การเลือกตั้ง สส. จังหวัดเพชรบูรณ์มีทั้งหมด 6 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัคร 52 คน (เขต 1 = 8, เขต 2 = 10, เขต 3 = 8, เขต 4 = 11, เขต 5 = 8, เขต 6 = 7) รอบนี้เป็นตัวอย่างชัดของ ‘การเมืองแบบบ้านใหญ่’ ที่เปลี่ยนสมการทั้งจังหวัดด้วยการย้ายพรรค โดยแชมป์เก่าทั้ง 6 เขตลงต่อครบทุกพื้นที่ และพร้อมใจกันย้ายออกจากพรรคพลังประชารัฐซึ่งเคยเป็นเรือลำเดิมในการเลือกตั้งปี 2562–2566 แทบทั้งจังหวัด โดยที่อดีตแชมป์เก่าเขต 2 ย้ายไปพรรคกล้าธรรม ขณะที่อีก 5 เขตไหลเข้าไปอยู่ภูมิใจไทยทั้งหมด
นี่คือจุดที่ทำให้เพชรบูรณ์ไม่ใช่สนามแบบพรรคชนพรรค แต่เป็น ‘เครือข่ายชนเครือข่าย’ ซึ่งแกนกลางของการเคลื่อนขั้วรอบนี้ก็หนีไม่พ้น สันติ พร้อมพัฒน์ ศูนย์รวมอำนาจเดิมของพลังประชารัฐในจังหวัดที่ตัดสินใจย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย โดยเฉพาะสาย พร้อมพัฒน์ ในเขต 5 และเครือข่ายบ้านใหญ่สำคัญอย่าง ทองใจสด ในเขต 6 ที่เชื่อมโยงกับอำนาจท้องถิ่นยาวนานผ่านตระกูลและตำแหน่งใน อบจ. จนทำให้ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคที่ถือไพ่เหนือกว่าในเชิงโครงสร้างอย่างมากใน 5 จาก 6 เขต ตั้งแต่ก่อนเริ่มหาเสียงจริงเสียอีก
สิ่งที่ทำให้ภาพนี้หนักแน่นขึ้น คือประวัติการครองพื้นที่ทางการเมืองโดยตระกูลการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแทบไม่เคยหายหน้าไปจากสภา ไม่ว่าจะเป็นตระกูล ทองใจสด ที่ส่งต่อตำแหน่งผู้แทนตั้งแต่ เอี่ยม ทองใจสด (2548, 2550, 2554, 2562) ก่อนส่งต่อให้ อัคร ทองใจสด ในปี 2566 หรือสาย พั้วช่วย และ พร้อมพัฒน์ ที่มีสถิติชนะเขตต่อเนื่องหลายสมัย รวมถึงตระกูล อนรรฆพันธ์ ที่เคยยึดเก้าอี้ 4 จาก 5 สมัยเช่นกัน เมื่อเอาทุนตระกูลมาวางบนทุนพรรคที่ย้ายค่ายพร้อมกัน ภูมิใจไทยจึงเหมือนเป็นพรรคที่ได้ทั้งโครงสร้างเดิมและจังหวะการเมืองจากการเรือแตกของพลังประชารัฐไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบของภูมิใจไทยไม่ได้แปลว่าเพชรบูรณ์เป็นสนามปิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเพชรบูรณ์กำลังเข้าสู่ภาวะรีเซ็ตและเริ่มใหม่ เพราะพรรคพลังประชารัฐซึ่งเคยเป็นร่มใหญ่ของบ้านใหญ่หลายสาย ได้กลายสถานะเป็นพรรคที่มีผู้สมัครหน้าใหม่ในบางเขตแบบกระจัดกระจาย ขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนกำลังพยายามสอดแทรกด้วยผู้สมัครที่เป็นคนทำงานและทีมจัดตั้งมากขึ้น แต่ยังต้องเจอกำแพงใหญ่สุดคือ โครงสร้างบ้านใหญ่ที่ยังคงอยู่แต่เปลี่ยนพรรค

เขต 1 ‘แชมป์เก่าย้ายค่าย’ ภูมิใจไทยเจอประชาชน–เพื่อไทย
