งร่วน ดินถูกดูดเอาแร่ธาตุสำคัญออกไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือคุณค่าให้หล่อเลี้ยงชีวิต

เมื่อสกัดได้แร่ที่ต้องการ ทางเหมืองจะปล่อยน้ำเสียทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และบางส่วนซึมลงสู่น้ำบาดาล

Global Witness รายงานว่า น้ำปนเปื้อนเหล่านี้กำลังคุกคามภูมิภาคที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฮอตสปอตความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก เป็นถิ่นอาศัยของสายพันธุ์เฉพาะถิ่นราว 1,500 ชนิด และป่าดิบดั้งเดิมผืนใหญ่ที่ยังเหลือมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่

“มันปนเปื้อนไปหมด คุณไม่สามารถมีนาข้าวตรงนี้ แล้วมีเหมืองอยู่อีกฝั่งหนึ่งได้” เชน (นามสมมติ) พูดชัดว่าที่ดิน น้ำ และดินเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด เมื่อเหมืองเริ่มทำงาน มลพิษก็ลามข้ามเขตได้อย่างรวดเร็ว

หลายหมู่บ้านไม่ได้ถูกทำลายเพราะ ‘ยินยอม’ แต่เพราะ ‘ไม่มีทางเลือก’ เมื่อเหมืองเกิดขึ้นในที่ดินข้างเคียง แม้บ้านของพวกเขาไม่มีเหมือง วิถีชีวิตเดิมก็อาจพังทลายลงได้ทั้งแถบ

จากฐานชีวิตบนผืนดิน สู่ชีวิตที่ต้องฝากไว้กับเหมือง

ก่อนเหมืองจะมา ภูเขาเหล่านี้คือฐานชีวิตและเศรษฐกิจที่โยงกับผืนดินโดยตรง ชนพื้นเมืองในรัฐคะฉิ่นมีวิถีไร่หมุนเวียนไม่ต่างจากชนพื้นเมืองปกาเกอะญอในประเทศไทย พวกเขาปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วไว้บริโภคในครัวเรือน ขิง ขมิ้น กระวาน และมะแขว่นคือเครื่องเทศสมุนไพรขึ้นชื่อ เคยเป็นสินค้าหลักส่งออกไปยังจีน โดยเฉพาะมณฑลยูนนานที่มีพรมแดนติดกัน

แต่เมื่อเหมืองแรร์เอิร์ธเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

“พอเริ่มมีเหมือง จีนก็ไม่รับซื้อผลผลิตจากพื้นที่นี้ เพราะกังวลเรื่องสารพิษในสินค้า” เซง ลี กล่าว

เมื่อผลผลิตขายไม่ได้ และที่ดินถูกยึดหรือปนเปื้อน ชุมชนจำนวนมากจึงถูกผลักให้ ‘เปลี่ยนสถานะ’ จากเจ้าของที่ดินไปเป็นแรงงาน

เซง ลี อธิบายว่า เมื่อที่ดินถูกยึดหรือปนเปื้อนจนเพาะปลูกไม่ได้ ชาวบ้านจำนวนมากสูญเสียฐานชีวิตเดิมอย่างสิ้นเชิง

“หลังจากที่ดินถูกเหมืองยึดไป พวกเขาก็กลายเป็นแรงงานในเหมือง จากเจ้าของที่ดินกลายเป็นคนงาน ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปทั้งหมด”

แม้บางครอบครัวพยายามทำเกษตรต่อไป แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้เพราะขายไม่ได้ หลายคนจึงจำเป็นต้องละทิ้งการเกษตร และหันไปพึ่งรายได้จากเหมืองแทน

เมื่อแรงงานจากทั่วเมียนมาอพยพเข้ามาจำนวนมาก ภูเขาที่เคยเงียบสงบกลายเป็นพื้นที่หนาแน่น บางคนเปิดร้านเบียร์ ร้านเหล้า หรือกิจการเล็กๆ เพื่อรองรับแรงงานเหมือง เศรษฐกิจจึงเปลี่ยนจากเกษตรเพื่อยังชีพ สู่เศรษฐกิจบริการที่ผูกติดกับเหมือง

