22 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ศาลปกครองเชียงใหม่ได้นัดอ่านคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่แรงงานข้ามชาติหญิง 4 คน ยื่นฟ้องเพิกถอนระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เนื่องจากเห็นว่าระเบียบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่สามารถเข้าถึงเงินสงเคราะห์ลูกจ้างได้ แม้ว่า ไม่ได้รับค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ภายหลังนายจ้างสิ้นสุดสัญญารับงานและไม่สามารถติดตามตัวได้
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation: HRDF) เผยว่า แรงงานผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ทำงานให้กับบริษัทเอกชนด้านการรักษาความปลอดภัยในจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มทำงานช่วงปี 2563–2564 ได้รับค่าจ้างวันละ 325 บาท ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน แต่ภายหลังสถานประกอบการสิ้นสุดสัญญารับงานช่วงปลายปี 2564 แรงงานกลับไม่ได้รับค่าจ้างงวดสุดท้าย และไม่สามารถติดต่อบริษัทได้
คดีนี้ในชั้นต้น ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นการฟ้องเพิกถอนระเบียบ ซึ่งถือเป็นกฎตามกฎหมายปกครอง และกำหนดให้ต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่คดีนี้ยื่นฟ้องเกินระยะเวลาดังกล่าว
ภายหลังผู้ฟ้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันผ่านมาประมาณ 3 ปี วันนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งตามศาลปกครองชั้นต้น คือ ‘ไม่รับคำฟ้อง’ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการฟ้องเพิกถอนระเบียบ ซึ่งเป็นกฎทางปกครอง ต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่คดีนี้ยื่นฟ้องเกินระยะเวลาดังกล่าว และอีกหนึ่งข้อสำคัญในคดีคือศาลวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นสิทธิเฉพาะของแรงงานผู้ฟ้องทั้ง 4 คน
ทนายชี้ ‘ไม่เห็นด้วย’ เหตุระเบียบกระทบแรงงานวงกว้าง
ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลที่มองว่าคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากระเบียบที่ถูกฟ้องส่งผลกระทบต่อแรงงานที่ไม่ใช่สัญชาติไทยในวงกว้าง ซึ่งคดีนี้มีความน่าสนใจอยู่ 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก ในเรื่องการนับระยะเวลา 90 วัน ว่าควรเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด เนื่องจากแรงงานไม่ได้รับรู้ผลกระทบของระเบียบตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และประเด็นที่สอง คือ คดีนี้ควรถือเป็นคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ เพราะระเบียบดังกล่าวมีผลกระทบต่อแรงงานจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแรงงานผู้ฟ้องทั้ง 4 คนเท่านั้น
ปสุตายังระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคน และผู้ไร้สัญชาติราว 500,000 คน อีกทั้งในทางปฏิบัติพบว่า นายจ้างจำนวนมากไม่ได้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะในระบบการจ้างงานผ่านนายหน้า ซึ่งส่งผลให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานได้
นอกจากนี้ ปสุตายังชี้ว่า ระเบียบดังกล่าวขัดกับหลักการของกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ไม่ควรเลือกปฏิบัติตามสัญชาติ พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นสิทธิแรงงานต่อไป โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้ง เนื่องจากประเด็นแรงงานมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังคงพึ่งพาแรงงานข้ามชาติและแรงงานไร้สัญชาติเป็นจำนวนมาก
พร้อมทิ้งท้าย เรียกร้องให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทของแรงงานข้ามชาติและคนไร้สัญชาติซึ่งเข้ามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเชิญชวนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกผู้แทนที่มีนโยบายคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงร่วมลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยกระดับสิทธิแรงงานในระยะยาว
ผู้ฟ้องคดี ผิดหวังผลคดี แต่ภูมิใจที่ลุกขึ้นทวงสิทธิ

ด้านหนึ่งในผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า แม้จะผิดหวังที่ไม่ได้รับเงินค่าจ้างค้างจ่ายและเงินชดเชยตามที่คาดหวังไว้ แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์และความภาคภูมิใจที่ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง พร้อมระบุว่า ช่วงที่นายจ้างไม่จ่ายเงินสร้างความลำบากอย่างมาก เพราะทำงานมาทั้งเดือนและหวังนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังประสบปัญหาเรื่องเอกสารการทำงานที่ขาดช่วง ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนจากการต่อเอกสารใหม่
ผู้ฟ้องยังฝากถึงแรงงานรายอื่นว่า หากประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน ควรรีบดำเนินการทางกฎหมายโดยเร็ว และไม่ควรปล่อยให้เกินกรอบระยะเวลา 90 วัน เพราะอาจส่งผลต่อสิทธิในการฟ้องคดี
“ถ้ามีคดีแบบนี้ อยากให้รีบดำเนินเรื่องให้เร็ว ภายใน 90 วัน”
