22 มีนาคม 2569 ที่วัดฝั่งหมิ่น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เวลา 15.50 น. ในงาน ‘มหกรรมประชาชนปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน’ มีการจัดเวทีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน โดยมีผู้แทนจากภาคประชาชน พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วม
ตัวแทนภาคประชาชน นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ มองว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำเชียงรายยืดเยื้อมานานตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ แต่การแก้ไขที่ต้นทาง โดยเฉพาะจากเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ขณะที่การช่วยเหลือภายในประเทศยังไม่ชัดเจน
เขาชี้ว่า ปัญหานี้กระทบต่อชีวิตประชาชนและคนรุ่นต่อไป พร้อมแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลที่ไม่เข้ามารับฟังปัญหาในเวที ทั้งที่เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไข โดยย้ำว่าภาคประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลเป็นแกนนำ และภายในปีนี้ต้องมีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน
“หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม คนเชียงรายคงไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป และอาจมีการลุกขึ้นมาเพื่อจัดการกับปัญหานี้ภายในปีนี้” นิวัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ ภาคประชาชนได้ยื่น 12 ข้อเสนอ ต่อรัฐบาลอนุทินผ่านตัวแทน ส.ส. และ ส.ว. เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ดังนี้
- ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าแร่สำคัญจากเมียนมาผ่านไทย รวมถึงแร่แรร์เอิร์ท และจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าระบุแหล่งที่มาชัดเจน
- ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสารโลหะหนักอย่างบูรณาการ ครอบคลุมน้ำ ตะกอน ดิน พืชผัก อาหาร และร่างกายมนุษย์ รวมถึงโลหะที่เกี่ยวข้องกับเหมืองแร่หายาก
- จัดทำแผนที่ความเสี่ยงในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน เพื่อเฝ้าระวังการสะสมสารพิษในระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร
- จัดทำแผนเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากสารโลหะหนักในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน อย่างน้อย 5 ปี
- จัดตั้งระบบข้อมูลกลางด้านผลตรวจสารโลหะหนัก เพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้
- จัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสารโลหะหนักระดับจังหวัดแบบครบวงจร
- สนับสนุนงบประมาณย้ายแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สาย รวก โขง เพื่อผลิตน้ำประปา และฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่
- จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับชาติที่มีภาครัฐ วิชาการ และประชาชน เพื่อกำหนดนโยบายแก้ปัญหา
- เปิดการเจรจากับเมียนมา จีน และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาเหมืองที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน
- จัดหาแหล่งน้ำปลอดภัยให้ 11 ชุมชน ใน 2 ตำบล (ท่าตอน–แม่นาวาง) อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
- จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ผลิตน้ำประปา รองรับผู้ใช้น้ำกว่า 70,000 ครัวเรือน
- เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก เช่น แพเปียกและร้านอาหาร
ต่อมา ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ระบุว่า ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนกำลังส่งผลต่อหลายลุ่มน้ำสำคัญของไทย ทั้งกก สาย รวก โขง สาละวิน และอาจรวมถึงกระบุรี จากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน
ภัทรพงษ์เสนอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างโปร่งใส กำหนดแนวทางบริโภคสัตว์น้ำที่เหมาะสม จัดทำ ‘แผนที่เสี่ยง’ เพื่อกำหนดการใช้ที่ดิน หลังพบการปนเปื้อนใกล้ค่ามาตรฐาน และต้องมีมาตรการรองรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมกันนี้ เสนอให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ตามกฎหมาย เพื่อควบคุมต้นทางมลพิษ และวิจารณ์การแก้ปัญหาระหว่างประเทศของรัฐบาลว่ายังจำกัดอยู่ในกรอบทวิภาคี ไม่มีประสิทธิภาพ โดยชี้ว่าหากปัญหาเกิดกับแม่น้ำเจ้าพระยา อาจไม่ได้ยืดเยื้อเช่นนี้
“หากปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง แต่ไปเกิดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ปัญหาจะยืดเยื้อเช่นนี้หรือไม่ ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว หากเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นไปไม่ได้เลยที่จนถึงวันนี้แล้วปัญหาจะยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ” ภัทรพงษ์ กล่าว
ขณะที่ พละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า การแก้ปัญหามลพิษควรแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ การตรวจสอบ การแก้ไข และการเยียวยา โดยปัจจุบันแม้มีข้อมูลจำนวนมาก แต่ยังขาดมาตรฐานที่ชัดเจนร่วมกัน จึงเสนอให้ตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสารในเชียงราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ทั้งมลพิษน้ำและสารตกค้างในสินค้าเกษตร แม้งบประมาณต้องผลักดันผ่าน ส.ส. แต่เห็นว่าไม่สูงและคุ้มค่า
ส่วนการแก้ปัญหา ชี้ว่าต้นเหตุอยู่ต่างประเทศ ต้องอาศัยการเจรจาและการกำกับเหมืองให้ได้มาตรฐาน ขณะที่การเยียวยา รัฐควรเร่งออกมาตรการรองรับผลกระทบและจัดสรรงบประมาณ
“ปัญหานี้ชัดเจนว่ามี 3 เรื่อง คือการตรวจสอบ การแก้ไข และการเยียวยา แต่ถ้ายังจัดการที่ต้นเหตุไม่ได้ ปัญหาก็จะยังคงเกิดขึ้น และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเยียวยากันไม่รู้จบ” พละวัต กล่าว
ด้าน มณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้เสนอแนวทาง 3 ระดับ คือ พื้นที่ ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยชี้ว่าพื้นที่และภาคประชาชนดำเนินการเต็มที่แล้ว แต่ระดับประเทศ รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณและบูรณาการหน่วยงาน ขณะที่ระดับระหว่างประเทศต้องยกระดับความร่วมมือมากกว่าการเจรจาทวิภาคี พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลไม่ขยับอย่างจริงจัง ข้อเสนอจากทุกฝ่ายจะไม่เกิดผล และปัญหาจะยังยืดเยื้อต่อไป
“พื้นที่และภาคประชาชนทำทุกอย่างเต็มกำลังแล้ว ทั้งตรวจสอบ เสนอทางออก และผลักดันนโยบาย แต่ถ้ารัฐบาลไม่ขยับอย่างจริงจัง ข้อเสนอทั้งหมดก็จะไม่เกิดผล และปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป” มณีรัฐ กล่าว

ในช่วงท้ายของเวที ตัวแทนเยาวชนยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ระบุว่า มลพิษข้ามพรมแดนส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิต วิถีชุมชน และสุขภาพของประชาชนในลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสาย รวมถึงน้ำอุปโภคบริโภคและความปลอดภัยด้านอาหาร โดยมีต้นเหตุจากเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา และยังพบการปนเปื้อนต่อเนื่อง รวมถึงในแม่น้ำสาละวิน
เยาวชนชี้ว่า แม้หน่วยงานรัฐจะมีการติดตามตรวจสอบ แต่ข้อมูลยังไม่ถูกสื่อสารกลับสู่ชุมชนอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ขาดข้อมูลในการตัดสินใจและไม่มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง
“แม่น้ำและผืนดินคือชีวิตของเรา แต่วันนี้เรากลับไม่มีข้อมูล ไม่มีส่วนร่วม และไม่มีหลักประกันว่าชีวิตของเราจะปลอดภัย”
ในนามเครือข่ายเยาวชนอาสาเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมจากเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน จึงเสนอ 5 ข้อเรียกร้อง ได้แก่
- ให้รัฐบาลใช้ทุกกลไกเร่งแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนจากเมียนมา และควบคุมการทำเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก สาย และสาละวิน
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำและการปนเปื้อนในพืชผักและสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
- จัดให้มีมาตรการตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก เยาวชน สตรี และผู้สูงอายุ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ
- ส่งเสริมหลักสูตรท้องถิ่นและกิจกรรมเยาวชนด้านมลพิษข้ามแดนในสถานศึกษา เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
- เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกลไกการตัดสินใจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกระดับ

ทั้งนี้ ภายหลังเวทีเสร็จสิ้น ประชาชนในจังหวัดเชียงรายได้จัดขบวนพาเหรดภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแหล่งน้ำอย่างเร่งด่วน
