
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายป่าอนุรักษ์ในภาคเหนือ เตรียมเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขกฎหมายในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยเครือข่ายสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ระบุว่า เวทีดังกล่าวเป็น ‘จุดสำคัญ’ ในการสะท้อนปัญหาและผลักดันการรับรองสิทธิชุมชน
เวทีนี้จัดขึ้นโดยคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกวิพากษ์ว่าออกในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ
พชร คำชำนาญ อนุกรรมการในสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า กฎหมายทั้งสองฉบับส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ทั้งในรูปของการสูญเสียที่ดินทำกิน การจำกัดการใช้ทรัพยากร และการดำเนินคดีต่อชาวบ้าน
“ปัญหาไม่ได้อยู่แค่กฎหมายลำดับรอง แต่ตัวพระราชบัญญัติมีปัญหาในระดับหลักการ เพราะไปจำกัดสิทธิของประชาชน”

พชรเสริมว่า แม้จะมีการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในปี 2567 แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้
ข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า มีชุมชน 4,042 แห่งทั่วประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าอนุรักษ์ คิดเป็นประชากรกว่า 314,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4.27 ล้านไร่
นอกจากนี้ ยังมีแผนประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 23 แห่ง ซึ่งอาจทำให้มีพื้นที่ทับซ้อนเพิ่มขึ้น
การจัดเวทีในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงครบรอบ 1 ปีของการชุมนุมใหญ่ของเครือข่าย สชป. และ สกน. ในปี 2568 ซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะอนุกรรมการชุดปัจจุบัน และการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค
พชรระบุว่า ข้อเสนอจากเวทีจะถูกรวบรวมและส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน
“นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจะถูกบันทึกและส่งไปถึงผู้กำหนดนโยบาย”
แม้ปัจจุบันจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 แต่เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่ายังมีความขัดแย้งกับกฎหมายป่าอนุรักษ์ ซึ่งทำให้สิทธิของชุมชนยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