เขต 1 แชมป์เก่าคือ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ที่ชนะในนามพลังประชารัฐทั้งปี 2562 และ 2566 และรอบนี้ย้ายมาอยู่ ภูมิใจไทย ทำให้ภาพเขตชัดว่าเป็น ‘คนเดิม เปลี่ยนพรรค’ แต่สิ่งที่ทำให้เขตนี้น่าดูขึ้น คือคุณภาพของผู้ท้าชิงที่ไม่ใช่แค่พรรคเล็กแบบเดิม ฝั่งพรรคเพื่อไทยส่ง สิทธิชัย ต๊ะอาจ ทนายความที่เคยลงสนามท้องถิ่น (ผู้สมัครนายก อบจ. ในนามคณะก้าวหน้า) แปลว่าเพื่อไทยพยายามดึงคนที่มีประสบการณ์พื้นที่และมีเครดิตจากการเมืองท้องถิ่นมาเป็นตัวชน
ขณะที่พรรคประชาชนส่ง รัฐภูมิ เลิศไพจิตร อดีตผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ และเคยเกี่ยวข้องงานการเมืองระดับชาติในฐานะอดีตสมาชิกทีมนโยบายเพื่อไทยมาก่อน เขาไม่ใช่นักการเมืองบ้านใหญ่ แต่เป็นผู้สมัครสายสื่อสาร-การเมืองที่มีภาพจำและประเด็น ทำให้เขต 1 เป็นหนึ่งในไม่กี่เขตที่การแข่งขันอาจไม่จบแค่การวัดฐานเสียง แต่มีมิติการสื่อสารกับคนเมือง/คนทำงานเข้ามาเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม เขตนี้ยังมีผู้สมัครจากหลายพรรคที่สะท้อนการแตกตัวของขั้วเดิม เช่น กล้าธรรมส่ง พรเทพ เพชรรุ่งทอง อดีตผู้สมัครอนาคตใหม่ปี 2562 หรือรวมไทยสร้างชาติที่ส่ง พัชรีนิษฐ์ สุขเสถียร เป็นต้น ดังนั้น ภาพรวมคือคะแนนฝ่ายไม่ภูมิใจไทยอาจกระจาย จึงทำให้แชมป์เก่าที่มีฐานเดิมยังคงได้เปรียบ แต่ส่วนต่าง จะเป็นตัวบอกอนาคตว่าแนวทางผู้สมัครสายคนทำงานเริ่มมีที่ยืนแค่ไหน
เขต 2 เขตเดียวที่แชมป์เก่าไม่ไปภูมิใจไทย–ศึกรอบด้านหลัง ‘จักรัตน์ พั้วช่วย’ ย้ายเข้ากล้าธรรม
เขต 2 เป็นเขตที่แหกวงของจังหวัด เพราะแชมป์เก่าอย่าง จักรัตน์ พั้วช่วย (ชนะในนามพลังประชารัฐปี 2562 และ 2566) ไม่ย้ายเข้าภูมิใจไทย แต่เลือกไป พรรคกล้าธรรม ทำให้เขตนี้กลายเป็นพื้นที่ทดสอบว่ากล้าธรรมสามารถทำหน้าที่เป็นเรือใหม่ของอดีตพลังประชารัฐได้หรือไม่ และไม่ใช่แค่ตัวบุคคล เพราะจักรัตน์มีทุนทางตระกูล/เครือข่าย (หลานของ จรัส พั้วช่วย อดีตรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นต้นทุนทางการเมืองที่ใช้ได้จริงในสนามบ้านใหญ่
แต่เขตนี้ไม่ได้ง่าย เพราะภูมิใจไทยส่ง ยุพราช บัวอินทร์ อดีต สส. ประชาธิปัตย์ปี 2554 และเคยเป็นผู้สมัคร ปชป. ในเขตนี้มาก่อน นี่คือผู้ท้าชิงที่ไม่ใช่หน้าใหม่ ขณะที่เพื่อไทยส่ง ธนะโรจน์ อัครกิจชัยนนท์ ซึ่งเคยลงสมัครทั้งในนามเพื่อไทย (2566) และประชาธิปัตย์ (2562) ทำให้เขต 2 กลายเป็นสนามที่มีตัวตึงหลายขั้ว และยังมีพลังประชารัฐส่งผู้สมัครหน้าใหม่ วงศ์วิศว์ ผลลอย ซึ่งสะท้อนว่าพลังประชารัฐในจังหวัดเหลือเพียงการปักธงมากกว่าการคุมโครงสร้างเดิมแล้ว
