ภาพ: มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF)
16 มีนาคม 2569 ศาลแรงงานภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ นัดฟังคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน ในคดีที่สำนักงานประกันสังคม คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา หลังจากก่อนหน้านี้ศาลแรงงานและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ทายาทแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน มีสิทธิได้รับเงินทดแทน
ศาลฎีกามีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ฎีกา และยกคำร้องทั้งหมด รวมถึงคำขอทุเลาการบังคับคดี โดยให้เหตุผลว่า ประเด็นในคดีไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ควรวินิจฉัย และไม่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อย อีกทั้งแนววินิจฉัยในคดีลักษณะนี้มีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่แล้ว
คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นที่สุด ทำให้ทายาทของแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กรณีเสียชีวิตจากการทำงาน
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2563 แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาซึ่งทำงานก่อสร้างในจังหวัดเชียงใหม่ ประสบอุบัติเหตุระหว่างทำงานและเสียชีวิต ต่อมาทายาทได้ยื่นขอรับเงินทดแทน แต่ถูกสำนักงานประกันสังคมปฏิเสธ โดยให้เหตุผลเรื่องการขึ้นทะเบียนลูกจ้างและการนำส่งเงินสมทบ
ทายาทจึงยื่นอุทธรณ์และฟ้องคดีต่อศาลแรงงานภาค 5 ซึ่งมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายเงินเยียวยา ก่อนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะยืนตามคำพิพากษา และนำมาสู่คำสั่งของศาลฎีกาที่ไม่รับฎีกาในครั้งนี้
อ่องจิ่ง ภรรยาของแรงงานผู้เสียชีวิต ระบุว่า คำสั่งศาลครั้งนี้เป็นความเป็นธรรมที่ครอบครัวรอคอย หลังต่อสู้คดีมานานกว่า 5 ปี โดยสามีของเธอซึ่งทำงานก่อสร้างเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2563 แต่ไม่ได้รับการเยียวยาจากกองทุนเงินทดแทน ทำให้ครอบครัวเผชิญความยากลำบาก พร้อมย้ำว่าแรงงานทุกคนควรได้รับความคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน
ด้าน ปสุตา ชื่นขจร ทนายความผู้ทำคดี ระบุว่า หลักการในคดีสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดระบบคุ้มครองและเยียวยาลูกจ้างจากอุบัติเหตุในการทำงานโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ขณะที่ สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความด้านสิทธิแรงงาน อธิบายว่า แนวคำพิพากษายืนยันหลักสำคัญว่า การพิจารณาสิทธิในกองทุนเงินทดแทนต้องยึดข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง ไม่ใช่รูปแบบสัญญา กล่าวคือ หากมีการทำงานและจ่ายค่าจ้างจริง ย่อมเกิดสิทธิในการเข้าถึงเงินทดแทนทันที
การวางบรรทัดฐานดังกล่าวจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่คุ้มครองแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวคำพิพากษาไปปรับใช้ และสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพื่อให้แรงงานเข้าถึงสิทธิในกองทุนเงินทดแทนได้อย่างแท้จริง

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) ระบุว่า คดีนี้ไม่เพียงเป็นการทวงคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ที่ยังเข้าไม่ถึงการเยียวยา จากแนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมที่ขาดความเข้าใจหลัก ‘ไม่เลือกปฏิบัติ’ และยังมีการตีความหรือออกแนวปฏิบัติที่ขัดกับบรรทัดฐานคำพิพากษาศาล ส่งผลให้แรงงานบางส่วนถูกปฏิเสธสิทธิ
องค์กรยังยกตัวอย่างกรณีแรงงานเสียชีวิตจากเหตุอาคารถล่มปี 2568 ที่ทายาทยังไม่ได้รับเงินทดแทน จากปัญหาการตรวจสอบความเป็นนายจ้าง พร้อมชี้ว่า ปัญหาดังกล่าวเชื่อมโยงกับโครงสร้างคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่มาจากการสรรหา ซึ่งยังไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง และเสนอให้เร่งปฏิรูปเป็นระบบเลือกตั้ง เพื่อให้กลไกคุ้มครองแรงงานเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและไม่เลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าว ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในการยืนยันสิทธิของแรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงการเยียวยาจากอุบัติเหตุในการทำงานภายใต้กฎหมายไทยอย่างเท่าเทียมกับแรงงานทุกคน
