การเลือกตั้ง สส. จังหวัดแม่ฮ่องสอนรอบนี้ มีเพียง 2 เขตเลือกตั้ง และมีผู้สมัครรวม 12 คน (เขต 1 = 5 คน, เขต 2 = 7 คน) อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นจังหวัดที่มีขนาดสนามเล็ก แต่การเมืองกลับ ‘นิ่ง’ กว่าหลายพื้นที่ในภาคเหนือ เมื่อมองแบบแผนที่อำนาจ จะเห็นชัดว่าเกมหลักของแม่ฮ่องสอนไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันเชิงกระแสพรรค แต่เป็นการคงอยู่ของผู้เล่นเดิมที่ครองพื้นที่มาหลายสมัย แม้จะเปลี่ยนสีเสื้อก็ตาม
จุดร่วมสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการที่ แชมป์เก่าทั้งสองเขตต่างย้ายสังกัดพรรค แต่ยังคงเป็นบุคคลเดิมที่ชาวบ้านคุ้นเคย การแข่งขันจึงมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนป้ายแต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งส่งผลทำให้ความผันผวนของผลเลือกตั้งลดลงอย่างมาก
การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนการเมืองแบบ เสถียรภาพสูง-ความเปลี่ยนแปลงต่ำ เพราะแชมป์เก่าทั้งสองเขตต่างย้ายสังกัด แต่ยังคงเป็นบุคคลเดิมที่ครองพื้นที่มาหลายสมัย ความเป็นไปได้ที่ผลคะแนนจะพลิกจากเดิมจึงมีค่อนข้างจำกัด สำหรับพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย การได้แชมป์เก่ามาอยู่ในสังกัดคือการรับช่วงอำนาจต่อมากกว่าการบุกพื้นที่ใหม่ ขณะที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยในแม่ฮ่องสอน ยังอยู่ในบทบาทผู้ท้าชิงที่ต้องใช้เวลาสร้างฐาน และรอจังหวะที่โครงสร้างเดิมเริ่มคลายตัว
หากจะอ่านการเลือกตั้งแม่ฮ่องสอนรอบนี้ ไม่ควรถามแค่ว่าใครจะชนะ แต่ควรถามว่า ผู้สมัครหน้าใหม่จะสามารถสร้างการจดจำและสร้างฐานระยะยาวได้หรือไม่? คะแนนของผู้ท้าชิงขยับจากครั้งก่อนแค่ไหน? และการย้ายพรรคของแชมป์เก่า จะเป็นเพียงการเปลี่ยนเสื้อ หรือเป็นสัญญาณของการจัดทัพการเมืองระดับชาติในระยะยาว? เพราะทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่จะบอกได้ว่า เมื่อใด ‘การเมืองหน้าเดิม’ ของแม่ฮ่องสอนจะเริ่มเปิดพื้นที่ให้ความเปลี่ยนแปลงเข้ามาได้จริง

เขต 1 จากพลังประชารัฐสู่กล้าธรรม
เขตเลือกตั้งที่ 1 ปกรณ์ จีนาคำ แชมป์เก่าที่เคยสังกัดพลังประชารัฐ ย้ายมาลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม และยังคงเป็นตัวเต็งจากฐานเสียงเดิมที่สะสมมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ดี การย้ายพรรคในกรณีนี้ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนขั้วของฐานเสียงเท่าใดนัก แต่สะท้อนการปรับตำแหน่งให้สอดคล้องกับสมการอำนาจระดับชาติที่เปลี่ยนไป
คู่แข่งที่น่าจับตาคือ อนัส มณีพฤกษ์ ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชน อดีตที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลปาย ซึ่งมีประวัติการทำงานด้านสัตวบาล–อาสาสมัครผู้ช่วยสัตวแพทย์ โปรไฟล์ลักษณะนี้ทำให้อนัสเป็นผู้สมัครที่มีภาพลักษณ์ ‘ชุมชน–พื้นที่–งานบริการ’ มากกว่าการเมืองเชิงเครือข่าย
อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้าง เขต 1 ยังคงเป็นสนามที่แชมป์เก่าถือความได้เปรียบชัดเจน พรรคประชาชนในเขตนี้จึงยังอยู่ในโหมด ‘สร้างการจดจำ’ มากกว่าการคาดหวังพลิกเกมในทันที ฉะนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครชนะ แต่คือผู้ท้าชิงจะทำคะแนนได้มากแค่ไหน และจะสามารถสร้างฐานทางการเมืองระยะยาวในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างปายได้หรือไม่
เขต 2 สส.ประชาธิปัตย์คนสุดท้ายของภาคเหนือ เปลี่ยนเสื้อเป็นภูมิใจไทย
เขตเลือกตั้งที่ 2 มีความหมายเชิงสัญลักษณ์สูง เพราะ สมบัติ ยะสินธุ์ คือ สส.เพียงหนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยชนะการเลือกตั้งปี 2566 ในเขตภาคเหนือ แต่รอบนี้เจ้าตัวเลือกย้ายสังกัดมาลงสมัครในนาม พรรคภูมิใจไทย การย้ายพรรคของสมบัติสะท้อนภาพการเมืองแม่ฮ่องสอนอย่างชัดเจนว่า ตัวบุคคลสำคัญกว่าพรรค ผู้สมัครที่มีฐานส่วนตัวแข็งแรงจึงสามารถ ‘พาเก้าอี้ไปกับตัวเอง’ ได้มากกว่าพาไปกับอุดมการณ์พรรคใดพรรคหนึ่ง
คู่แข่งหลักคือ วิทยา หวานซึ้ง อดีตผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่เคยได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งก่อน การกลับมารอบนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการยืนยันว่าผู้ท้าชิงมีฐานผู้สนับสนุนที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่โจทย์ใหญ่คือจะสามารถขยับคะแนนให้ทะลุเพดานเดิมได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะของสมบัติในฐานะแชมป์เก่าหลายสมัย และความต่อเนื่องของเครือข่ายในพื้นที่ภูเขาที่การเมืองเปลี่ยนช้ากว่าพื้นที่เมืองใหญ่ เขต 2 ยังถูกมองว่าเป็นสนามที่ ‘ผลไม่น่าผันผวน’ แม้สีเสื้อจะเปลี่ยนไปก็ตาม
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