ขณะที่พรรคประชาชนในเขตนี้ส่ง รวงทิพร แสนคำภูเขตต์ ที่มีฐานท้องถิ่นในพื้นที่น้ำหนาว (เคยเป็นผู้สมัคร ส.อบจ. และเคยเป็นรองนายก อบต.) นี่สะท้อนว่าพรรคประชาชนพยายามเดินเกมด้วยคนที่ทำงานในพื้นที่จริงไม่ใช่แค่กระแส แต่คำถามคือฐานท้องถิ่นนี้จะยกระดับขึ้นชนกับบ้านใหญ่ได้แค่ไหนในสนามที่มีผู้สมัครเก่าเครือข่ายแน่นหลายคนพร้อมกัน

เขต 3 ภูมิใจไทยได้แชมป์เก่า แต่เพื่อไทยส่งชื่อระดับชาติ สู้กันด้วยเครือข่าย vs ภาพใหญ่
เขต 3 แชมป์เก่าคือ บุญชัย กิตติธาราทรัพย์ อดีต ส.อบจ. และเป็น สส. พลังประชารัฐปี 2566 และ 2562 ซึ่งรอบนี้ย้ายมาอยู่ ภูมิใจไทย ตามกระแสใหญ่ของจังหวัด ทำให้เขตนี้ในเชิงโครงสร้างยังเอียงมาทางภูมิใจไทย แต่สิ่งที่ทำให้เขตนี้น่าสนใจคือเพื่อไทยส่ง ตรีชฎา ศรีธาดา ซึ่งมีโปรไฟล์เป็นอดีตโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เป็นชื่อที่สื่อสารได้ในระดับชาติและสร้างแรงสะเทือนเชิงภาพลักษณ์ได้มากกว่าผู้สมัครท้องถิ่นทั่วไป
นี่ทำให้เขต 3 กลายเป็นการปะทะกันระหว่าง ‘การเมืองบ้านใหญ่’ กับ ‘การเมืองระดับชาติ’ ซึ่งหากจะมีตัวชี้วัดสำคัญ เขตนี้ต้องอ่านจากเพื่อไทยว่าจะดึงคะแนนกลับมาได้มากน้อยแค่ไหนในจังหวัดที่บ้านใหญ่ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทยแทบหมด ขณะที่พรรคประชาชนส่งผู้สมัครสายแรงงานอุตสาหกรรมอย่าง มนตรี ขุนเทพ (ทำงานในโตโยต้า) เป็นสัญญาณว่าพรรคกำลังพยายามวางฐานใหม่จากคนทำงาน
เขต 4 สนามแย่งฐานเดิม แชมป์เก่าภูมิใจไทยฐาน อบจ. ชนอดีต สส.เดิม เพื่อไทย
เขต 4 แชมป์เก่า วรโชติ สุคนธ์ขจร อดีตประธานสภา อบจ. เพชรบูรณ์ และเป็น สส. พลังประชารัฐปี 2566 รอบนี้ย้ายเข้า ภูมิใจไทย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเดียวกับทั้งจังหวัด นี่คือผู้สมัครที่มีฐานท้องถิ่นชัดและมีประสบการณ์การเมืองใน อบจ. เป็นทุนหนุน
แต่เพื่อไทยในเขตนี้ไม่ได้ส่งหน้าใหม่ หากส่ง ทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ที่เคยเป็นผู้สมัครเพื่อไทยทั้งปี 2562 และ 2566 และเคยเป็นอดีต สส. บัญชีรายชื่อเพื่อไทยปี 2554 นี่ทำให้เขต 4 เป็นสนามที่น่าดูเพราะเป็นการชนกันของ ‘ฐานท้องถิ่น อบจ.’ กับ ‘ฐานพรรคใหญ่’ ในเครือข่ายเดิม ขณะที่พรรคประชาชนส่ง พรหมธาดา วิเศษสิงห์ ซึ่งเป็นคณะทำงานพรรค สะท้อนยุทธศาสตร์แบบพรรคสมัยใหม่ที่เน้นทีมจัดตั้ง
อย่างไรก็ดี เขต 4 ยังมีผู้สมัครจากทุกพรรคจำนวนมากถึง 11 คน ซึ่งส่งผลทำให้คะแนนฝ่ายท้าชิงมีโอกาสกระจายมาก

เขต 5 พร้อมพัฒน์ย้ายค่ายทั้งบ้าน ‘วันเพ็ญ’ ในเสื้อภูมิใจไทย คือการย้ายขั้วที่มีเดิมพันระดับจังหวัด
