เรื่อง: พริม มณีโชติ
จบลงไปแล้วสำหรับ PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของที่จัดขึ้น 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ปีนี้บรรยากาศของงานยังคงอบอวลไปด้วยรสชาติอาหารท้องถิ่น เสียงสะล้อ ซอ ซึง และกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนในพื้นที่เช่นเดียวกับทุกปี แต่สิ่งที่ทำให้งานครั้งนี้มีรสชาติแปลกใหม่ยิ่งขึ้น คือการมีผู้คนหลากหลายกลุ่มแวะเวียนมาทักทาย พบปะ และร่วมแลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างคึกคัก
ไม่ว่าจะเป็น มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) มูลนิธิน้ำกว๊านสีรุ้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักศึกษาอาสาสมัครจากต่างประเทศ กลุ่มหัตถกรรมในท้องถิ่น สกร. ชมรม TO BE NUMBER ONE ธุรกิจคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ สปสช. เกษตรอำเภอ ไปจนถึงพี่น้องชาติพันธุ์เจ้าบ้านเจ้าถิ่น ทุกคนต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้ในฐานะผู้ร่วมฟัง ผู้ร่วมคิด และผู้ร่วมสร้างพื้นที่ไปพร้อมกัน
เบื้องหลังการจัดงานครั้งนี้มีเจ้าภาพหลากหลายกลุ่มร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้ง กลุ่มละอ่อน Home กลุ่มวิสาหกิจโฮมฮอมฮัก ภายใต้การสนับสนุนของ มูลนิธิ VOCOB รวมถึง สภาวัฒนธรรมตำบลภูซาง และ สภาวัฒนธรรมอำเภอภูซาง ที่เข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพสำคัญของงาน
ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งและการลงประชามติในช่วงเวลานั้น ซึ่งทุกอย่างยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน PAL Fest #5 กลับเปิดพื้นที่อีกแบบหนึ่ง พื้นที่ที่ชวนให้ผู้คนค่อยๆ สัมผัส เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประเด็นหลากหลายด้วยจังหวะของตัวเอง
สารคดี “ที่นี่ภูซาง” ภาพสะท้อนของอาหาร วัฒนธรรม และรากที่ถูกปรุงใหม่
บนจอผ้าขาวที่ขึงตึงกลางงาน สารคดีกำลังบอกเล่าเรื่องราวของเด็กๆ ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากบ้านของพวกเขาเอง ภาพท้องทุ่ง ป่าเขา และวิถีชีวิตในอำเภอภูซาง เคยถูกนำไปจัดแสดงไกลถึงประเทศสิงคโปร์มาแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ระหว่างเฟรมภาพเหล่านั้น ยังมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง อะไรคือความจริงที่อาจยังฉายไม่ชัดบนหน้าจอ
“ใหม่ก็เอา เก่าก็บ่เอาละ” คือประโยคเปิดต้นของบทสนทนาในวงพูดคุยที่เต็มไปด้วยผู้คนต่างวัย ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบรรยากาศเป็นกันเองของคนในพื้นที่ แต่ภายใต้ความอบอุ่นนั้น ภูซางยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสูงติดอันดับของภาคเหนือ

นั่นทำให้การสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อความสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้คนต่างรุ่นได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องของกิจกรรมชุมชน หากแต่เป็นโจทย์ใหญ่ของการอยู่รอดร่วมกัน ทั้งสำหรับคนที่ยังอยู่ในบ้านเกิด และสำหรับคนที่อยากกลับคืนบ้านในวันหนึ่ง
สร้างพื้นที่ วัฒนธรรมใหม่ เชื่อมผู้คน ลดปัจจัยเสี่ยง
ท่ามกลางความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างวัยหรือ Generation Gap งานเทศกาลครั้งนี้ได้พยายาม “ฮอม” การทำงานของเยาวชนกับปู่ย่าตายายเอาไว้ในทุกจังหวะของกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบกิจกรรม การตัดสินใจร่วมกัน การจัดงาน ไปจนถึงขั้นตอนของการถอดบทเรียนภายหลัง
ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่เติบโตมาพร้อมวัฒนธรรมเดิม ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด หรือการพนัน ซึ่งเคยเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้คนในชุมชนห่างออกจากกัน กลับถูกนำมาคิดต่อใหม่ในงานเทศกาลนี้ ผ่านการสร้างพื้นที่ประนีประนอมระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับค่านิยมสมัยใหม่ ระหว่างแนวคิดเรื่อง “พื้นที่ปลอดภัย” กับการยืนยันว่าพื้นที่สาธารณะควรเป็นของทุกคน
ภาพจำในอดีตอาจมองว่า “นักดื่ม” คือปัญหาที่ต้องกันออกไป แต่ในวันนี้ หลายคนกลับกลายเป็นกำลังสำคัญของชุมชน เป็นคนที่มีศักยภาพ มีแรง และพร้อมกลับมาช่วยสอดส่องดูแล ให้พื้นที่ของส่วนรวมกลับมาปลอดภัยและมีชีวิตอีกครั้ง