แต่ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่เรื่องปากท้อง เซง ลี ชี้ว่า ปัญหาความสัมพันธ์และครอบครัวเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย คนงานจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงท้องถิ่นโดยไม่จดทะเบียนสมรส เมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์ คนงานกลับย้ายออกจากพื้นที่ ทิ้งให้เลี้ยงลูกตามลำพัง

ในระดับครอบครัว การทำไร่หมุนเวียนที่เคยทำร่วมกันกลายเป็นเรื่องทำไม่ได้ รายได้จากเหมืองกลายเป็นทางเลือกเดียว และหลายกรณีสามีภรรยาไม่สามารถทำงานเหมืองเดียวกันได้ ต้องแยกย้ายไปคนละพื้นที่ เกิดความตึงเครียดตามมา

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คือปัญหาสังคมในระดับชุมชน ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับเหมือง” เซง ลี กล่าว

การเข้ามาของเหมืองแดนมังกร: ทรัพยากร ภูมิศาสตร์ และอำนาจนอกระบบรัฐ

รัฐคะฉิ่นไม่ใช่พื้นที่ที่จีน ‘บังเอิญ’ เลือกเข้ามาทำเหมือง หากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทุกเงื่อนไขลงล็อก ทั้งทรัพยากร ภูมิศาสตร์ และอำนาจนอกระบบรัฐ

รัฐคะฉิ่นติดชายแดนจีน อยู่ใกล้มณฑลยูนนานที่ทำเหมืองแรร์เอิร์ธมานาน ความใกล้ชิดนี้ทำให้การขนส่งแร่ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการไหลของทุนข้ามพรมแดนเกิดขึ้นได้สะดวก

หากไล่ช่วงเวลา การทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นเริ่มตั้งแต่ราวปี 2010 ในพื้นที่ใต้การควบคุมของ Kachin Independence Organization (KIO) หรือ องค์กรเอกราชคะฉิ่นกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่มีอำนาจในพื้นที่ชายแดนเมียนมาติดประเทศจีน กิจกรรมเหมืองระยะแรกจึงเกิดขึ้นในพื้นที่นอกการกำกับของรัฐส่วนกลางเมียนมา

ต่อมาในปี 2014 เหมืองขยายไปยังพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF กองกำลังติดอาวุธบริเวณชายแดนที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐเมียนมา) 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มปราบปรามเหมืองแรร์เอิร์ธภายในประเทศ โดยเฉพาะในยูนนาน เหมืองจำนวนมากถูกสั่งปิด แต่ความต้องการของโลกไม่ลดลง ตรงกันข้าม การ ‘ปราบ’ ในประเทศกลับผลักเหมืองข้ามพรมแดน และรัฐคะฉิ่นกลายเป็นปลายทางใหม่

หลังรัฐประหารในเมียนมา สงครามยิ่งเปิดทางให้เหมืองขยายตัวแบบไร้ขอบเขต

จากงานวิจัยของ Shan Foundation พบว่า ปัจจุบันรัฐคะฉิ่นมีบ่อชะล้างแร่แรร์เอิร์ธมากกว่า 5,000 บ่อ และเหมืองอย่างน้อย 400 แห่ง กินพื้นที่รวมกันขนาดใหญ่เกือบสองเท่าของประเทศสิงคโปร์ ภูมิประเทศที่เคยเป็นป่า ภูเขา และแหล่งต้นน้ำ ถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่สกัดทรัพยากรเพื่อป้อนอุตสาหกรรมโลก โดยที่ต้นทุนตกอยู่กับชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม

