เรื่อง: นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง
ในช่วงค่ำ ชีวิตหลังเลิกงานพาใครหลายคนมายืนอยู่ริมผืนน้ำกว้างใหญ่ เบื้องหน้าคือดอยบุษราคัม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ม่อนแจ๊ะ’ และฉากหลังคือดอยหลวงหรือดอยหนอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาผีปันน้ำ เทือกเขาที่ทอดตัวยาวกั้นรอยต่อระหว่างพะเยา ลำปาง และเชียงราย ภูเขาสูงโอบล้อมพื้นที่ซึ่งมีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ กลายเป็นหนองน้ำจืดขนาดใหญ่ เมื่อแสงเย็นใกล้ลับฟ้าสะท้อนผิวน้ำ เกิดประกายระยิบระยับ ที่นี่คือ ‘ริมกว๊านพะเยา’ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ
สำหรับ ‘คนผะยาว’ กว๊านพะเยาไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำธรรมดา แต่เป็นเสมือนสายเลือดของเมือง เป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งทำมาหากิน และเป็นพื้นที่ความทรงจำของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน เรื่องราวของกว๊านไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นทะเลสาบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน หากย้อนกลับไปในอดีต ที่นี่เคยเป็นเพียงบึงน้ำตามฤดูกาล เป็นเครือข่ายของ ‘หนอง’ ‘บวก’ และ ‘ร้อง’ ที่เชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อนตามธรรมชาติ ก่อนจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยการพัฒนาและนโยบายของรัฐในเวลาต่อมา
คำว่า ‘กว๊าน’ ในภาษาท้องถิ่นล้านนา หมายถึงบึงน้ำตอนลึกหรือน้ำที่ไหลวน และในบริบทของภาคพายัพ คำนี้ใช้เรียกบึงน้ำขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว กว๊านพะเยาจึงไม่ได้เป็นเพียงหนองน้ำธรรมดา แต่เป็นภูมิทัศน์ที่หล่อหลอมทั้งระบบนิเวศ วิถีชีวิต และโครงสร้างของเมืองพะเยามาอย่างยาวนาน
ภูมิศาสตร์ของแอ่งน้ำ: ระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงเมือง
กว๊านพะเยาเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำอิงที่มีเส้นทางตั้งแต่หนองเล็งทรายในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา และไหลลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กว๊านพะเยาอยู่ในลุ่มน้ำอิงตอนบน ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ใน 5 ตำบลและ 1 เทศบาลของอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กว๊านมีเนื้อที่ประมาณ 10,600 ไร่ในสภาวะปกติ และเมื่อน้ำหลากในฤดูฝน พื้นที่จะขยายออกไปถึง 15,000 ไร่ หากจะเปรียบเทียบก็เท่ากับสนามฟุตบอลมาตรฐานหลายร้อยสนามรวมกัน ทำให้กว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของไทย
รอบกว๊านเป็นหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายบนเนินเตี้ยที่เรียกว่า สันร่องไฮ สันช้างหิน สันกว๊าน และสันเวียงใหม่ แต่ละหมู่บ้านห่างกันประมาณ 1-2 กิโลเมตร คั่นทุ่งนา รวมทั้งยังสามารถแบ่งความต่างของชุมชนตามตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และการเจริญเติบโตของเมืองเป็นสองส่วน คือ ชุมชนเมืองจะอยู่ทางทิศตะวันออกของกว๊าน ได้แก่ ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองพะเยากับชุมชนตำบลแม่ต๋ำซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพาณิชยกรรมและศูนย์ราชการ
ส่วนฝั่งตะวันตกเป็นชุมชนชนบท ได้แก่ ชุมชนในตำบลแม่ใสและตำบลบ้านต๋อมซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพาณิชยกรรมและศูนย์ราชการ ขณะในพื้นที่ของตำบลแม่นาเรือ บ้านตุ่น บ้านสาง สันบัวบก สันเวียงใหม่ สันป่าม่วง บ้านต๊ำ เป็นที่ตั้งของชุมชนเกษตรกรรมยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบชนบท ชาวบ้านดำรงชีพด้วยการทำนา ทำสวน หาปลา และสานจักรยานจากผักตบชวา ทำเครื่องปั้นดินเผา ครกหิน และแปรรูปอาหารพื้นบ้านอย่างปลาส้มปลาฟัก
ความแตกต่างระหว่างสองฝั่งนี้ไม่เพียงแค่ภูมิทัศน์หรือวิถีชีวิต แต่ยังสะท้อนถึงการกระจายของอำนาจและผลประโยชน์จากการพัฒนากว๊านในภายหลังด้วย
สายน้ำที่หล่อเลี้ยงกว๊านพะเยา

กว๊านพะเยาเป็นแอ่งรับน้ำธรรมชาติที่รวบรวมน้ำจากลำห้วยหลายสายรอบเมือง ทั้งจากภูเขาทางทิศตะวันตก ใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ สายน้ำสำคัญ ได้แก่ แม่ต๋ำ แม่ต๋อม แม่ตุ่น แม่ใส (ร่องคำ) แม่นาเรือ แม่ร่องไฮ รวมถึงลำห้วยย่อยอีกจำนวนมากที่ไหลผ่านทุ่งนาและชุมชน ก่อนรวมตัวลงสู่กว๊าน
นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองคือ แม่น้ำอิง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาทางอำเภอแม่ใจ ไหลผ่านกว๊านพะเยา แล้วคดเคี้ยวลงสู่แม่น้ำโขง แม่น้ำอิงมีความผูกพันทั้งทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และตำนานเมืองพะเยา
ระบบลำน้ำเหล่านี้ไม่เพียงหล่อเลี้ยงเกษตรกรรมและชุมชน แต่ยังสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำ หากลำน้ำบางสายระบายไม่ทัน เช่น บริเวณแม่กาและแม่ต๋ำ ก็อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมในเขตเมืองได้
ค่าวโบราณที่ว่า “สุขเย็นใจ ตุ่นต๊ำต๋อมต๋ำ แม่ใสร่องคำ นาเรือไหลดั้น
ลงจากเขา ภูดอยขอบขั้น ไหลลงลอม สู่กว๊าน”
สะท้อนความสำคัญของสายน้ำทุกสายที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน และหลอมรวมเป็นหัวใจของกว๊านพะเยามาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนจะเป็นทะเลสาบ: กว๊านในความทรงจำของชุมชน

บันทึกในหนังสือ ‘ประวัติกว๊านพะเยา’ โดยพระธรรมวิมลโมลี ระบุว่า ก่อนการพัฒนาก่อนปี พ.ศ. 2482 กว๊านพะเยาแต่ก่อนนั้น ไม่ได้มีน้ำเต็มตลอดปี แต่เป็นบึงตามฤดูกาล มีน้ำมากช่วงฤดูฝน (กรกฎาคม–พฤศจิกายน) และลดลงในฤดูแล้งจนเหลือเพียงบึงย่อยและบวกกระจายอยู่ทั่วไป ชาวบ้านสามารถเดินข้ามพื้นที่กว๊าน และใช้เกวียนบรรทุกข้าว ข้าวโพด ไปขายในตลาดเวียงได้
บันทึกการสำรวจในปี พ.ศ. 2462 ของนายเต่า กัลยา เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอพะเยา ระบุว่า กว๊านหลักห่างจากแม่น้ำอิงประมาณ 24 เส้น (ราว 480 เมตร) มีความกว้างและยาวประมาณ 50 เส้น (2,000 เมตร) น้ำลึกบริเวณตอนกลางประมาณ 1 วา 3 ศอก (ราว 3.5 เมตร) แต่ในช่วงของฤดูแล้งน้ำจะลดลงเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งเมตร จึงทำให้เห็นถึงความผันผวนตามฤดูกาล
กว๊านแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ‘กว๊านน้อย’ ทางทิศตะวันตก เชื่อมลำรางน้ำไปแม่ตุ่น และเยื้องไปทางบ้านสันเวียงใหม่ และ ‘กว๊านหลวง’ ทางทิศตะวันออก ใกล้แม่น้ำอิงฝั่งขวา ทั้งสองเชื่อมกันด้วยร่องน้ำกลาง ‘แม่ร่องน้อยห่าง’ ซึ่งช่วยให้น้ำไหลเวียนถึงกัน ระบบนิเวศของกว๊านโดดเด่นด้วยเครือข่ายร่องน้ำขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า “ล้อง” (ฮ่อง) ทำหน้าที่เชื่อมหนองและบึงต่างๆ ราวเส้นเลือดหล่อเลี้ยงพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นระบบน้ำเดียวกัน
ในอดีต รอบกว๊านเต็มไปด้วยหนองและบึงที่เชื่อมต่อแม่น้ำอิงผ่านร่องน้ำสำคัญ เช่น “ร่องเฮีย” ที่เชื่อมกว๊านหลวงกับแม่น้ำอิง และ “ร่องเรือ” ที่ชาวบ้านขุดเพื่อสัญจรทางน้ำระหว่างท่าวังรูกับท่าศาลา นอกจากนี้ยังมี “แม่ร่องไฮ” และ “แม่ร่องใส” ที่ไหลจากทุ่งนาและลำห้วยบนภูเขาลงสู่กว๊าน พื้นที่รอบๆ ในฤดูน้ำหลากเป็นป่าไผ่ ไม้ทุ่ม และหญ้าแฝก มีหนองสำคัญ เช่น หนองหญ้าม้า หนองเลี้ยง หนองวัวแดง และหนองเหนียว หลายแห่งปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน
นอกจากนี้ ยังมี ‘บวก’ หรือบึงขนาดเล็ก เช่น บวกก้างเก้ง บวกตุ้ม บวกผักจิก และบวกกุ้ง กระจายอยู่ตามตำบลต่างๆ แหล่งน้ำเหล่านี้แม้ขนาดต่างกัน แต่ล้วนเชื่อมต่อกันด้วยร่องน้ำ ทำให้เกิดการไหลเวียนในระบบนิเวศของกว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงก่อนการพัฒนาวิถีชาวพะเยาผูกกับฤดูกาลอย่างชัดเจน ช่วงกรกฎาคม–พฤศจิกายน กว๊านพะเยาน้ำหลาก ต้องใช้เรือสัญจร และเป็นฤดูปลาชุกชุม แต่พอหน้าแล้ง น้ำลดจนเดินข้ามได้ เกวียนบรรทุกข้าว ข้าวโพด และครั่ง เดินผ่านป่าไผ่และไม้ทองกวาวเข้าสู่ตลาดในเวียง บรรยากาศสงบ ผู้หญิงเดินทางลำพังได้อย่างปลอดภัย
แม้มีหนองบวกมาก แต่หน้าแล้งกลับขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านต้องขุดบ่อตื้นใกล้ลำน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค ยามเย็นบ่อน้ำจึงเป็นศูนย์กลางชุมชน หนุ่มสาวนำถังน้ำมาต่อคิวใต้แสงไต้หรือตะเกียง พูดคุย ฝากรัก และสร้างความผูกพันท่ามกลางความลำบากของฤดูกาล
จุดเปลี่ยนของสายน้ำ: เมื่อรัฐเข้ามาจัดระเบียบธรรมชาติ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปี พ.ศ. 2482 เมื่อกรมประมงสร้างทำนบกั้นแม่น้ำอิงเพื่อกักเก็บน้ำทำเกษตรและเพาะพันธุ์ปลา ต่อเนื่องจากการสำรวจวางแผนตั้งแต่ปี 2477 และตั้งสถานีประมงพะเยาในปี 2484
ก่อนพัฒนา ฤดูแล้งกว๊านเหลือน้ำราว 1,000 ไร่ มีปลาธรรมชาติ 49 ชนิด หลังสร้างประตูน้ำ พื้นที่เพิ่มเป็นประมาณ 10,600 ไร่ตลอดปี และมีการปล่อยพันธุ์ปลาใหม่ ทำให้ความอุดมสมบูรณ์สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่สูงถาวรทำให้ที่นาชาวบ้านหลายพันไร่จมน้ำ ชาวนาจำนวนมากสูญเสียที่ดินบรรพบุรุษ นับเป็นความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
หลังจากการสร้างประตูน้ำ กว๊านมีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ปัญหาน้ำขาดแคลนในฤดูแล้งของชาวพะเยาได้รับการแก้ไข ในปี พ.ศ. 2500-2501 องค์การประปาส่วนภูมิภาคสร้างระบบประปานำน้ำจากกว๊านผลิตน้ำสะอาดใช้ในเมือง นอกจากนี้ยังส่งผลให้การประมงกลายเป็นอาชีพหลัก จับปลาและแปรรูปได้ทั้งปี ควบคู่การเก็บแหนและบอนเป็นรายได้เสริม
ภาครัฐหลายหน่วยงานเข้ามาออกกฎหมายดูแลทั้งด้านประมง คุณภาพน้ำ และการใช้ที่ดิน แม้การบังคับใช้ยังมีข้อจำกัด
ปี 2541 ไทยเข้าร่วมอนุสัญญาแรมซาร์(Ramsar Convention) และกว๊านพะเยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติ ต้องมีแผนฟื้นฟู จัดทำแผนบริหารจัดการ และทำ EIA สำหรับโครงการที่อาจกระทบระบบนิเวศ
จากแหล่งน้ำสู่พื้นที่แห่งความขัดแย้ง

ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา กว๊านพะเยาเป็นเวทีความขัดแย้งด้านการพัฒนา เริ่มชัดเจนตั้งแต่ปี 2533 หลังนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการศึกษาจัดทำแผนพัฒนา เสนอขยายถนนและสร้างสวนสาธารณะ จนนำไปสู่การแบ่งขั้ว 3 ฝ่าย ได้แก่
1. กลุ่มนักธุรกิจและนักการเมืองระดับชาติที่นำโดยหอการค้าจังหวัดพะเยาและ ส.ส. บางส่วน ที่มองเห็นโอกาสในการสร้างนิคมอุตสาหกรรม โรงแรมหรู และแม้กระทั่งฝันจะสร้าง “สนามบินน้ำแห่งแรกของภาคเหนือ”
2. กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นที่นำโดยผู้บริหารเทศบาลเมืองพะเยาในขณะนั้น ที่เน้นการพัฒนาพื้นที่ริมกว๊านด้วยการถมดินเพื่อขยายพื้นที่สาธารณะตามแผนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. กลุ่มภาคประชาสังคมและนักวิชาการในนาม “กลุ่มลูกน้ำกว๊านพะเยา” และ NGO ที่ออกมาคัดค้านการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ความขัดแย้งปะทุครั้งใหญ่ในปี 2536 เมื่อเทศบาลเมืองพะเยาถมดินหน้าพ่อขุนงำเมืองโดยไม่เปิดรับฟังประชาชน จนเกิดการประท้วง เหตุการณ์นี้ทำให้ ‘สิ่งแวดล้อม’ กลายเป็นประเด็นการเมืองระหว่างฝ่ายผู้มีอำนาจกับภาคตรวจสอบ ต่อมาคณะกรรมการพัฒนากว๊านพยายามสร้างเอกภาพ แต่การอนุญาตกิจกรรมบางอย่าง เช่น แข่งเจ็ทสกี หรือสร้างน้ำพุกลางกว๊าน กลับจุดชนวนข้อถกเถียงใหม่
ปี 2545 เกิด ‘สงครามคันดิน’ เมื่อท้องถิ่น 5 แห่งเสนอสร้างคันดินฝั่งตะวันตก อ้างป้องกันน้ำท่วมและการส่งเสริม OTOP ขณะที่ภาคประชาชนกังวลผลกระทบต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ แม้ถูกคัดค้านหนัก โครงการก็แล้วเสร็จในปี 2546 สะท้อนปัญหาความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม
ช่วงปี 2547–2549 ภายใต้นโยบาย ‘ผู้ว่าฯ CEO’ มีความพยายามจัดทำแผนแม่บทพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม ครอบคลุมทั้งขุดลอก ฟื้นฟูโบราณสถาน และระบบบำบัดน้ำเสีย แต่แผนต้องชะงักหลังรัฐประหารในปี 2549
บทเรียนจากกว๊านพะเยาจึงไม่ใช่แค่เรื่องพัฒนา หากคือการแสวงหาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเสียงของประชาชนที่ยังดำเนินต่อไปจนถึงวันนี้
บทเรียนจากกว๊านพะเยา: เมื่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ประวัติศาสตร์การพัฒนากว๊านพะเยาสะท้อนว่าการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม คือการเเย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ของหลายฝ่าย ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ และภาคอนุรักษ์ โดยต่างอ้างความยั่งยืน ขณะการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( EIA) ที่ควรจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กลับกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางราชการที่ต้องทำเพื่อให้โครงการผ่านไปได้
ที่น่าเสียดายคือ ท่ามกลางความขัดแย้ง ปัญหาตื้นเขิน น้ำเสีย การบุกรุก และคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมยังดำรงอยู่ แผนแม่บทหลายฉบับไม่ต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหาร ทำให้กว๊านพะเยาเองกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน กว๊านพะเยาถูกผลักดันภายใต้วิสัยทัศน์ ‘พะเยาโมเดล’ ที่มุ่งหวังจะเปลี่ยน ‘เมืองผ่าน’ ให้กลายเป็น ‘เมืองพัก’ ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาที่ผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุล
หัวใจสำคัญของแผนนี้คือ การพัฒนากว๊านพะเยา ระยะที่ 4 ที่ไม่ได้มุ่งขุดลอกเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำ แต่เป็นการ ‘คืนชีวิต’ ฟื้นฟูระบบนิเวศและบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปีและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม โครงการใช้งบประมาณกว่า 5,300 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่รอบกว๊านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่เรียนรู้ จนเทศบาลเมืองพะเยาได้รับการประกาศเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities) ปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้และเส้นทางการเรียนรู้รอบกว๊าน 15 แห่ง สร้างรายได้ให้ชุมชนฝั่งตะวันออกราว 448,419 บาทต่อปี พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชน 8 รายการ
กว๊านจึงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นรากฐานประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และคุณภาพชีวิตของคนพะเยา การพัฒนาในอนาคตจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ธรรมชาติ และประโยชน์สาธารณะของคนทั้งจังหวัด
