เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ทุกฤดูแล้ง ไฟป่าและหมอกควันจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับภารกิจของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟที่ต้องเดินเข้าป่าภูเขาเพื่อควบคุมไฟ ท่ามกลางงบประมาณจำกัด อุปกรณ์ไม่เพียงพอ และสวัสดิการที่แทบไม่มี
แม้บทบาทของอาสาสมัครจะเข้มแข็งเพียงใด แต่คำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบชัดเจนคือ ระบบสนับสนุนจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ อุปกรณ์ที่ทันสมัย หรือสวัสดิการคุ้มครองชีวิตนั้น เพียงพอ และเป็นธรรมต่อความเสี่ยงที่อาสาสมัครต้องเผชิญแล้วหรือไม่
ภารกิจหน้าไฟของอาสา

ในจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ถูกจัดเป็นจุดเฝ้าระวังไฟป่าสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีความซับซ้อนและเคยเผชิญกับเหตุไฟป่าครั้งใหญ่มาแล้ว ส่งผลให้หมู่บ้านโดยรอบต้องเตรียมพร้อมรับมือในทุกฤดูกาล เช่นเดียวกับ ชุมชนบ้านปงเหนือ ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง ที่ต้องจัดตั้งเวรยามและมาตรการป้องกันป่าเป็นประจำทุกปี

ประพันธ์ วิชัยคำ หรือ พ่อหลวงแจ้ ผู้ใหญ่บ้านบ้านปงเหนือ เล่าว่า เมื่อเกิดไฟป่าขึ้น ชาวบ้านมักเป็นกำลังชุดแรกที่เข้าพื้นที่ แม้บางครั้งจะมีเจ้าหน้าที่หน่วยไฟป่าภูพิงค์เข้ามาสมทบ แต่ในช่วงวิกฤตปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งมักเกิดไฟพร้อมกันหลายจุด กำลังของรัฐมักถูกกระจายไปจนไม่เพียงพอ ทำให้ชุมชนต้องเป็นกำลังหลักในการควบคุมไฟ
“การเข้าถึงจุดเกิดไฟในพื้นที่ภูเขาไม่ใช่เรื่องง่าย บางจุดต้องเดินเท้า 2–3 ชั่วโมงกว่าจะถึงที่เกิดไฟ พอไปถึงก็ต้องดับไฟต่ออีกหลายชั่วโมง บางวันรวมแล้วทำงานกันประมาณ 6-7 ชั่วโมง”
การดับไฟในพื้นที่ภูเขาไม่เพียงต้องเผชิญความเหน็ดเหนื่อยและความเสี่ยง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเสบียง อาสาสมัครสามารถนำอาหารและน้ำเข้าไปได้ในปริมาณจำกัด ทำให้บางครั้งแม้ไฟยังไม่ดับ ทีมอาสาก็ต้องถอนกำลังออกมาก่อน ขณะที่การลำเลียงเสบียงเข้าไปในพื้นที่ก็ทำได้ยาก เพราะหลายจุดเป็นภูเขาสูงชันต้องใช้เวลาเดินเท้านาน
พ่อหลวงแจ้ระบุว่า ปัญหาอีกด้านคือกำลังคนที่มีจำกัด และยิ่งหาคนมาช่วยงานได้ยากขึ้น เพราะงานดับไฟป่าทั้งหนักและเสี่ยง แต่ค่าตอบแทนค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยวันละราว 200–300 บาท ขณะที่หากออกไปทำงานทั่วไปอาจได้ค่าแรงประมาณ 500 บาทต่อวัน ทำให้อาสาสมัครจำนวนมากต้องสละรายได้หลักเพื่อมาช่วยดูแลป่า
“ในแง่เศรษฐกิจมันไม่คุ้ม แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคืออากาศที่สะอาดขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนจำนวนมาก”
เขายังยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาสาสมัครคนหนึ่งในทีมเคยถูกไฟลวกประมาณ 30% ของร่างกาย และได้รับเงินเยียวยาเพียง 7,000 บาท ทั้งที่ต้องหยุดทำงานเพื่อรักษาตัวหลายเดือน สะท้อนความเสี่ยงของงานที่ยังไม่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการอย่างเพียงพอ

นอกจากการดับไฟแล้ว งานป้องกันไฟป่าก็เป็นภารกิจสำคัญของชุมชน พ่อหลวงแจ้กังวลว่าสถานการณ์ในปี 2569 มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงสะสมในป่าเพิ่มขึ้นจากการที่ไม่ได้มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงมานานหลายปี เศษใบไม้และกิ่งไม้แห้งทับถมหนาแน่น บางจุดสูงถึงราว 50 เซนติเมตร เมื่อประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ทำให้ไฟสามารถติดและลุกลามได้รวดเร็ว