แรร์เอิร์ธกับ ‘โครงการสร้างชาติ’ และอำนาจที่กำหนดว่าใครมีสิทธิ์คัดค้าน

คำถามว่าเหตุใดคนจำนวนหนึ่งในรัฐคะฉิ่นจึงไม่ต่อต้านเหมืองอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องขาวดำ เพราะมันฝังอยู่ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ โครงการสร้างชาติ และเงื่อนไขการดำรงชีวิตของคนชายขอบ

สำหรับบางส่วน การทำเหมืองถูกเชื่อมโยงกับ ‘โครงการสร้างชาติ’ ของรัฐคะฉิ่นเอง เมื่อเหมืองถูกอธิบายว่าเป็นหนทางสร้างความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจและการปกครองตนเอง การตั้งคำถามจึงไม่ง่าย

“เมื่อเหมืองถูกเชื่อมโยงกับโครงการสร้างชาติ คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกที่จะยอมรับ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต่อต้าน” เซง ลีอธิบาย บางคนรู้ผลกระทบ แต่การพูดออกมาอาจถูกมองว่าเป็นการตั้งคำถามต่อโครงการสร้างชาติไปด้วย

ขณะเดียวกัน ‘รูปแบบอำนาจ’ เป็นตัวกำหนดว่าที่ดินจะถูกเอาไปอย่างไร และคนจะมีสิทธิคัดค้านมากแค่ไหน

ในพื้นที่ของ KIO ระยะแรกยังมีการเจรจากับชุมชน แม้ไม่เท่าเทียมแต่ยังพอมีพื้นที่พูดคุย ต่างจากพื้นที่ของ BGF ที่การเข้าถึงที่ดินเกิดผ่านกำลังโดยตรง

“ในพื้นที่ของ BGF เขายึดที่ดินของชาวบ้านด้วยกำลัง… ถ้าคุณออกมาประท้วง คุณจะถูกจับ เข้าคุก ถูกทรมาน หรืออาจเกิดอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น นี่คือเหตุผลที่ไม่มีใครกล้าออกมา” เซง ลี กล่าว

ภายใต้ความกลัว ชาวบ้านจำนวนมากยอมรับเงินชดเชยแม้รู้ว่าไม่เป็นธรรม สถานการณ์ดำเนินมาจนถึงปี 2017 ที่พื้นที่เหมืองกลับมาอยู่กับ KIO จากนั้นเมื่อเหมืองเริ่มถูกจับตา กลุ่มผู้มีอำนาจปรับจากการใช้กำลังมาเป็นการ ‘เจรจาซื้อที่ดิน’ ในราคาสูงขึ้นให้ดูเหมือนข้อตกลง

“ตั้งแต่ปี 2017 พวกเขาเปลี่ยนวิธี… มาเสนอราคาซื้อสูงมาก เพื่อให้ดูเหมือนเป็นข้อตกลงมากกว่าการบังคับ” เซง ลีอธิบายถึงยุทธศาสตร์การครอบครองพื้นที่ของกลุ่มทุนและชนชั้นนำในคะฉิ่น 

แต่ความรุนแรงไม่ได้หายไป สิทธิในการประท้วงยังขึ้นอยู่กับว่าใครคุมพื้นที่

เชน (นามสมมติ)  ได้ยกตัวอย่างพื้นที่ฮุมบาบา (ภายใต้ KIO) ชาวบ้านออกมาต่อต้านเหมืองอย่างชัดเจน เพราะมี ‘ความทรงจำจากบาดแผลเก่า’ ปี 2011 เคยมีเหมืองถ่านหินเข้ามาพร้อมคำสัญญาเรื่องการพัฒนา แต่เมื่อเหมืองปิด เหลือไว้เพียงมลพิษและผลกระทบสุขภาพ  