เขต 5 มี สันติ พร้อมพัฒน์ นักการเมืองมากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายตำแหน่ง เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รัฐบาลเศรษฐา), รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รัฐบาลประยุทธ์), รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลยิ่งลักษณ์), และ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน
สันติเป็นตัวแปรสำคัญในระดับจังหวัดแบบปฏิเสธไม่ได้ เพราะแชมป์เก่าในเขต 5 วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สส. พลังประชารัฐปี 2562 และ 2566 คือภรรยาของเจ้าตัวที่รอบนี้ย้ายเข้าสู่ ภูมิใจไทย นี่ไม่ใช่แค่การย้ายพรรค แต่เป็นการประกาศชัดว่าบ้านพร้อมพัฒน์เลือกยืนอยู่ฝั่งไหน และเมื่อบ้านนี้เป็นหนึ่งในแกนการเมืองเพชรบูรณ์มาหลายสมัย การย้ายครั้งนี้จึงเท่ากับการขยับทั้งจังหวัดไปทางภูมิใจไทยมากขึ้นอีกขั้น
เพื่อไทยในเขตนี้ส่ง สุประวีณ์ อนรรฆพันธ์ ซึ่งเคยเป็นผู้สมัครเพื่อไทยเขต 5 ปี 2566 และมีสายสัมพันธ์ตระกูลการเมือง เพราะเป็นหลานของ สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ นี่ทำให้เขต 5 ไม่ได้ไร้คู่แข่ง แต่เป็นการแข่งขันของบ้านใหญ่ชนบ้านใหญ่ ส่วนพรรคประชาชนส่ง ธารดา จันทร์สอน ซึ่งเป็นคณะทำงานพรรค เป็นภาพเดิมของการวางทีมจัดตั้งในพื้นที่ ขณะที่พลังประชารัฐกลับมาปักธงด้วย ทองสุข บำรุงนอก อดีตผู้สมัครรวมไทยสร้างชาติปี 2566
เขต 6 หัวใจบ้านใหญ่เพชรบูรณ์ ‘ทองใจสด’ ซบภูมิใจไทย พร้อมฐาน อบจ. 20 ปี
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเขตที่เป็น ‘แกนบ้านใหญ่’ ของเพชรบูรณ์ เขต 6 คือเขตนั้น เพราะแชมป์เก่าคือ อัคร ทองใจสด สส. พลังประชารัฐปี 2566 ที่ย้ายเข้าสู่ ภูมิใจไทย บุตรของ อัครเดช ทองใจสด นายก อบจ. เพชรบูรณ์หลายสมัย รวมถึงเป็นทายาทของ เอี่ยม ทองใจสด อดีต สส. ที่ชนะต่อเนื่องยาวนานหลายสมัย ข้อมูลย้อนหลังการเลือกตั้ง 5 ครั้งล่าสุดตั้งแต่ปี 2548 ยืนยันว่าตระกูลทองใจสด ‘ไม่เคยหายหน้า’ ไปจากสนามเลือกตั้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นการย้ายพรรคของอัครในรอบนี้ จึงไม่ใช่การย้ายของ สส. คนหนึ่ง แต่คือการพาฐานที่แข็งที่สุดของจังหวัดไปอยู่กับภูมิใจไทยแบบเต็มตัว
คู่แข่งในเขตนี้มีเพื่อไทยส่ง เกรียงไกร ปานสีทอง ผู้ที่มีประสบการณ์ลงสนามต่อเนื่อง (เคยลงเพื่อไทยปี 2566 และเคยอยู่อนาคตใหม่ปี 2562) สะท้อนว่าฝั่งเพื่อไทยพยายามใช้คนที่รู้พื้นที่และเคยลงเลือกตั้งจริง ขณะที่พรรคประชาชนส่ง อัครพงษ์ สิทธิ ซึ่งมีบทบาทช่วยหาเสียงและเป็นผู้สมัครสายคนทำงาน/การจัดการ เป็นการปักฐานแบบพรรคสมัยใหม่ แต่ในเขตที่ทุนท้องถิ่นหนาแน่นที่สุด คำถามสำคัญคือจะเจาะกำแพงบ้านใหญ่ได้แค่ไหนมากกว่าจะหวังชนะทันที
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
