ภาคี ‘เชียงใหม่มหานคร’ วิ่งแห่หมื่นชื่อรอรัฐบาลใหม่ ดันกระจายอำนาจ-ประชามติเขียนรัฐธรรมนูญ

Date:

เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว

18 มกราคม 2569 เวลา 06.00 น. ภาคีเครือข่ายรณรงค์เชียงใหม่มหานครร่วมกับชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรม ‘เดิน-วิ่งเพื่อเชียงใหม่มหานคร’ ระยะ 5 กิโลเมตร เริ่มต้นและสิ้นสุดบริเวณมูลนิธิสถาบันครูบาเจ้าศรีวิชัย เชิงดอยสุเทพ โดยกิจกรรมนครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อผลักดันร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร (เชียงใหม่จัดการตนเอง) ซึ่งเครือข่ายระบุว่าสะสมรายชื่อประชาชนได้ครบ 10,000 รายชื่อแล้ว รวมไปถึงการรณรงค์ผลักดันให้มีการกา ‘เห็นชอบ’ ในประชามติสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ภายหลังการวิ่งเสร็จ เครือข่ายได้จัดวงเสวนาในหัวข้อ ‘เชียงใหม่มหานครพร้อมหรือยัง?’ โดยมีวิทยากรจากทั้งภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และฝ่ายการเมือง ได้แก่ ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการด้านการกระจายอำนาจ, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการอิสระ ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่, ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่, สุรีรัตน์ ตรีมรรคา สมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่, เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู อดีต สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาชน, ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หนึ่งใน สว. ประชาชน และ ศ.เกียรติคุณ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากร่างปี 2556 สู่เลือกตั้งผู้ว่าฯ จำลอง ปี 2565 จุดตั้งต้น ‘เชียงใหม่มหานคร’ รอบสอง

ชำนาญ จันทร์เรือง เล่าถึงที่มาของการผลักดันเชียงใหม่มหานครว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีประวัติการทำงานต่อเนื่องยาวนาน โดยย้อนกลับไปถึงปี 2556 ที่เครือข่ายภาคประชาชนร่วมกันจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกว่า 40 เวที ครอบคลุม 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ และสามารถรวบรวมรายชื่อประชาชนได้เกือบ 20,000 รายชื่อ เพื่อนำเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคม 2556

อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงจากการยุบสภาในช่วงปลายปีเดียวกัน และต่อเนื่องด้วยรัฐประหารปี 2557 ทำให้ร่างกฎหมายตกไปตามกลไกทางการเมือง แม้จะมีฐานการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากก็ตาม

ชำนาญอธิบายว่า หลังจากนั้นการรณรงค์เรื่องเชียงใหม่มหานครเงียบหายไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในปี 2565 จากการจัดกิจกรรมเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จำลอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการรณรงค์รอบที่สอง กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดผลทางกฎหมายโดยตรง แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่จึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง และใช้กระบวนการเลือกตั้งจำลองเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองกับประชาชน

ชำนาญระบุว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ จำลองในปี 2565 ทำให้ประเด็นเชียงใหม่มหานครกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณะอีกครั้ง และนำไปสู่การรื้อฟื้นร่างกฎหมายเดิม มาปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนจะเริ่มกระบวนการรวบรวมรายชื่อประชาชนรอบใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เลือกผู้ว่าฯ คือคำตอบของเมืองเชียงใหม่-เผยกระจายอำนาจไม่ใช่แค่นโยบายตอนหาเสียง

ธเนศวร์ เจริญเมือง เริ่มจากการวางรากประวัติศาสตร์ ของแนวคิดเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ย้อนไปถึงปี 2518 ที่มี ไกรสร ตันติพงศ์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอประเด็นนี้เป็นครั้งแรกในสภาแต่เรื่องดังกล่าวก็เงียบไปหลังได้เป็นรัฐบาล ธเนศวร์เล่าว่าตนได้รณรงค์เรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดอย่างจริงจังหลังเรียนจบและกลับเชียงใหม่ในช่วงปี 2534 และย้ำว่าจนถึงวันนี้ผ่านมาราว 35 ปีแล้ว