“หลังจากเหมืองถ่านหินจบลง ชาวบ้านไม่ได้อะไรเลย นอกจากมลพิษ…” เชน กล่าว

เมื่อเหมืองแรร์เอิร์ธจะเข้ามาในหุบเขาเดิม ความหวาดระแวงเกิดขึ้นทันที หลายชุมชนพยายามต้าน จนท้ายที่สุดเมื่อแรงต้านมากพอและมีเครือข่ายศาสนา-ภาคประชาสังคมหนุน KIO ต้องยุติเหมืองในพื้นที่ที่ชาวบ้านไม่ยอมรับ

และแม้บางพื้นที่ ‘ยอมรับ’ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่รู้ผลกระทบ หากแต่ความยากจน ความขัดแย้ง และการพลัดถิ่นบีบให้ทางเลือกแคบลง โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDP) มายาวนานนับตั้งแต่การสู้รบปะทุในปี 2011 

“สำหรับบางชุมชน เหมืองไม่ใช่เรื่องของการเลือกหรือไม่เลือก แต่มันคือทางรอดเดียวที่พวกเขามองเห็น” เชน กล่าว

ชีวิตในเหมือง: งานเสี่ยงคือของแรงงานท้องถิ่น แต่ตำแหน่งบนคือของจีน

ภาพจาก Kachinland Research Centre คนงานชาวเมียนมาเติมสารเคมีลงในบ่อ

เมื่อคนไม่มีที่ดิน เหมืองกลายเป็น ‘งาน’ แต่ในเหมืองเดียวกัน คนงานถูกแบ่งชั้นด้วยสัญชาติและชนชั้นอย่างชัดเจน

เซง ลี และเชน เล่าว่า ตำแหน่งระดับบนตั้งแต่ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงฝ่ายบริหารถูกสงวนไว้สำหรับชาวจีน ขณะที่แรงงานพื้นฐานเกือบทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา ต้องลากถุงสารเคมี กวนและกวาดตะกอนแร่ โดยมีเครื่องป้องกันเพียงถุงมือยางและรองเท้ายาง

คนงานจำนวนมากบ่นถึงอาการไอ ชา ปัญหาผิวหนัง และปัญหาเกี่ยวกับไต ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ทราบกันดีจากสารเคมีผสมที่ใช้ในเหมือง

Global Witness ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ภรรยาและแม่ของคนงานเหมืองสองคนที่เสียชีวิต  หลังถูกปล่อยตัวออกจากที่ทำงาน ทั้งคู่มีอาการรุนแรงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร รวมถึงอวัยวะภายในแตกและมีของเหลวสะสมในช่องท้อง ครอบครัวมั่นใจว่าเกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารเคมี แม้ไม่มีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ

“อวัยวะภายในของเขาเน่าเปื่อยหมดแล้ว… ถ้าพวกเขาอธิบายเกี่ยวกับความเสี่ยง ที่จะต้องเจอนี้  ใครจะอยากไปทำงานที่นั่นกันล่ะ?”

สิ่งที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่สุดคือ ‘กำแพงค่าจ้าง’

“คนท้องถิ่นได้ค่าแรงต่ำกว่า 3,000 หยวน (13,000 บาท) ขณะที่แรงงานจีนเริ่มต้นที่ 8,000 หยวน (35,000 บาท) ต่อเดือน”  

เซง ลี อธิบายถึงรูปแบบจ้างงานยังไม่มั่นคง แรงงานท้องถิ่นมักถูกจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการ หากเจ็บป่วยทำงานไม่ได้ รายได้เป็นศูนย์ทันที และระบบจ่ายเงินที่ทอดเวลาออกไปทุก 2–3 เดือนกลายเป็นช่องให้เอาเปรียบ 

“บางแห่งไม่จ่ายค่าแรง บีบให้คนงานโกรธจนต้องลาออกไปเอง เพื่อที่นายจ้างจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินที่ค้างอยู่” เซง ลี กล่าว

สำหรับแรงงานหญิง สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย พวกเธอเผชิญความเสี่ยงคุกคามทางเพศ และมักจบด้วยความไม่ยุติธรรม

