เขียน: สืบสกุล กิจนุกร

ปัญหาแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา ต้องการพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหา
สำหรับพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายที่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร ผมขอฝากให้พรรคการเมืองลองพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบาย 11 ข้อ ดังนี้
1. นโยบายแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
มุ่งเน้นไปที่การเจรจาหาทางออกกับสามกลุ่มหลักผู้มีอำนาจเหนือดินแดนที่เหมืองแร่ตั้งอยู่ และได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมแร่ ประกอบด้วย
กลุ่มที่หนึ่ง รัฐบาลเมียนมา ในฐานะที่เป็นประเทศหลักที่มีเหมืองแร่จีนตั้งอยู่ และเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการในการร่วมหาทางออก
กลุ่มที่สอง รัฐบาลจีน ในฐานะประเทศผู้เข้าไปทำเหมืองแร่ในเมียนมาและลาว ทั้งแบบถูกกฎหมาย หลีกเลี่ยงกฎหมาย และผิดกฎหมาย นอกจากนี้จีนยังเป็นผู้รับซื้อแร่ที่ผลิตจากเหมืองแร่ในเมียนมาแทบทั้งหมดอีกด้วย รัฐบาลจีนมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการทำเหมืองแร่ได้แม้แต่น้อย
กลุ่มที่สาม กองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธทั้งหมดในเมียนมา ที่ได้ประโยชน์จากเหมืองแร่ โดยกลุ่มกองกำลังต่างๆ เป็นเจ้าของดินแดน เป็นผู้อนุญาตให้มีการทำเหมือง เป็นผู้ควบคุมเส้นทางขนส่งแร่จากเขตแดนของตนเองถึงชายแดนไทย และเป็นผู้ได้ผลประโยชน์จากเหมืองแร่โดยตรง
2. นโยบายระงับการนำเข้าแร่ผ่านแดนทั้งหมดจากเมียนมาไว้เป็นการชั่วคราว
ให้มีการตรวจสอบแหล่งทำแร่ทั้งหมดที่เป็นต้นทางของแร่นำเข้าประเทศไทยว่าเป็นเหมืองแร่ที่สร้างมลพิษข้ามแดนมาในประเทศไทยหรือไม่ และเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในการเจรจา
ถึงแม้ว่าเหมืองแร่จะตั้งอยู่ในเขตปกครองของกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธในประเทศเมียนมา และมีปลายทางของแร่อยู่ที่ประเทศจีนก็ตาม
แต่ข้อมูลของกรมศุลกากรประเทศไทยชี้ชัดว่า ประเทศไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่แร่ โดยประเทศไทยเป็นทางผ่านนำเข้าแร่สำคัญ (พลวง แมงกานีส ดีบุก ตะกั่ว ฯลฯ) จำนวนมาก เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าทั้งแบบข้ามแดนและผ่านแดนเป็นไปได้โดยสะดวก
นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทนำเข้า–ส่งออก รถบรรทุก ถนน และท่าเรือ ส่งผลให้การขนส่งแร่ผ่านไทยเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งสินค้าแร่ที่มีปริมาณและมูลค่าสูง
การระงับการนำเข้าและส่งออกแร่จากเมียนมาผ่านไทยไปจีนเป็นการชั่วคราวนั้น นอกจากจะส่งผลดีต่อการตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ทั้งหมดแล้ว ยังเป็นผลดีต่อประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีเจรจาด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ทางการไทยใช้เพียงผลการตรวจน้ำและตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษเท่านั้นในการเจรจากับทางการเมียนมา ซึ่งทางฝั่งเมียนมาก็ทำการปฏิเสธ โดยให้เหตุผลสำคัญสองประการ คือ ใช้เกณฑ์มาตรฐานสารหนูคนละเกณฑ์กับไทย และแจ้งว่าผลการตรวจสอบน้ำของฝั่งเมียนมาไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน
อนึ่ง เมื่อทางการเมียนมาบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงการเจรจา ทางการไทยก็ไม่เคยสร้างแรงกดดันใดๆ
ดังนั้น การยุติการนำเข้า–ส่งออกแร่สำคัญทั้งหมดเป็นการชั่วคราว จึงควรเป็นทางเลือกที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อกดดันให้ทั้งเมียนมา กองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ และทางการจีน ต้องเจรจากับไทยอย่างจริงจังและจริงใจมากขึ้น
3. นโยบายการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานแร่
มุ่งเน้นไปที่การสร้างนโยบายและแนวปฏิบัติว่าด้วยการตรวจสอบการนำเข้าแร่สำคัญทุกชนิด (critical minerals) ทั้งที่นำมาใช้ประโยชน์ แต่งแร่ แปรรูป แล้วส่งออก รวมถึงการนำเข้าแร่ผ่านแดนประเทศไทยไปยังประเทศที่สาม
ระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่ คือการสร้างหลักประกันว่าทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่แร่ต้องคำนึงถึงหลัก ESG (Environment, Social, Governance) เป็นเบื้องต้น และทำให้ทุกฝ่ายที่สร้างผลกระทบต่อ ESG ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
4. นโยบายเฝ้าระวังคุณภาพแม่น้ำ ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพประชาชน
จัดการตรวจสอบการปนเปื้อนสารโลหะหนักเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยต้องตรวจคุณภาพน้ำในทุกแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงและสาละวิน ตรวจดินภาคเกษตร พืชผัก ข้าว ปลา และตรวจสุขภาพประชาชน
ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ภาครัฐต้องเฝ้าระวังสารโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม อาหาร และสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง การเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการติดตามการเปลี่ยนแปลง และเป็นฐานข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของภาครัฐ
5. นโยบายข้อมูลและการสื่อสาร
ต้องเปิดเผยข้อมูลผลการตรวจสอบของทุกหน่วยงานรัฐที่ตรวจน้ำ พืช ปลา และสุขภาพประชาชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึงและโปร่งใส
นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรก เพื่อรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐอย่างต่อเนื่อง ประการที่สอง เพื่อสร้างความไว้วางใจต่อข้อมูลของภาครัฐ เนื่องจากที่ผ่านมา ประชาชนมีความเคลือบแคลงสงสัยต่อการทำงานของภาครัฐมาโดยตลอด
6. นโยบายจัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักประจำจังหวัด
ในจังหวัดที่มีปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดน ปัจจุบันต้องส่งตัวอย่างน้ำ ดิน ปลา พืช และปัสสาวะ ไปตรวจที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ใช้เวลาอย่างน้อย 15–30 วัน ทำให้ข้อมูลล่าช้า ศูนย์ตรวจประจำจังหวัดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและฐานข้อมูลที่ทันสมัย
7. นโยบายสร้างพลเมืองวิทยาศาสตร์
ส่งเสริมให้ประชาชนมีขีดความสามารถในการตรวจคุณภาพน้ำด้วยตนเอง
พลเมืองวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนแนวคิดสิทธิที่จะรู้ของประชาชนในประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม รัฐต้องจัดหาเครื่องตรวจสารโลหะหนักที่มีคุณภาพและประชาชนเข้าถึงได้ เนื่องจากชุดตรวจภาคสนามในปัจจุบันยังมีคุณภาพต่ำเมื่อเทียบกับห้องปฏิบัติการ
8. นโยบายจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อผลิตน้ำประปา
ทดแทนการใช้น้ำจากแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง เนื่องจากตรวจพบสารหนูและแบเรียมในน้ำประปาเชียงราย แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ
แม้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคจะยืนยันความสามารถในการกำจัดสารโลหะหนัก แต่การสุ่มตรวจที่ก๊อกน้ำยังพบสารหนูและแบเรียม แม้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่สะท้อนความเสี่ยงในการรับสารโลหะหนักจากการอุปโภคบริโภคทุกวัน
9. นโยบายย้ายแหล่งน้ำประปาหมู่บ้าน
ย้ายแหล่งน้ำประปาหมู่บ้านและติดตั้งระบบกรองน้ำกำจัดสารโลหะหนักให้กับประปาหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากแหล่งปนเปื้อน พร้อมบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง
10. นโยบายจัดหาแหล่งน้ำใหม่ให้พื้นที่นาข้าว 130,000 ไร่
จัดหาแหล่งน้ำใหม่ให้พื้นที่นาข้าว 130,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงราย ทดแทนการใช้น้ำกก–สาย–รวก ที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก เพื่อความปลอดภัยของห่วงโซ่อาหาร เนื่องจากพบสารหนูปนเปื้อนในข้าวนาปีจากฤดูกาลที่ผ่านมา
11. นโยบาย MoU แร่สำคัญกับสหรัฐอเมริกา
ต้องเพิ่มความโปร่งใสของ MoU ซึ่งปัจจุบันขาดรายละเอียดแผนการดำเนินงานทั้งฝั่งไทยและสหรัฐอเมริกา
ผมหวังว่าข้อเสนอทั้ง 11 ข้อจะเป็นจุดเริ่มต้นให้พรรคการเมืองแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษข้ามแดนอย่างจริงจัง และแม้ขณะนี้จะมีพรรคประชาชนที่นำเสนอนโยบายแล้ว ผมยังคาดหวังให้พรรคการเมืองอื่นๆ เสนอนโยบายในประเด็นนี้เช่นกัน
