พิษณุโลกเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ไม่มีบ้านใหญ่หลังใดสามารถเถลิงอำนาจขึ้นมาควบคุมคะแนนการเลือกตั้งได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมารวมถึงครั้งนี้ มีผู้สมัครมากหน้าหลายตาจากหลายบ้านลงสมัครชิงชัยในสนามแข่งขัน
ในการเลือกตั้งรอบนี้ 5 เขตของพิษณุโลกมีผู้ลงสมัครรวม 34 คน โดยเฉลี่ยแต่ละเขตจะมีผู้สมัครทั้งสิ้น 6-9 คน ซึ่งในจำนวนผู้สมัครแต่ละเขต ก็อุดมไปด้วยบ้านใหญ่หลากหลายบ้าน อาทิ บ้านไกรฤกษ์ บ้านจันทรา หรือน้อยวงศ์
จังหวัดพิษณุโลกในครั้งนี้จึงเป็นสนามการแข่งขันของบ้านใหญ่หลากหลายบ้าน โดยจะมีผลการเลือกตั้งเป็นตัวตัดสินว่า บ้านไหนจะได้เป็นใหญ่ในท้องถิ่น ในขณะที่พรรคประชาชนก็ต้องพยายามทวงคืนชัยชนะในเขต 1 ให้ได้ หลังพ่ายแพ้ไปในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ซ้ำยังต้องพยายามรักษาเก้าอี้ในเขต 5 ไปพร้อมกัน

เขต 1 เพื่อไทยสู้ศึกประชาชน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งทะยาน
พิษณุโลกเขต 1 กลายเป็นสนามที่ดุเดือดที่สุดสนามหนึ่ง หลังความพ่ายแพ้ของผู้สมัครพรรคประชาชนในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ในการเลือกตั้งรอบนี้ คู่แข่งคนเดิมอย่าง จเด็ศ จันทรา จากพรรคเพื่อไทย กลับมาแข่งขันสนามเขต 1 อีกครั้ง ขณะที่ ณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนก็ยังคงกลับมาท้าชิงที่นั่ง สส. ซึ่งพรรคส้มเคยครองตำแหน่งได้ยาวนานถึงสองสมัย
อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ยังไม่อาจประมาท จักษ์ พันธ์ชูเพชร อดีตแกนนำ กปปส. จังหวัดพิษณุโลก ที่ครั้งนี้หวังเกาะกระแสชาตินิยมลงสมัครชิงชัยในนามพรรคภูมิใจไทย การแข่งขันจากเขต 1 ในครั้งนี้ จึงมีตัวแปรใหม่ที่น่าจะทำให้ความน่าตื่นเต้นขยับเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ
เขต 2 แชมป์เก่าเตรียมเผชิญหน้าความท้าทายจากเครือข่าย อสม.
ในเขต 2 นพพล เหลืองทองนารา แชมป์เก่ายังคงลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยและเป็นตัวเต็ง เนื่องจากสามารถรักษาแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง 3 สมัยติดต่อกัน โดยในการเลือกตั้งรอบก่อน นพพล ชนะไปด้วยคะแนนนำโด่งกว่า 30,819 คะแนน
ทว่าคู่แข่งที่น่าจับตามองในเขตนี้ คือผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคภูมิใจไทยอย่าง ปรานอม หลิมประเสริฐ ซึ่งลงสมัครในนามพรรคแทนผู้สมัครคนเดิม โดยเธอเป็นอดีตแพทย์ประจำตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก ซึ่งทำให้เธอได้ร่วมงานกับเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นที่น่าจะเป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญ มากไปกว่านั้น พรรคภูมิใจไทยที่เธอสังกัด ก็มีคะแนนความนิยมอยู่มากในเครือข่าย อสม. ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงน่าจะเพียงพอให้คู่แข่งหน้าใหม่ กลายเป็นที่น่าจับตามองในสนามเขต 2

เขต 3 สลับกันไปมา ทั้งผู้สมัครและสีเสื้อ
พิษณุโลกเขต 3 ประสบกับการสลับเสื้อกันไปมาอีกครั้ง เมื่อแชมป์เก่าจากปี 2566 อย่าง พงษ์มนู ทองหนัก ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ทำให้ อนุชา น้อยวงศ์ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์เมื่อปี 2562 และเป็นอดีตผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยเมื่อปี 2566 ต้องส่งลูกชายอย่าง ศิราวัฒน์ น้อยวงศ์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม
ในขณะที่พรรคประชาชนเองก็มีการสลับตัวเอา ปุณณเมธ อ้นอารี อดีตแคนดิเดตบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลปี 2566 มาลงสมัครในเขต 3 พิษณุโลกแทนผู้สมัครคนเดิม จึงต้องมารอลุ้นว่าการเปลี่ยนตัวผู้สมัครรอบนี้จะช่วยให้พรรคประชาชนมีหวังในเขตนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมี เจนวิทย์ จันทรา ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย คู่กับน้องชายอย่าง จเด็ศ จันทรา ผู้สมัครเขต 1 โดยที่ทั้งคู่ต่างก็เป็นตัวแทนจากบ้านจันทรา และยังอยู่ในทีมภาคเหนือตอนล่างในการนำทางของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งน่าจะทำให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยคนนี้อาจเข้ามาท้าทายคะแนนจากบ้านใหญ่หลังอื่น
เขต 4 บ้านเก่ายังคงคอย แชมป์เก่ายังคงลุ้น
พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ยังคงต้องลุ้นในสนามเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยยืนยันส่ง นิยม ช่างพินิจ อดีตแชมป์เก่า 2 สมัยติดต่อในนามพรรคเพื่อไทย กลับมาท้าทายเก้าอี้ สส. อีกครั้ง หลังพ่ายแพ้ไปในการเลือกตั้งรอบปี 66
จากผลการเลือกตั้งรอบก่อน คะแนนของพิมพ์พิชชา ทิ้งห่างนิยมที่ 7,418 คะแนน (40,236 ต่อ 32,818) ทำให้ในสนามเขต 4 รอบนี้ แชมป์เก่าจึงไม่อาจประมาทบ้านเก่าในพื้นที่ไปได้

เขต 5 แชมป์เก่าเจอบ้านใหญ่กว่าเดิม
การพลิกชนะแชมป์เก่าอย่างขาดรอยของพรรคก้าวไกลในเขต 5 ส่งผลให้บ้านใหญ่ต้องปรับขบวนกันครั้งใหญ่ จุติ ไกรฤกษ์ ต้องกลับมาลงสมัครท้าชิงในนามพรรคภูมิใจไทย โดยจะต้องประชันกับแชมป์เก่าจากพรรคประชาชน อย่าง ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ ซึ่งอาจทำให้ผู้สมัครพรรคส้มต้องออกแรงมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อรอบที่แล้ว เพราะครั้งนั้นบ้านไกรฤกษ์ไม่ได้ลงสนามเป็นคู่แข่งโดยตรง
การแข่งขันในเขต 5 จึงเป็นดั่งสนามทดสอบ สส. เขตของพรรคส้ม ว่าจะสามารถรักษาชัยชนะอีกหนได้หรือไม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบ้านใหญ่ที่ใหญ่กว่าเดิม
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