“มีกรณีคุกคามทางเพศเกิดขึ้นมากมาย ถ้าผู้หญิงคนไหนไม่ยอมสยบหรือมีสัมพันธ์ด้วย พวกเธอก็จะถูกไล่ออกโดยไม่มีเหตุผล” เซง ลี กล่าว

จากตอนเหนือของเมียนมา ส่งสารถึงตอนเหนือของไทย

สารเคมีพิษเหล่านี้กำลังซึมลงสู่ลำธารที่ชาวบ้านเคยหาปลาและตักน้ำดื่ม ข้อมูลการเก็บตัวอย่างน้ำล่าสุดที่ Global Witness รายงานพบว่าลำธารหลายแห่งในเขตคะฉิ่นที่มีเหมืองแร่เกิดขึ้นมีความเป็นกรดสูง และมีสารหนูในระดับสูง

จุดสำคัญคือ พื้นที่เหมืองเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ตั้งอยู่บน ‘ต้นน้ำของแม่น้ำอิระวดี’ แม่น้ำที่ยาวที่สุดของเมียนมา หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้าน อิระวดีเกิดจากแม่น้ำหลักสองสายทางเหนือคือ มะยี่คา (Maykha) และมะลี่คา (Malikha) โดยเหมืองจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในลุ่มน้ำของแม่น้ำมะยี่คา ซึ่งไหลลงสู่อิระวดีโดยตรง หมายความว่า เมื่อการปนเปื้อนเกิดขึ้นที่ต้นน้ำ ผลกระทบสามารถไหลลงไปสู่ผู้คนมหาศาลได้

แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์หนักขึ้นคือ ‘ข้อจำกัดในการตรวจสอบ’ ภายในเมียนมาเอง เซง ลีอธิบายว่า ประเทศอยู่ในภาวะโกลาหล ภาคประชาสังคมถูกกดดันจากทั้งกลุ่มติดอาวุธและกองทัพ ทำงานไม่อิสระ อีกทั้งขาดเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยากจะสร้างความตระหนักรู้ เพราะไม่มีระบบตรวจวัดที่ชัดพอจะยืนยันและอัปเดตข้อเท็จจริงได้

ในวันที่ 27 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา สำนักข่าวท้องถิ่นคะฉิ่นรายงานว่า Kachin Independence Organization (KIO) ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทจีนให้เดินหน้าขุดแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่ชิปวีและปางวาภายใต้การควบคุมของตน โดยจะใช้วิธีการขุดที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีการตรวจสอบพื้นที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า 

อย่างไรก็ตาม เสียงจากคนงานในพื้นที่ชี้ว่าการปฏิบัติจริงยังคงมีการถางภูเขา ทดสอบดิน และขยายแปลงขุดต่อไป ขณะที่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

ท่ามกลางบริบทที่รายได้จากแร่ถูกระบุว่าจะนำไปใช้พัฒนาชุมชน และแร่ทั้งหมดที่ขุดได้ยังคงถูกส่งออกไปจีน สถานการณ์นี้สะท้อนความพยายามของ KIO ในการสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากทรัพยากรกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่ยังเต็มไปด้วยคำถามเรื่องการกำกับดูแลและผลกระทบจริงในพื้นที่

“พื้นที่นั้นไม่สามารถปลูกอะไรได้อีก… มันไม่ใช่แค่พื้นที่หนึ่งถูกทำลาย แต่เหมือนทั้งภูมิภาคถูกทำลายไปพร้อมกัน” 

การฟื้นฟูที่ดินที่ถูกทำลายจากเหมืองแรร์เอิร์ธ กระบวนการฉีดสารละลายลงใต้ดินผ่านหลุมจำนวนมากไม่ได้ทำลายเพียงหน้าดิน แต่ซึมลึกไปปนเปื้อนน้ำใต้ดินด้วย