“พื้นที่ของเราไม่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงมานานประมาณ 5 ปี ทำให้เกิดการทับถมของเศษใบไม้และกิ่งไม้แห้งอย่างหนาแน่น บางจุดสูงถึง 50 เซนติเมตร และด้วยสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด เชื้อเพลิงพวกนี้ก็จะพร้อมติดไฟได้ง่ายและเร็วกว่าปกติ”
แม้ทุกปีชุมชนจะมีความพยายามในการจัดการเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นป่ากว้าง จึงยากที่จะกำจัดเชื้อเพลิงให้หมดไปได้ทุกตารางเมตร ชุมชนจึงต้องใช้ ‘แนวกันไฟ’ เพื่อช่วยสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่ชั้นในหรือลามขึ้นสู่ยอดเขา
“ถ้ามีการจุดไฟจากริมทางแล้วลุกลามขึ้นสู่ที่สูง การควบคุมสถานการณ์จะยากมาก จากเดิมที่อาจดับได้ไม่นาน แต่ถ้าไฟขึ้นเขาไปแล้ว บางครั้งต้องใช้เวลาทั้งวันกว่าจะควบคุมได้”
สำหรับพื้นที่ดูแลของบ้านปงเหนือที่มีระยะทางแนวป่าราว 11 กิโลเมตร การทำแนวกันไฟต้องใช้แรงงานจำนวนมาก อาสาสมัครต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวันต่อการทำแนวกันไฟเพียงหนึ่งกิโลเมตร และหลังจากทำแล้วก็ยังต้องกลับมาดูแลซ้ำเพื่อไม่ให้เศษใบไม้สะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิง

“การทำแนวกันไฟ ไม่ใช่ว่าทำปีละครั้งแล้วจบ เราจะต้องกลับมาเป่าแนวซ้ำเดือนหนึ่งก็ประมาณ 2 ครั้ง รวมทั้งหมดประมาณ 3-4 เดือน แล้วแต่สภาพอากาศในปีนั้น”
ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังคนและทรัพยากร ชุมชนมองว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การใช้โดรนขนาดใหญ่ลำเลียงน้ำและอาหารไปยังจุดปฏิบัติงานในพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงยาก อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังต้องอาศัยงบประมาณและการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากแม้นโยบายของรัฐจะประกาศให้ความสำคัญกับการจัดการไฟป่าทุกปี แต่ทรัพยากรที่ลงสู่พื้นที่จริงยังไม่เพียงพอ
“นโยบายของรัฐที่ประกาศให้ความสำคัญกับการจัดการไฟป่า บางครั้งยังไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง แม้จะมีการพูดถึงความสำคัญของการป้องกันไฟป่าทุกปี แต่ทรัพยากรและงบประมาณที่สนับสนุนในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ”
งบจำกัด โจทย์หลักงานหน้าไฟ
ข้อมูลจากรัฐบาล ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568–2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 อนุมัติงบประมาณ 620.7 ล้านบาทจากงบกลาง เพื่อใช้ในการรับมือไฟป่า หมอกควัน และมลพิษฝุ่น PM2.5 ตามข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งจัดสรร 187 ล้านบาทให้กับกรมป่าไม้ และ 433.7 ล้านบาทให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญมาจากไฟป่าในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งบประมาณดังกล่าวจึงถูกนำไปใช้ในการจ้างแรงงานดับไฟป่า รวมถึงจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ

ในระดับจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับมูลนิธิป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานควบคุมไฟป่าและหมอกควัน โดยจัดสรรงบประมาณ 10.99 ล้านบาท สำหรับการทำงานในพื้นที่ 24 อำเภอ ครอบคลุม 727 หมู่บ้านที่อยู่ติดป่าและมีความเสี่ยงเกิดไฟป่า พร้อมทั้งมีการระดมการสนับสนุนจากภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ เช่น การบริจาคเงิน 500,000 บาท การจัดทำประกันอุบัติเหตุให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีกำลังราว 20,000 คน รวมถึงการสนับสนุนเครื่องเป่าลมอีก 100 เครื่องสำหรับใช้ในภารกิจป้องกันและดับไฟป่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากระดับพื้นที่ ภาพของการสนับสนุนกลับสะท้อนข้อจำกัดอีกด้านหนึ่ง พ่อหลวงแจ้ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุยมีขนาดราว 200,000 ไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่ประจำการเพียงประมาณ 35 คน ทำให้ไม่สามารถเฝ้าระวังได้ทั่วถึง ภารกิจจำนวนมากจึงต้องอาศัยอาสาสมัครในชุมชนเข้ามาช่วยดูแล

ในปี 2569 ชุมชนบ้านปงเหนือได้รับงบประมาณสนับสนุนหลักจากสองแหล่ง คือ งบจากหน่วยจัดการไฟป่าของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย จำนวน 50,000 บาท และงบจากเทศบาลตำบลบ้านปงอีก 20,000 บาท รวมเป็นงบประมาณราว 70,000 บาทต่อปี สำหรับดูแลพื้นที่ป่าประมาณ 2,000 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวต้องใช้อาสาสมัครอย่างน้อยวันละ 3–4 คนเพื่อลาดตระเวน เฝ้าระวัง และทำแนวกันไฟซ้ำเพื่อป้องกันไฟลุกลาม
พ่อหลวงแจ้อธิบายว่า งานหน้าไฟไม่สามารถปล่อยให้อาสาสมัครทำงานเพียงลำพังได้ เพราะเป็นงานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต ขณะที่สวัสดิการของอาสาสมัครยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่มีประกันอุบัติเหตุ หากเกิดการบาดเจ็บ ส่วนใหญ่ต้องใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในการรักษา
“เราปล่อยให้อาสาทำงานคนเดียวไม่ได้ เพราะอันตรายถึงชีวิต ค่าตอบแทนวันละ 300 บาทต่อคน แม้ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้าต้องทำงานหลายเดือนก็เป็นเงินหลายหมื่นบาท ซึ่งงบประมาณที่มีอยู่ทำให้เราจ้างคนได้ไม่กี่คน”
ในตำบลบ้านปงมีทั้งหมด 11 หมู่บ้าน โดย 7 หมู่บ้านอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย แต่มีเพียง 5 หมู่บ้านที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนสำหรับจัดการไฟป่า ทำให้บางครั้งชุมชนต้องแบ่งงบส่วนหนึ่งไปช่วยหมู่บ้านที่ไม่ได้รับงบ เพราะการดูแลป่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ของหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง
พ่อหลวงแจ้ยังระบุว่า งบประมาณที่ชุมชนได้รับในแต่ละปีไม่แน่นอน และมีข้อจำกัดในการนำไปใช้ เช่น ไม่สามารถนำไปจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเฝ้าระวังไฟป่าได้ ทำให้งบส่วนใหญ่ต้องใช้ไปกับการจ้างแรงงาน ขณะที่การทำงานจริงยังขาดเครื่องมือสนับสนุน อีกทั้งงบประมาณมักมาถึงล่าช้า หลายปีชุมชนเริ่มทำงานตั้งแต่เดือนธันวาคม แต่เงินสนับสนุนเพิ่งมาถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ระหว่างนั้นชุมชนต้องอาศัยเงินบริจาคหรือการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นค่าน้ำมันและจัดหาอุปกรณ์สำหรับการลาดตระเวนในพื้นที่ป่า ซึ่งต้องใช้รถและเครื่องมือหลายประเภท โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่มีค่าใช้จ่ายราว 20,000–30,000 บาทต่อปี