ในมุมของธเนศวร์ จังหวัดเชียงใหม่กำลังเดินไปสู่สภาพเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ ทั้งรถติด อาคารหนาแน่น และความกดดันจากการท่องเที่ยว แต่เชียงใหม่มีข้อจำกัดเชิงภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมที่หนักกว่า เพราะเป็นเมืองในแอ่งล้อมดอย เมื่อเกิดปัญหาหมอกควันก็ระบายออกยาก อีกทั้งความเสี่ยงน้ำหลากจากการจัดการป่าต้นน้ำที่ไม่ดี ทำให้คนเชียงใหม่ไม่สามารถหนีปัญหา ได้เหมือนบางเมืองที่มีทางเลือกมากกว่า

ธเนศวร์ยังชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดในเมือง เช่น การไหลเข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์ของคนมีทุนจากเมืองใหญ่ จนทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพกดทับคนพื้นที่มากขึ้น พร้อมทั้งโยงกลับไปสู่คำถามใหญ่ว่า เมื่อเชียงใหม่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่การตัดสินใจสำคัญยังอยู่ในมือส่วนกลาง การได้เลือกผู้ว่าฯ และการกระจายอำนาจจึงไม่ใช่ประเด็นเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นเงื่อนไขของการจัดการเมืองให้ทันปัญหา

ในส่วนการเมืองระดับชาติ ธเนศวร์วิจารณ์ว่าพรรคการเมืองจำนวนมากมักพูดเรื่องกระจายอำนาจอย่างจริงจังในช่วงหาเสียง ทั้งที่มีเวลาอีกหลายปีจะผลักดันให้เป็นวาระสาธารณะมาก่อน เขามองว่าสาเหตุที่ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพราะมีพรรคการเมืองหนึ่งที่ทำให้สังคมหันมาถกเถียงเป็นเรื่องเป็นราว แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการใช้กลไกทางการเมืองลงโทษฝ่ายที่เป็นความหวังของประชาชน ในขณะที่ผู้มีส่วนทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างการฉีกรัฐธรรมนูญกลับไม่ต้องรับผิดชอบ

“ช่วงหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรคออกมาพูดเรื่องการกระจายอำนาจ ทั้งๆ มีเวลาการพูดเรื่องนี้หลายปี แต่กลับพูดแค่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะมีพรรคการเมืองที่เป็นความหวังของเราออกมาพูดแต่กลับโดนตัดสิทธ์ทางการเมือง ทั้งๆ ที่คนฉีกรัฐธรรมนูญบ่โดนหยังซักอย่าง ลอยหน้าลอยตาอย่างวอก”

ปัญหาพื้นที่ป่า–อุตสาหกรรมเกษตร–ฝุ่นควัน คือผลพวงรัฐรวมศูนย์ – สภาพลเมืองคู่ผู้ว่าฯ เลือกตั้งแก้ปัญผูกอำนาจ

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ พูดจากประสบการณ์ทำงานภาคประชาสังคมยาวนาน โดยชี้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของเชียงใหม่และภาคเหนือมีรากปัญหารากเดียวกันคือการรวมศูนย์อำนาจและการตัดสินใจแบบสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้พื้นที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางการจัดการทรัพยากรและชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

ในประเด็น ป่าและที่ดิน ชัชวาลย์ชี้ว่ากฎหมายและนโยบายป่าจำนวนมากถูกออกแบบจากส่วนกลาง โดยใช้แผนที่และเส้นเขตเป็นตัวตั้ง มากกว่าการมองชีวิตและประวัติการอยู่อาศัยของชุมชน ส่งผลให้ชุมชนจำนวนมากกลายเป็นผู้บุกรุกบนพื้นที่ที่ตนเอง และเมื่ออำนาจการจัดการป่าถูกผูกไว้กับอธิบดีหรือหน่วยงานส่วนกลางเพียงไม่กี่แห่ง จังหวัดและชุมชนก็แทบไม่มีอำนาจต่อรอง

เขาเชื่อมโยงต่อไปยัง อุตสาหกรรมเกษตร โดยอธิบายว่ารัฐรวมศูนย์เปิดทางให้บริษัทเกษตรขนาดใหญ่มีอำนาจกำหนดทิศทางการผลิต ขณะที่เกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับความเสี่ยง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม หนี้สิน และสุขภาพ แต่กลับไม่มีอำนาจกำหนดนโยบายหรือกติกาที่กระทบชีวิตตนเอง

