หากพูดถึงจังหวัดสุโขทัยต้องเริ่มจากชื่อของ สมศักดิ์ เทพสุทิน และเครือข่าย ‘กลุ่มสามมิตร’ ที่เป็นแกนกลางของโครงสร้างการเมืองของจังหวัดมาช้านาน เพราะสุโขทัยไม่ได้แข่งขันกันด้วยแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นจังหวัดที่พลังของเพื่อไทยจำนวนมากในพื้นที่ยึดโยงอยู่กับเครือข่ายนำทางการเมืองที่มี สมศักดิ์เป็นคนวางฐาน วางคน และรักษากลไกทางอำนาจไว้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ยิ่งสมศักดิ์ถูกจับตาในบทบาทระดับชาติของพรรคเพื่อไทยมากเท่าไหร่ สุโขทัยก็ยิ่งถูกยกเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่ ‘ห้ามเสีย’ และต้องชนะให้เห็นความแข็งแรงของเครือข่ายเดิมมากเท่านั้น
การเลือกตั้ง สส. จังหวัดสุโขทัยครั้งนี้ มีเขตเลือกตั้งทั้งหมด 4 เขต และมีผู้สมัครรวม 30 คน (เขต 1 = 8 คน, เขต 2 = 8 คน, เขต 3 = 7 คน, เขต 4 = 7 คน) ภาพรวมทั้งจังหวัดประเมินได้ว่าเพื่อไทยยังได้เปรียบสูง แต่รายชื่อผู้สมัครที่ทำให้เห็นว่า สุโขทัยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะความเปลี่ยนไม่ได้มาในรูปการพลิกขั้วทันที แต่อยู่ในรายละเอียดอย่างการส่งต่อทางสายตระกูล การแตกตัวของพรรคฝั่งเดิม และการที่พรรคประชาชนเริ่มส่งผู้สมัครที่มีตัวตนและรากพื้นที่จริงลงครบทุกเขต จนทำให้สนามที่เคยเป็นเสมือนทางโล่งสำหรับเพื่อไทย เริ่มกลายเป็นสนามที่ต้องอ่านจากส่วนต่างคะแนนมากกว่าผลชนะ–แพ้

เขต 1 ส่งไม้ต่อสายกุลนาถศิริ วัดพลังเครือข่ายสมศักดิ์ กับผู้ท้าชิงที่มีรากการเมืองท้องถิ่น
เขต 1 คือพื้นที่ที่ภาพการเมืองแบบสมศักดิ์–สามมิตรชัดที่สุดในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเพื่อไทยส่ง ณัคนางค์ กุลนาถศิริ ลงสนามในฐานะรุ่นต่อไปของเครือข่ายเดิม โดย ณัคนางค์ เป็นบุตรของแชมป์เก่าอย่าง พรรณสิริ กุลนาถศิริ อดีต สส. สุโขทัย ที่เป็นน้องสาวของ สมศักดิ์ เทพสุทิน การลงสนามครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปักธงพรรค แต่เป็นการ ‘ส่งต่ออำนาจ’ ที่ต้องพิสูจน์ว่าเครือข่ายบ้านใหญ่ยังแบกคะแนนได้แน่นเพียงใด
อย่างไรก็ตามในเขต 1 พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถประมาทได้ เพราะพรรคประชาชนส่ง กัญญาวีร์ ทองสงค์ อดีตผู้สมัครก้าวไกลปี 2566 ลงชนในเขตนี้ โดย กัญญาวีร์ มีทั้งประสบการณ์เลือกตั้งและสายสัมพันธ์การเมืองท้องถิ่นผ่านครอบครัว (ภรรยาของ สุวิทย์ ทองสงค์ อดีตผู้สมัครภูมิใจไทยปี 2562) การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าศึกพรรคใหญ่–พรรคใหม่ และเมื่อฝั่งไม่เพื่อไทยยังแตกเป็นหลายพรรค ทั้งพลังประชารัฐ (เช่น วิรัตน์ วิริยะพงษ์ ที่ย้ายจากรวมไทยสร้างชาติ), กล้าธรรม, ภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ เขตนี้จึงเป็นสนามที่เพื่อไทยยังนำ แต่ต้องอ่านเกมจาก ‘ความห่าง’ ว่าจะยังชนะสบายเหมือนเดิมหรือไม่