“ไฟที่ควบคุมได้ ดีกว่าไฟที่ควบคุมไม่ได้” เมื่อนโยบายรัฐสวนทางความจริงในป่า

สำหรับชุมชนบ้านปงเหนือ ปัญหาการจัดการไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องงบประมาณที่มีอย่างจำกัดเท่านั้น พ่อหลวงแจ้สะท้อนว่า การทำงานของชุมชนยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากนโยบายส่วนกลางที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชุมชนต้องปรับตัวตามทิศทางการทำงานใหม่อยู่ตลอด และบางครั้งก็ไม่สามารถตั้งรับได้ทัน
“คำสั่งจากข้างบนเปลี่ยนได้ตลอด ถ้าเปลี่ยนนายหรือหัวเรือใหญ่ นโยบายก็เปลี่ยนตาม เราเคยใช้วิธีไหนที่เหมาะกับพื้นที่ก็ใช้วิธีนั้น แต่พอมีการเปลี่ยนนโยบายแต่ละครั้ง มันทำให้การทำงานลำบาก”
มุมมองของชุมชนจึงตั้งคำถามต่อแนวทาง ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ ของรัฐ ว่าการจัดการไฟป่าในระบบนิเวศบางพื้นที่ควรเป็นการ ‘บริหารไฟ’ มากกว่าการ ‘ห้ามไฟ’
“จริงๆ แล้วมันมีสิ่งที่เรียกว่า FireD อยู่เหมือนกัน แต่ในมาตรการของรัฐ เช่น การห้ามเผาเด็ดขาด หรือห้ามเผาเร็วเกินไป บางครั้งมันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์เท่าไร ยิ่งห้ามเผา บางทีมันก็เหมือนยิ่งยุให้เกิดการเผาแบบที่ควบคุมไม่ได้”
พ่อหลวงแจ้อธิบายว่า การชิงเผาไม่ได้หมายถึงการเผาป่าทั้งหมด แต่เป็นการแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซน เช่น โซน A โซน B และโซน C แล้วสลับกันเผาเป็นรอบ เช่น ทุกสองปี พร้อมกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น เริ่มเผาในช่วงเช้าและควบคุมให้ไฟดับก่อนช่วงเย็น วิธีนี้ช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมในป่า และลดโอกาสเกิดไฟป่ารุนแรงในช่วงฤดูไฟจริง
เขายกตัวอย่างว่า ในปี 2564 ที่ชุมชนทดลองใช้แนวทางดังกล่าวอย่างเป็นระบบ พื้นที่ของชุมชนแทบไม่เกิดไฟป่าในช่วงฤดูไฟจริง ขณะที่หลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่กำลังเผชิญปัญหาหมอกควันอย่างหนัก
“ถ้าชิงเผา ในแต่ละปีอาจใช้งบประมาณไม่มากเลย แทนที่จะต้องใช้งบเป็นล้าน ๆ ในการดับไฟ แต่ถ้าบริหารการชิงเผาได้ดี อาจใช้เงินเพียงไม่กี่ล้านก็จัดการได้”
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังเป็นประเด็นถกเถียงในเชิงนโยบาย เนื่องจากมาตรการของรัฐในหลายช่วงเวลายังคงเน้นการห้ามเผาเป็นหลัก ขณะที่ชุมชนมองว่า ในระบบนิเวศบางพื้นที่ ‘ไฟ’ อาจมีบทบาทต่อธรรมชาติ เช่น การช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือช่วยให้พืชบางชนิดสามารถฟื้นตัวได้
จากประสบการณ์ของชุมชน พ่อหลวงแจ้มองว่า การจัดการไฟป่าที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน มากกว่าการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาพจริง
เขาอธิบายว่า ในบางพื้นที่ ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ไฟอย่างควบคุมเพื่อจัดการทุ่งหญ้าหรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เพราะหากปล่อยให้หญ้าเติบโตโดยไม่มีการจัดการ พืชชนิดอื่นที่สัตว์ไม่กินอาจขึ้นมาปะปน ทำให้กระทบต่อห่วงโซ่อาหารของสัตว์และระบบนิเวศในพื้นที่
“ผมมองว่าไฟที่ควบคุมได้ดีกว่าไฟที่ควบคุมไม่ได้ ไฟบางแบบทำให้เกิดชีวิต แต่ไฟบางแบบก็ทำลายชีวิต ถ้าไฟเกิดปีเว้นปี หรือสองปีครั้ง มันอาจช่วยให้ต้นไม้บางชนิดหรือสัตว์ป่าบางประเภทอยู่ได้ เพราะสัตว์บางชนิดต้องพึ่งไฟในการหาอาหาร”