สำหรับปัญหา ฝุ่นควันและไฟป่า ชัชวาลย์ระบุว่าเป็นตัวอย่างชัดของความล้มเหลวแบบ Top-Down หลายพื้นที่พยายามจัดการร่วมกันระหว่างชุมชน องค์กรท้องถิ่น และภาคประชาชน แต่เมื่อคำสั่งจากส่วนกลางลงมาแบบสั่งห้าม อย่างมาตรการห้ามเผาของอนุทินโดยไม่ดูบริบทพื้นที่ แผนที่ทำไว้ก็พังทันที และกลายเป็นการผลักภาระความผิดให้ชาวบ้าน ทั้งที่โครงสร้างการจัดการไม่เปิดพื้นที่ให้คนในพื้นที่มีอำนาจตัดสินใจ

จากปัญหาทั้งสามด้าน ชัชวาลย์สรุปว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีโครงสร้างตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่กัน เขาจึงเสนอให้ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (ผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง) ต้องเดินไปพร้อมกับ ประชาธิปไตยทางตรง ผ่านกลไกอย่างสภาพลเมือง เพื่อให้ประชาชนสามารถร่วมกำหนดทิศทาง นโยบาย และตรวจสอบการใช้อำนาจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วอำนาจกลับไปกระจุกอยู่ที่คนไม่กี่คน

‘สภา(พลเมือง)ทำได้จริง’ ถ้าเปิดพื้นที่ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเคลื่อนนโยบาย

สุรีรัตน์ ตรีมรรคา เสริมในมุมคนทำงานสภาพลเมือง ว่ากลไกแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แนวคิดลอยๆ โดยเธอย้ำตั้งต้นว่า สภา(พลเมือง)เนี่ย มันทำได้ ถ้าจะทำ และชี้ว่าสภาลักษณะนี้คือ พื้นที่ของภาคประชาชนที่ตื่นตัวและอยากมีส่วนร่วม ทั้งการเสนอความคิดเห็น ถกเถียง แลกเปลี่ยน และกำหนดทิศทางเมือง

เธอเล่าว่าประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา สภาพลเมืองไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมาก หากมีกองเลขานุการ ที่อาสาสมัครเข้ามาช่วยงานเป็นแกนจัดกระบวนการ แต่หัวใจคือการออกแบบให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้จริง โดยย้ำว่า

“เวลาเปิดประชุมสภาพลเมืองเนี่ย ต้องสร้างโอกาสให้ทุกคนทุกภาคส่วน และต้องไม่ทำให้สภากลายเป็นเวทีปะทะกันอย่างเดียว”

ในอีกด้าน สุรีรัตน์ย้ำว่าสภาพลเมือง ควรมีผู้เล่นสำคัญครบวงจร โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐและภาควิชาการเข้ามาร่วม เนื่องจากการตัดสินใจหรือออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายต้องใช้ทั้งข้อมูล ความรู้และอำนาจทางปกครอง เธอมองว่าการทำงานลักษณะนี้ ทำมาได้ผล และก่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง จนแตกแขนงออกไปเป็นแพลตฟอร์ม สภาประเด็นต่างๆ ในเชียงใหม่ เช่น สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาสิทธิแห่งการเดินทาง สภาอาหารสุขภาพ หรือกลุ่มทำงานด้านมรดกโลก ซึ่งใช้รูปแบบการรวมคนที่สนใจประเด็นเดียวกันมาขับเคลื่อนร่วมกัน

สุรีรัตน์ยังชี้ให้เห็นตัวอย่างเชิงรูปธรรมว่าเชียงใหม่มีความพร้อม บางด้านอยู่แล้ว เช่น ภารกิจด้านสุขภาพระดับปฐมภูมิที่มีการถ่ายโอนไปยัง อบจ. ซึ่งสะท้อนว่าท้องถิ่นมีศักยภาพในการบริหารจัดการได้จริง และถ้าออกแบบให้ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะเป็นบริการสาธารณะที่ยึดโยงกับคนพื้นที่ได้มากกว่าเดิม ก่อนปิดท้ายด้วยความหวังว่าไม่ว่าการเมืองระดับชาติจะเป็นอย่างไร กลไกประชาชนในพื้นที่ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้จริง แม้อาจต้องใช้เวลาและการสะสมพลังต่อเนื่อง

เลิก ‘ตัดเสื้อโหล’ จากส่วนกลาง เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดคือเงื่อนไขให้การกระจายอำนาจเกิดจริง

เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เสริมในฐานะฝ่ายการเมืองในสภาว่า ปัญหาการบริหารประเทศที่สะสมมายาวนานคือการใช้นโยบายแบบเดียวครอบทุกพื้นที่ ทั้งที่บริบทของแต่ละจังหวัดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอชี้ว่าการตัดสินใจจากส่วนกลาง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณและโครงสร้างคมนาคม ทำให้หัวเมืองอย่างเชียงใหม่ไม่สามารถออกแบบระบบบริการสาธารณะให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่ได้

เธอยกตัวอย่างว่าหลายปัญหาในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะ หรือการจัดการเมือง ล้วนต้องการการตัดสินใจที่ยืดหยุ่นและเข้าใจบริบทพื้นที่ แต่กลับถูกผูกไว้กับกติกาและอำนาจอนุมัติจากส่วนกลาง ส่งผลให้การแก้ปัญหาล่าช้าและไม่ตรงจุด เพชรรัตน์จึงมองว่าการกระจายอำนาจไม่ควรถูกทำเป็นโครงการทดลองหรือเลือกเฉพาะบางจังหวัดที่ถูกมองว่าพร้อม

ในมุมของเธอ คำถามว่าจังหวัดไหนพร้อมหรือไม่พร้อม เป็นกรอบคิดที่ทำให้การกระจายอำนาจไม่เกิดขึ้นจริง เพราะตราบใดที่อำนาจและทรัพยากรยังไม่ถูกถ่ายโอน จังหวัดก็ไม่มีทางพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจึงควรเกิดขึ้นในทุกจังหวัดพร้อมกัน เพื่อสร้างโครงสร้างการเมืองใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน และทำให้ผู้บริหารจังหวัดต้องรับผิดรับชอบต่อคนในพื้นที่โดยตรง

เพชรรัตน์ยังเชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับการทำงานในสภา โดยระบุว่าการผลักดันเรื่องกระจายอำนาจไม่ใช่แค่คำประกาศเชิงนโยบาย แต่ต้องเดินไปพร้อมกับการแก้กฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อท้องถิ่น พร้อมย้ำว่าหากไม่มีแรงกดดันจากประชาชนในพื้นที่ การกระจายอำนาจก็มีโอกาสถูกลดทอนหรือถูกดึงกลับไปอยู่ที่ส่วนกลางเหมือนที่ผ่านมา

เป็น สว. ไปแก้รัฐธรรมนูญ 60 

ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มประชาสังคมและองค์กรสาธารณประโยชน์ อธิบายเหตุผลหลักที่ตัดสินใจลงสมัคร สว. ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียง สว. เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือราว 67 เสียง ทำให้บทบาทของ สว. เป็นด่านสำคัญ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนที่ต้องการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประหยัดชี้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจรัฐและลดทอนอำนาจประชาชน โดยเฉพาะการลดสิทธิชุมชน ที่เดิมเป็นสิทธิของประชาชน กลับถูกปรับให้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ ที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ในเชิงปฏิบัติ เขาจึงมองว่าการเข้าไปเป็น สว. คือการพยายามเป็นหนึ่งในสาม เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

‘ความไม่พร้อม’ ของการกระจายอำนาจ เงาอดีตของล้านนาที่ตามหลอกหลอนชนชั้นนำไทย 

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ เริ่มจากการชี้ว่าเหตุที่การกระจายอำนาจไม่เกิดเสียที ส่วนหนึ่งเพราะมีช้กรอบคิดว่า ‘ประเทศไทยยังไม่พร้อม’ เป็นข้ออ้างค้ำยันระบบรวมศูนย์ เขาจึงตั้งคำถามย้อนกลับด้วยตัวอย่างเชิงประวัติศาสตร์ว่า หากยึดตรรกะ ‘พร้อมก่อนค่อยเปลี่ยน’ แล้วในยุครัชกาลที่ 5 ประเทศไทย ‘พร้อม’ จะสร้างประเทศแบบรัฐสมัยใหม่จริงหรือไม่ เพื่อชี้ว่า ‘ความพร้อม’ ไม่ใช่เงื่อนไขที่รอให้พร้อมจริงๆ แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างผ่านการเปลี่ยนโครงสร้าง เขาชี้ว่าอำนาจเดิมของไทยคือชนชั้นนำและระบบราชการ โดยมีมหาดไทยที่ยังครองอำนาจและรับใช้โครงสร้างอำนาจนี้สุดลิ่มทิ้มประตูตลอดมา