แม้ในเอกสารจะมีข้อกำหนดให้บริษัทต้องรับผิดชอบฟื้นฟู สัญญาระบุชัดว่าต้องปรับปรุงหรือฟื้นฟูที่ดินหลังทำเหมืองเสร็จ แต่ในความเป็นจริง เซง ลี ชี้ว่า บริษัทจีนแทบไม่ปฏิบัติตาม พวกเขาทิ้งเหมืองไว้เบื้องหลัง แล้วย้ายไปเปิดใหม่ที่อื่น วนซ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ ‘บริษัทเหมือง’ แต่คือความล้มเหลวในการบังคับใช้กติกา การไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อการฟื้นฟู คือจุดที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงและยืดเยื้อ และภาระทั้งหมดตกกับชุมชนที่ต้องอยู่กับผืนดินและแหล่งน้ำที่ไม่อาจฟื้นคืนได้

เซง ลี เล่าว่า สิ่งที่เห็นจากประเทศไทยทำให้รู้สึก ‘อิจฉาในทางดี’ หลังสังเกตการณ์แม่น้ำกกที่เชียงราย และเห็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งที่ดี มีเครื่องมือเฝ้าระวังและอัปเดตข้อมูลได้ต่อเนื่องจนบันทึกสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้ แต่ในรัฐคะฉิ่นกลับไม่มีสิ่งนั้น งานสิ่งแวดล้อมยังต้องทำแบบลับๆ เพราะหากเปิดเผยมากเกินไปก็เสี่ยงถูกจับกุม ถูกทรมาน หรือถึงขั้นถูกทรมานจนตายได้ตลอดเวลา

“มันเป็นความท้าทายใหญ่มากสำหรับเรา”

ท้ายที่สุด เซง ลี ฝากคำเตือนถึงไทยในจังหวะที่การทำ MOU แรร์เอิร์ธถูกพูดถึงมากขึ้น

“การทำเหมืองเป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก รัฐบาลไทยต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ มิฉะนั้น อาจส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง”

เพราะผลกระทบของเหมืองไม่ได้สิ้นสุดเมื่อการขุดแร่ยุติลง รัฐคะฉิ่นและภาคเหนือไทยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เมื่อที่ดินปนเปื้อนสารพิษแล้ว การกลับไปปลูกข้าวหรือทำเกษตรแทบเป็นไปไม่ได้

“มันไม่ใช่แค่การสูญเสียรายได้ชั่วคราว แต่คือการสูญเสียพื้นที่ทำกินไปตลอดกาล”

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

101 ทางมรณะ เมื่อเถ้าลอยกำลังฆ่าคนน่าน จากหงสาถึงลำปางใต้เงาทุนไทย

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว อุบัติเหตุรถบรรทุกพลิกคว่ำบนถนนสาย 101 เมื่อวันที่ 29...

หากความเชื่อมั่นพัง การเลือกตั้งจะเหลืออะไร? อ่านข้อผิดพลาดของ กกต. กับ 2 นักวิชาการเชียงใหม่ บนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ ‘นับคะแนนใหม่’

แม้คืนเลือกตั้งผ่านพ้นไป แต่ความคลางแคลงใจยังไม่จบสิ้น ตัวเลขคะแนนที่ไม่สอดคล้อง เสียงเรียกร้อง #นับใหม่ทั้งประเทศ และข้อกังขาต่อกระบวนการรายงานผล กลายเป็นภาพคุ้นตาของคนไทยในช่วงเวลาอันสั้น ทว่าภาพจำเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซ้ำแล้วยังอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย จากการรวบรวม...

เครือข่ายคณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ปมเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ชี้ขาด ‘สุจริตเที่ยงธรรม’

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ...

คพ.เผยผลตรวจน้ำครั้งที่ 15 ‘กก–สาย’ ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานบางจุด เตือนเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

14 กุมภาพันธ์ 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินและตะกอนดินในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ ครั้งที่ 15 ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่...