โจทย์ที่ต้องปรับตัว ทั้งสังคมสูงวัยและภัยพิบัติธรรมชาติ
พื้นที่ชีวิตของผู้คนในอำเภอภูซางกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายไม่ต่างจากอีกหลายอำเภอในภาคเหนือ ทั้งปัญหาภัยธรรมชาติที่การรับมือของรัฐยังไม่ทันการณ์ สังคมผู้สูงอายุที่มาพร้อมกับครอบครัวแหว่งกลาง และการย้ายถิ่นของคนหนุ่มสาวที่ต้องออกไปแสวงหาโอกาสในที่อื่น
ในความเป็นจริง การกลับบ้านของคนรุ่นใหม่จึงเป็นทั้งความหวังและโจทย์ใหญ่ไปพร้อมกัน มันดูเหมือนจะเป็นทางออกเดียว แต่ก็ยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของบทสนทนา PAL Fest #5 ก็ได้ชวนให้เราจินตนาการถึงภาพอนาคตที่เริ่มก่อร่างขึ้นแล้วในภูซาง ภาพของคนในอำเภอที่กำลังพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ของท้องถิ่นด้วยตัวเอง ภาพของความร่วมมือระหว่างรุ่นที่แน่นแฟ้นขึ้น ภาพของระบบการศึกษาที่กลมกลืนกับทักษะชีวิตและเนื้อตัวของผู้คนในพื้นที่ ภาพของการทำงานที่อำนาจระหว่างชุมชนกับหน่วยงานท้องถิ่นเท่าเทียมกัน รวมถึงความตั้งใจที่จะยกระดับอาหารปลอดภัยและสร้างพื้นที่ wellness ระดับชุมชน ที่ทุกคนเข้าถึงได้
นี่คือโจทย์ที่เปิดโอกาสให้ทั้งคนรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ และคนรุ่นเก๋าได้เปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

เทศกาลแห่งนี้คือพื้นที่ทดลองของคำถามเรื่อง “การกลับบ้าน”
PAL Fest #5 จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปี หากแต่เป็น พื้นที่ตัวอย่าง และ พื้นที่ทดลอง สำหรับค้นหาคำตอบของคำถามที่หมุนวนอยู่ในใจใครหลายคนมาเนิ่นนาน
“เราจะทำอย่างไร เพื่อให้เราได้กลับไปอยู่บ้านของเราได้ในท้ายที่สุด”
ลึกๆ แล้ว เราต่างเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความปรารถนาจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านในความหมายของครอบครัว ชุมชน ความสัมพันธ์ หรือบ้านในฐานะพื้นที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นของเราอย่างแท้จริง
และบางที เทศกาลแบบนี้เอง อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เราเริ่มมองเห็นเส้นทางกลับบ้านนั้นชัดขึ้นทีละนิด ผ่านการขับเคลื่อนของผู้คนที่อยากอยู่รอด อยากอยู่ร่วม และอยากอยู่ในบ้านเกิดของตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี
ต้นปี 2570 ที่อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา PAL Fest จะกลับมาอีกครั้ง และเราหวังอย่างยิ่งว่าเทศกาลครั้งต่อไปจะเป็นอีกพื้นที่ร่วมทางของผู้คนที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านเหมือนกัน
แล้วพบกันที่บ้านเกิดของเราทุกคน

