เชิญพิจารณา: กรมประมงกับการตรวจโลหะหนักในปลา เมื่อความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ค่ามาตรฐาน’

Date:

เขียน: สืบสกุล กิจนุกร

ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังเกิดสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก (เชียงใหม่–เชียงราย) แม่น้ำสาละวิน (แม่ฮ่องสอน) และแม่น้ำโขง (เลย) ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ของทุนจีนในประเทศเมียนมา กรมประมงได้ดำเนินการตรวจสอบสารโลหะหนักในปลาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ในเชิงหลักเกณฑ์ กรมประมงยึดค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2543 (ฉบับที่ 414) โดยกำหนดให้สารหนูไม่เกิน 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตะกั่วไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แคดเมียมไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และปรอทไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ในเชิงการดำเนินงาน มีการวางแผนตรวจสอบรวม 19 จุด ได้แก่ แม่น้ำกก 11 จุด แม่น้ำสาละวิน 3 จุด และแม่น้ำโขง 5 จุด

ผลการตรวจในช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 พบว่า ปลาในทุกลุ่มน้ำมีการปนเปื้อนของสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอทในระดับหนึ่ง

  • แม่น้ำกก ทั้งในเขตเชียงใหม่และเชียงราย พบสารโลหะหนักในปลา แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน
  • แม่น้ำโขง จังหวัดเลย พบสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียม แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน
  • แม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบสารโลหะหนักในปลาและกุ้ง โดยเฉพาะกุ้งที่มีแคดเมียมเกินค่ามาตรฐาน

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ โลหะหนักได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว และกำลังปรากฏในสัตว์น้ำแทบทุกพื้นที่ที่ทำการตรวจ

แม้หลายพื้นที่จะยัง ‘ไม่เกินค่ามาตรฐาน’ แต่การตรวจพบอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงภาวะการสะสมในระยะยาว ซึ่งไม่อาจประเมินได้ด้วยค่ามาตรฐานรายครั้งเพียงอย่างเดียว

ผมจึงขอเสนอข้อพิจารณาต่อกรมประมง จำนวน 5 ประการ ดังนี้

1. ต้องมองปัญหาในฐานะ ‘การสะสม’ ไม่ใช่แค่ ‘การเกินเกณฑ์’

แม้ค่าที่ตรวจพบจะยังไม่เกินมาตรฐาน แต่การได้รับสารโลหะหนักในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องผ่านการบริโภคปลา อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ตราบใดที่ยังมีการทำเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ ความเสี่ยงนี้จะยังดำรงอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เกินหรือไม่เกิน’ แต่คือ ‘สะสมไปแล้วเท่าไร และจะสะสมอีกแค่ไหน’

2. จัดทำฐานข้อมูลกลางให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง

ผลการตรวจปลาและสัตว์น้ำทั้งหมดควรถูกเปิดเผยในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ไฟล์ข้อมูล หรือการพัฒนาแดชบอร์ด (Dashboard)

การเข้าถึงข้อมูล คือพื้นฐานของการตัดสินใจและความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐ

3. ออกคำแนะนำตามหลัก ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’
กรมประมงควรออกคำแนะนำเชิงป้องกันอย่างชัดเจน เช่น งดเว้นการบริโภคเครื่องในปลาทุกชนิดในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน เนื่องจากเป็นอวัยวะที่สะสมสารโลหะหนักมากที่สุด

นี่ไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่คือการลดความเสี่ยงที่สามารถทำได้ทันที

4. คุ้มครองกลุ่มเสี่ยงอย่างเฉพาะเจาะจง
ควรมีคำแนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ให้งดเว้นการบริโภคปลาจากแม่น้ำที่มีความเสี่ยง เพราะกลุ่มเหล่านี้มีความเปราะบางต่อการสะสมของโลหะหนักมากกว่าคนทั่วไป

5. ให้คำแนะนำที่ ‘ใช้ได้จริง’ สำหรับประชาชน
ในหลายพื้นที่ ปลาเป็นแหล่งอาหารหลักของชุมชน กรมประมงจึงควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจน เช่น ชนิดปลา ปริมาณ และความถี่ในการบริโภค เพื่อให้ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงได้จริง ไม่ใช่เพียงรับรู้ข้อมูล

ในท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ผลตรวจปลา’ แต่คือเรื่องของ ‘ความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหาร’ แม่น้ำอาจไหลผ่านหลายประเทศ แต่ความเสี่ยงกลับหยุดอยู่ที่ร่างกายของประชาชน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ปลายังกินได้หรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะยอมให้ความเสี่ยงสะสมเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ต่อไปอีกนานแค่ไหน’

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...

PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของ: พื้นที่ทดลองของเยาวชน ที่ย้ำเตือนว่า วันหนึ่งเราทุกคนจะได้กลับบ้าน

เรื่อง: พริม มณีโชติ จบลงไปแล้วสำหรับ PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของที่จัดขึ้น 30 มกราคม...

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือชี้ ส.ปชส.ลำปาง นำเสนอข่าวชุมชนบ้านแม่หมีบิดเบือน–ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล 

22 มีนาคม 2569 มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) ออกแถลงการณ์ระบุ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปาง (ส.ปชส.ลำปาง) นำเสนอข่าวชุมชนบ้านแม่หมี...