จากนั้นเขาเสนอภาพศักยภาพของเชียงใหม่ ที่สามารถเป็นฐานของการปกครองท้องถิ่นเข้มแข็งได้ โดยยกประเด็นฐานเศรษฐกิจว่า เชียงใหม่มีการผลิต-ซื้อขาย-บริโภคภายในจังหวัดเองในสัดส่วนราว 40-50% ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้พึ่งส่วนกลางทั้งหมด และยังเชื่อมต่อเศรษฐกิจภายนอกได้ด้วย เขามองว่าถ้าจังหวัดมีอำนาจจัดการมากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นจะแตกดอกออกผล เพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ของคนในพื้นที่ได้จริง

อรรถจักร์ยังพูดถึงพลังทางสังคมของเชียงใหม่ว่า คนเชียงใหม่มีสำนึกร่วมที่เข้มแข็งและมีความ Unique ในฐานะชุมชนการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่ความเป็นศัตรูกับส่วนอื่น แต่เป็นทุนทางสังคมที่สามารถใช้รองรับการจัดการตนเองได้ เขาเสนอแนวคิดอิสระโดยสัมพัทธ์ คือไม่ใช่การหลุดออกจากรัฐไทย แต่เป็นการมีอำนาจกำหนดทิศทางบางด้านด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจและสังคมท้องถิ่นสามารถสร้างโอกาสของตัวเองได้ใหม่

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าอุปสรรคใหญ่คือ เงาอดีตที่หลอกหลอนสังคมไทยมาเนิ่นนาน ทั้งกรอบคิดที่ตีความการพูดถึงล้านนาหรือการปกครองตนเองว่าเป็น ‘การแบ่งแยกดินแดน’ รวมถึงกรอบความมั่นคงจากยุคปราบคอมมิวนิสต์ที่ถูกใช้ควบคุมพื้นที่ชายขอบและทำให้ผู้คน ‘กลัว’ การเปลี่ยนแปลง เงาอดีตเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นตัวคานทางความคิด ทำให้สังคมไม่สามารถเดินหน้าไปสู่การกระจายอำนาจได้เต็มที่ โดยเขาสรุปแก่นของประเด็นนี้ไว้ว่า

“ไม่มีสังคมไหนเดินหน้าไปอย่างงดงามถ้าถูกเงาของอดีตจองจำไว้”

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เลือกตั้งนครสวรรค์: แม้เป็นมังกรก็ไม่อาจครองปฐพี 

นครสวรรค์เป็นจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างที่มีเขตเลือกตั้งเยอะที่สุด แต่ก็มีลักษณะการเลือกตั้งที่ไม่ต่างกับพิษณุโลกมากนัก กล่าวคือ เป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยตระกูลการเมืองมากมาย ที่ต่างหมุนเวียนเข้าอาสาเป็นผู้แทน แต่ก็ยังไม่มีตระกูลใดหรือบ้านใหญ่หลังไหน จะสามารถเถลิงอำนาจเหนือบ้านหลังอื่นได้ การเลือกตั้งนครสวรรค์จึงมีพลวัตที่สังเกตเห็นได้ชัด ตามการเกิดและดับของบ้านใหญ่หลังต่างๆ และถึงแม้แต่ละเขตจะมีบ้านใหญ่ประจำเขตอยู่แล้ว...

‘R∀P CON’ ชวนชาวเชียงใหม่เข้าคูหากาฮิปฮอป เพราะแร็ปไม่ใช่แค่ดนตรี แต่คือพื้นที่ของการการมีส่วนร่วม‘R∀P CON’ ชวนชาวเชียงใหม่เข้าคูหากาฮิปฮอป เพราะแร็ปไม่ใช่แค่ดนตรี แต่คือพื้นที่ของการการมีส่วนร่วม

ถ้าคุณเคยคิดว่าฮิปฮอปเป็นแค่ดนตรี บางทีคุณอาจยังไม่เคยฟังมัน ตั้งใจพอ แต่ฮิปฮอปคือวัฒนธรรมของการเล่าเรื่อง คือจังหวะของคนที่มีคำถามต่อสังคม และคือพื้นที่ที่ 'เสียง' ของคนธรรมดาไม่ถูกกลบ นี่คือที่มาของ ‘R∀P...

เลือกตั้งเชียงราย: ‘สงครามสองชั้น’ พรรคประชาชน–เพื่อไทย ซ้อนทับศึกบ้านใหญ่หลังแพ้สนาม อบจ.

การเลือกตั้ง สส. จังหวัดเชียงรายรอบนี้เป็นหนึ่งในสนามที่หนาแน่นและซับซ้อนที่สุดของภาคเหนือ ด้วยจำนวน 7 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครรวม 55 คน...