สำหรับพ่อหลวงแจ้ ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับป่ามายาวนานทำให้เขาเชื่อว่า การแก้ปัญหาไฟป่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเสียงจากชุมชนที่อยู่กับป่าทุกวันถูกนำมาประกอบในการกำหนดนโยบาย เพราะคนในพื้นที่ไม่เพียงเป็นผู้เผชิญปัญหาโดยตรง แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและปกป้องผืนป่าในระยะยาว
“ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองของคนที่อยู่กับป่า ใช้ชีวิตกับป่า เป็นเสียงสะท้อนจากชุมชน เพราะวิธีการของภาครัฐส่วนใหญ่คือห้ามเผาเด็ดขาด แต่คนที่ออกแบบนโยบายมักนั่งอยู่บนโต๊ะ ไม่ได้มาคุยกับชาวบ้านจริงๆ ว่าชาวบ้านต้องการอะไร”

ปลดล็อกรัฐรวมศูนย์ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพแก้ฝุ่นควันระยะยาว
ข้อมูลจาก The101.world ชี้ว่า การแก้ปัญหาไฟป่าจำเป็นต้องปรับบทบาทรัฐ จากผู้กำหนดนโยบายแบบรวมศูนย์ ไปสู่การทำงานร่วมกับท้องถิ่น โดยร่วมกันกำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์ที่เหมาะกับพื้นที่ เนื่องจากนโยบาย ‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ จากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม รัฐควรเปิดทางให้ท้องถิ่นเลือกวิธีจัดการที่สอดคล้องกับบริบท ขณะที่ส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร และองค์ความรู้
การขับเคลื่อนดังกล่าวต้องปลดล็อกเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้กฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและมีส่วนร่วม โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินป่าและสิทธิในอากาศสะอาด ควบคู่กับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างรัฐกับชุมชน ผ่านนโยบาย ‘One Map’ และการปรับปรุงกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรค เช่น กฎหมายอุทยานฯ ที่จำกัดสิทธิการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากป่า
ในระยะยาว จำเป็นต้องผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อรับรองสิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศที่ดี และเปิดให้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันรัฐต้องส่งเสริมความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งท้องถิ่น ภาควิชาการ และเอกชน เพื่อพัฒนาเครื่องมือจัดการไฟ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น
อีกประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดด้านกำลังเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอต่อการดูแลพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ทำให้การเปิดให้ชุมชนมีบทบาทจัดการพื้นที่ของตนเอง จะช่วยเพิ่มเครือข่ายผู้ดูแลป่าอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคนในพื้นที่มีความรู้และความเข้าใจภูมิประเทศดีกว่า
ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าจำเป็นต้องยึดท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการตัดสินใจ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน การกระจายอำนาจให้ชุมชนและท้องถิ่นกำหนดมาตรการเอง จะช่วยให้การแก้ปัญหายืดหยุ่นและตรงจุดมากขึ้น โดยรัฐส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณ อำนาจ และกฎหมายที่ยังควบคุมท้องถิ่นอย่างเข้มงวด ทำให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ
