24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) รวมตัวบริเวณปั๊มน้ำมันฝั่งตรงข้ามตลาดฟ้าเพียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังเทศบาลตำบลเชียงดาว เพื่อเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อขบวนเดินทางถึงหน้าประตูเทศบาลตำบลเชียงดาว กลับถูกแจ้งห้ามทำกิจกรรมเคลื่อนไหว โดยนายกเทศมนตรีให้เหตุผลว่าเป็นสถานที่ราชการ ไม่อนุญาตให้มีการส่งเสียงหรือรวมตัวภายในพื้นที่ พร้อมระบุว่า “เทศบาลจัดสถานที่ประชุมให้ก็ดีเท่าไรแล้ว” ท่าทีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะตัดสินใจเดินอ้อมเข้าอีกประตูหนึ่งของเทศบาล
ตัวแทนประชาชนกล่าวระหว่างการเคลื่อนไหวว่า
“ภาพแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เงินเดือนและสถานที่นี้มาจากภาษีของประชาชน แต่กลับมาปิดกั้นการแสดงออกตามสิทธิเสรีภาพ”
เปิดเวทีรับฟังความเห็น หลังการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง 1 ปี

เวลา 09.30 น. คณะอนุกรรมการฯ ชี้แจงว่า เวทีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาและปรับปรุงกฎหมายป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ซึ่งเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของเครือข่าย สชป. และ สกน. เมื่อช่วงวันที่ 24 มีนาคม – 1 เมษายน 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่และทำเนียบรัฐบาล
การรับฟังความเห็นครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์สะท้อนผลกระทบโดยตรง แบ่งกลุ่มตามพื้นที่ป่า ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 5 แห่ง, เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 2 แห่ง โดยมีการขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุมในช่วงระดมข้อมูล เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นได้อย่างอิสระ ก่อนกลับเข้ามารับฟังข้อเสนอในช่วงสรุป
ด้าน สกน. ออกแถลงประณาม สภ.แจ้ซ้อน กล่าวหาบิดเบือนข้อมูลคุกคามชาวบ้านแม่หมี
ในวันนี้เองสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ได้แถลงการณ์เรียกร้องให้หยุดสร้างข้อมูลเท็จและคุกคามประชาชน พร้อมประณามการปฏิบัติหน้าที่ของสถานีตำรวจภูธรแจ้ซ้อน กรณีเหตุการณ์ในชุมชนบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกว่า 30 คน ได้จัดกิจกรรมเปิดป่า เปิดแนวกันไฟ เพื่อยืนยันศักยภาพในการจัดการทรัพยากรตามวิถีชุมชน และปกป้องพื้นที่จิตวิญญาณและระบบเกษตรไร่หมุนเวียน ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นควันในภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม สหพันธ์ฯ ระบุว่า หลังจากกิจกรรมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แจ้ซ้อน ได้รายงานข้อมูลคลาดเคลื่อนและบิดเบือนเจตนารมณ์ของชุมชน โดยตีความการทำแนวกันไฟเป็นการท้าทายอำนาจรัฐหรือฝ่าฝืนกฎหมายปิดป่า ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าพื้นที่หมู่บ้านแม่หมีโดยไม่แจ้งผู้นำชุมชน และมีการซักถามชาวบ้านบางรายในลักษณะกดดัน ทำให้เกิดความหวาดกลัวและความไม่ปลอดภัยในชุมชน
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดสิทธิชุมชนและขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พร้อมเรียกร้องให้ สภ.แจ้ซ้อน ยุติการติดตาม คุกคาม และสอดแนมชาวบ้านโดยทันที
ชุมชนสะท้อนผลกระทบ ‘กฎหมายป่าทำให้เราไม่มีที่ยืน’
ข้อมูลจากการระดมความคิดเห็นพบว่า ชุมชนจำนวนมากในเขตป่าอนุรักษ์เผชิญข้อจำกัดด้านสิทธิในที่ดิน ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และการใช้ประโยชน์ทรัพยากร
ประชาชนจำนวนมากมองว่า กฎหมายทั้งสองฉบับมีที่มาจากช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งผลให้เนื้อหากฎหมายเน้นการอนุรักษ์โดยไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม
หลายพื้นที่รายงานว่า ถูกดำเนินคดีและยึดที่ดิน แม้เป็นพื้นที่ทำกินเดิมที่ใช้มาอย่างยาวนาน ขณะที่การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ เช่น การตรวจค้นหรือควบคุมตัวโดยไม่ต้องมีหมายศาล สร้างความหวาดระแวงให้กับชุมชน
ชาวบ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวรายหนึ่งสะท้อนว่า
“แม้แต่จะซ่อมห้องน้ำในบ้าน ยังต้องขออนุญาตหลายเดือน บางครั้งเอาวัสดุเข้าไปไม่ได้ ต้องทิ้งของไว้ที่ด่าน”
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานในชุมชนยังติดข้อจำกัดทางกฎหมาย แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันปีงบประมาณ เนื่องจากต้องรออนุญาตจากหน่วยงานป่าไม้
ถอนเขตป่าทับซ้อน รับรองสิทธิชุมชน

ข้อเสนอจากเวทีรับฟังความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ
1.แก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ทั้ง 2 ฉบับใหม่
2.เพิกถอนหรือปรับแนวเขตพื้นที่ป่าที่ทับซ้อนกับชุมชน
3.รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร
พร้อมเสนอแนวทางโฉนดชุมชน และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ยกเลิกกฎหมายป่าปลอดคน ‘ยุติโศกนาฏกรรมในเขตป่า’
ช่วงท้ายเวที ตัวแทน สชป. และ สกน. อ่านแถลงการณ์ยืนยันจุดยืน ‘ยกเลิกกฎหมายป่าปลอดคน’ โดยระบุว่า นโยบายทวงคืนผืนป่าและเป้าห’ายเพิ่มพื้นที่ป่า 40% นำไปสู่การแย่งยึดที่ดินและละเมิดสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะคนจนและกลุ่มชาติพันธุ์
แถลงการณ์ยังย้ำว่า ชุมชนอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าของรัฐ และมีบทบาทในการดูแลทรัพยากรมาโดยตลอด จึงเรียกร้องให้รัฐยอมรับสิทธิชุมชน และปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
“เราพร้อมเดินหน้าการต่อสู้ในรัฐบาลใหม่ เพื่อให้การแก้ปัญหาที่ดินและป่าไม้เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ” ตัวแทนเครือข่ายกล่าว
การรวมตัวครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญครบรอบ 1 ปีของการเคลื่อนไหวของเครือข่ายคนอยู่กับป่า และสะท้อนแรงกดดันต่อรัฐให้ทบทวนโครงสร้างกฎหมายป่าอนุรักษ์ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าการอนุรักษ์ จะเดินต่อไปอย่างไร โดยไม่ทิ้งผู้คนที่อาศัยอยู่กับป่ามานานนับชั่วอายุคน