อีกด้านของการพัฒนาในแผ่นดิน “ธรรม”: ระหว่างความหวัง ความจริง และทางออกที่ยังคลุมเครือ
อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกันนัก หากจะปิดท้ายเรื่องราวของกว๊านพะเยาด้วยคำว่า ‘ธรรม’ หรือ ‘ธรรมะ’ แต่หากมองในความหมายของความจริง ความถูกต้อง และสิ่งที่ควรเป็น คำนี้อาจช่วยสะท้อนคำถามสำคัญต่ออนาคตของพื้นที่แห่งนี้ได้ไม่น้อย
ในบริบทการเมืองท้องถิ่นพะเยา ‘ธรรม’ กลับทับซ้อนกับอำนาจและอิทธิพลที่กำหนดทิศทางโครงการพัฒนาต่างๆ กว๊านพะเยา ในฐานะทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ และพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญตามอนุสัญญา Ramsar จึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งบัวลอยและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ แต่กลับกลายเป็นสนามรบของการเมืองท้องถิ่นที่ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงสิทธิในการกำหนดอนาคตของแผ่นดินธรรมแห่งนี้
จากผลการเลือกตั้งปี 2569 ภาพที่ปรากฏทำให้คำว่า ‘พะเยาเมืองธรรม’ ถูกกล่าวถึงอีกครั้ง แม้วันนี้ทั้งจังหวัดจะถูกย้อมด้วยสีเดียวกันทั่วทั้งแผ่นดิน แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เราจะได้รับความเป็นธรรมจริงหรือไม่ เมืองนี้จะดำรงอยู่บนความเป็นธรรมได้เพียงใด
แม้มีแผนแม่บทและการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรองรับ แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ ใครเป็นผู้ตัดสินใจจริง และใครได้ประโยชน์ หากต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องกระจายอำนาจ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และทำให้กระบวนการประเมินผลกระทบเป็นอิสระและรอบด้าน โดยให้น้ำหนักต่อระบบนิเวศระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
และที่สำคัญที่สุด เราต้องเปลี่ยนมุมมองจาก ‘การพัฒนา’ มาเป็น ‘การดูแล’ ไม่ใช่มองกว๊านเป็นทรัพยากรที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด แต่เป็นมรดกทางธรรมชาติที่เราต้องดูแลรักษาให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง
กว๊านที่เคยเป็นหนองหลวง หนองกลาง และหนองเอี้ยง อันอุดมสมบูรณ์ วันนี้กำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะยังคงเป็นแหล่งบัวลอยและความหลากหลายทางธรรมชาติ หรือจะกลายเป็นเพียงทะเลสาบที่รายล้อมด้วยคอนกรีตและโครงการไม่รู้จบ
คำตอบขึ้นอยู่กับทางเลือกของสังคม ระหว่าง ‘ธรรม’ ในความหมายของความจริงและความถูกต้อง กับ ‘ธรรม’ ที่เป็นเพียงเครื่องหมายของอำนาจ ระหว่างความยั่งยืนที่ปฏิบัติได้จริง กับความยั่งยืนในเชิงวาทกรรม ใต้ผืนน้ำที่ดูสงบยังมีกระแสเคลื่อนไหวเสมอ เช่นเดียวกับความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา
ในฐานะผู้มาอาศัยอยู่ใกล้กว๊าน ผู้เขียนยังคงหวังเห็นกว๊านพะเยาเป็นกระจกสะท้อนความภาคภูมิใจของเมือง เป็นแหล่งน้ำใสสะอาด พื้นที่เกษตรที่ก้าวทันนวัตกรรม และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่มั่นคง หากธรรมชาติและการพัฒนาเดินไปพร้อมกันอย่างพอดี สายน้ำแห่งนี้ก็จะยังคงเป็นแหล่งชีวิตของลูกหลานพะเยาต่อไป
แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน
มนตรา พงษ์นิล. (2549). พลวัตวัฒนธรรมของประวัติศาสตร์การพัฒนาในอาณาบริเวณกว๊านพะเยา (รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์). ทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)
พระธรรมวิมลโมลี (ปวง ธมฺมปญฺญมหาเถร). (2542). ประวัติกว๊านพะเยา. เชียงราย: เชียงรายไพศาลการ.
