12 ชุมชนแม่ศึก–แม่นาจร ค้านเขตห้ามล่าฯ แม่แจ่ม หวั่นกระทบสิทธิจัดการทรัพยากร

Date:

เรื่อง : กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

ภาพ : โอะเขาะนา เลอะโป่งขนุน

25 กันยายน 2568 ที่วัดบ้านนาฮ่อง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ ‘การเตรียมกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม’ โดยมีหนังสือเชิญผู้นำชุมชนที่มีส่วนได้เสียจากตำบลแม่ศึกและแม่นาจร จำนวน 12 ชุมชน พร้อมตัวแทนชุมชนละ 5 คนเข้าร่วม ในการประชุมนี้มีชาวบ้านกว่า 200 คนเดินทางมาร่วมประชุม เพื่อยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวต้องเปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การกำหนดพื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแจ่มจำนวนเนื้อที่ 67,321 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนทั้ง 12 แห่ง ได้แก่ บ้านสบแม่รวม บ้านแม่ซา บ้านห้วยผา บ้านแม่หอย บ้านแม่จรเหนือ บ้านนากลาง บ้านนาฮ่อง บ้านผาละปิ บ้านห้วยผักกูด บ้านสบแม่สะต๊อบ บ้านแม่นิงใน และบ้านโป่งขนุน โดยที่ผ่านมา ชุมชนยืนยันชัดเจนว่าทุกเวทีประชาคมระดับหมู่บ้านที่จัดขึ้นทุกชุมชนต่างมีมติ ‘ไม่เห็นด้วย’ ต่อการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนเอง อีกทั้งหน่วยงานยังไม่ได้จัดเวทีประชาคมให้ครบทุกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบหรือเกี่ยวข้องโดยตรง ขณะเดียวกัน ในกระบวนการเดินสำรวจแนวเขต ก็ไม่มีตัวแทนชุมชนเข้าร่วมเพื่อยืนยันพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์อยู่จริง

อย่างไรก็ตาม รายงานสำรวจที่หน่วยงานจัดทำกลับไม่สะท้อนผลการประชาคมของแต่ละชุมชน แต่ระบุเพียงว่าได้ผ่านการหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งยังระบุในรายงานว่า มีการเดินสำรวจแนวเขตร่วมกับชุมชนแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือหลายหมู่บ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชาคมครบถ้วน และไม่ได้มีตัวแทนชุมชนร่วมสำรวจแนวเขตจริง

ตัวแทนชุมชนหลายหมู่บ้านชี้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้คัดค้านการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มอย่างต่อเนื่อง เคยยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจนทำให้กระบวนการล่าช้าไป 3–4 ปี แต่หน่วยงานก็ยังคงเดินหน้าผลักดัน โดยการประชุมครั้งล่าสุดก็เชิญเฉพาะผู้นำกับตัวแทนไม่กี่คน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพยายาม ‘ลดทอนการมีส่วนร่วม’ ของประชาชนส่วนใหญ่

ด้าน ศักดิ์สิทธิ์ บุตรอุดม เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หัวหน้าพื้นที่เตรียมการกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า การจัดเวทีครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อให้เกิดการถกเถียงกัน ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าได้ไม่ถึงหนึ่งปี และทราบดีว่าชุมชนมีจุดยืนคัดค้านการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอยู่แล้ว ดังนั้น หากชาวบ้านไม่เห็นด้วย ก็สามารถแสดงเหตุผลลงในแบบสำรวจความคิดเห็นที่หน่วยงานจัดเตรียมไว้ โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามมติของชุมชนอย่างแน่นอน

วิศรุต ศรีจันทร์ จากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) แสดงความเห็นว่า วิธีการของรัฐในการกำหนดเขตพื้นที่ป่าโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมนั้นถือเป็นสิ่งที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ปัจจุบันชุมชนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นและตระหนักถึงผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายแล้ว ดังนั้น หน่วยงานรัฐที่เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ควรแสดงความจริงใจ เปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริง รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านให้ชุมชนได้รับทราบอย่างโปร่งใส

ตัวแทนจากทั้ง 12 ชุมชนได้ผลัดกันแสดงความเห็นในที่ประชุม เพื่อให้มีการบันทึกอย่างเป็นทางการว่า ทุกชุมชนไม่เห็นด้วยกับการกำหนดพื้นที่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม พร้อมย้ำว่าหน่วยงานต้องส่งรายงานการประชุมกลับมายังแต่ละชุมชนเพื่อร่วมตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนปิดการประชุม ตัวแทนชุมชนยังได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่ม โดยมีข้อเรียกร้องชัดเจนว่า “ต้องยุติการกำหนดพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่แจ่มโดยทันที”

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

[ชุดข้อมูล] เปิดข้อมูลผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปจำนวนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ระหว่างวันที่ 27–31 ธันวาคม...

ชั่วชีวิตที่ยังต้องรอคอย เมื่อ ‘สัญชาติไทย’ คือบัตรผ่านประตูสู่ความเป็นมนุษย์ที่บ้านแม่หาด

ในประเทศไทย การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐมักถูกนิยามว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองพึงได้รับอย่างเท่าเทียม ทว่าในโลกของความเป็นจริง สิทธินี้กลับมี ‘กำแพงทางทะเบียน’ เป็นตัวกั้นสำหรับผู้ที่ตัวตนไม่ถูกยอมรับในระบบของรัฐ  การเจ็บป่วยจึงไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสุขภาพ แต่คือภาระทางเศรษฐกิจและบททดสอบการจัดการชีวิตที่หนักหน่วงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า “เวลาไปโรงพยาบาล หนูต้องใช้เงินเยอะกว่าปกติ...

ภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์ประชามติ กระจาย 17 จังหวัด รวม 80 แห่ง เชียงใหม่มากสุด 26 แห่ง แต่หลายเขตยังขาดศูนย์รณรงค์ เปิดรับอาสาร่วมตั้งศูนย์เพิ่ม

เครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์รณรงค์ประชามติ กระจายตามร้านหนังสือ คาเฟ่ ร้านยา ตลาด โรงเรียน บ้านในชุมชน และสำนักงานเครือข่าย เพื่อเป็นจุดให้ข้อมูล...

[ชุดข้อมูล] เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้...