เขต 2 แชมป์เก่าเพื่อไทยเจอผู้ท้าชิงหลายสาย ท้องถิ่น–อาชีพ–ย้ายขั้ว
เขต 2 มีแชมป์เก่าอย่าง ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง (เพื่อไทย) ลงรักษาที่นั่งต่อ จึงทำให้เพื่อไทยยังได้เปรียบจากความต่อเนื่องของตัวบุคคล แต่สนามนี้น่าจับตาเพราะมีผู้ท้าชิง ‘ไม่ซ้ำทาง’ ซึ่งสะท้อนการแตกแขนงของการเมืองเดิมให้เห็นชัด ทั้ง พัฒ ตั้งเบญจผล (ประชาธิปัตย์) สายท้องถิ่น–อดีต ส.อบจ., ณรัฐพงศ์ พรหมมี (พรรคประชาชน) สายอาชีพ–ธุรกิจ–คนรุ่นใหม่, รวมถึง วศินภัทร์ กิตตินันท์พาณิช ที่ย้ายจากก้าวไกลไปสังกัด กล้าธรรม หลังเคยเป็นผู้สมัครก้าวไกลปี 2566
องค์ประกอบเช่นนี้ทำให้เขต 2 ไม่ใช่แค่สนามเพื่อการรักษาแชมป์ แต่เป็นสนามวัดว่าเพื่อไทยจะยังชนะด้วยส่วนต่างเท่าเดิมหรือไม่ และพรรคประชาชนจะสามารถขึ้นมาเป็นคู่แข่งหลักได้แค่ไหน เพราะหากคะแนนพรรคประชาชนยืนเป็นก้อนได้ชัดในเขตที่มีผู้ท้าชิงหลายสาย นั่นจะหมายถึงการปักฐานที่จริงจังขึ้นได้ในจังหวัดฐานสามมิตร

เขต 3 เพื่อไทยสายตระกูลยังนิ่ง อ่านเกมจากตัวเลขมากกว่าหน้าผู้สมัคร
เขต 3 เป็นเขตที่ดูนิ่งที่สุด เพราะ ประภาพร ทองปากน้ำ (เพื่อไทย) ลงรักษาเก้าอี้ต่อ และมีฐานเครือญาติทางการเมืองชัดเจนในพื้นที่ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การที่พรรคประชาชนส่ง นราธิป ภูมิถาวร ซึ่งเดิมเคยลงในนามประชาธิปัตย์เมื่อปี 2566 และมีภาพลักษณ์ฐานชุมชนแบบเกษตรกร ทำให้พรรคประชาชนไม่ได้ส่งคนแบบเดิมซ้ำๆ แต่พยายามขยายฐานเข้าหาชนบทผ่านตัวแทนที่จับต้องได้ ขณะที่พรรคอื่นๆ อย่างรวมไทยสร้างชาติและกล้าธรรมมีผู้สมัครที่เคยอยู่พรรคใหญ่ ทำให้คะแนนเพื่อไทยอาจกระจาย
ฉะนั้น การแข่งขันในเขต 3 จึงต้องรอติดตามจาก ‘แนวโน้มคะแนน’ และความห่างชั้น ว่าใครจะเป็นเช่นไรภายใต้การแข่งขันที่มีผู้เข้าร่วมหลายกลุ่มเช่นนี้
เขต 4 แข่งกันหลากหลาย เพื่อไทยชนบ้านใหญ่สวรรคโลก และพรรคประชาชนย้ายเขตมาท้าชน
เขต 4 คืออีกสนามที่มีการแข่งขันกันสูง เพราะมีคู่แข่งที่มีฐานและชื่อชัดเจนหลายฝั่ง โดยแชมป์เก่าคือ จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล (เพื่อไทย) ที่มีประวัติการเมืองยาวนาน ขณะที่ภูมิใจไทยส่ง สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ อดีต สส. ปี 2562 ที่มีฐานตระกูลท้องถิ่นสวรรคโลก (บุตรของ สมชาติ ลิมประพันธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก 10 สมัย) ส่วนพรรคประชาชนมี นาตยา กรุณามิตร อดีตผู้สมัครก้าวไกลปี 2566 ที่ย้ายจากเขต 1 มาลงในเขตนี้ ทั้งยังมี นวพันธ์ เอื้อคณิต อดีตผู้สมัครก้าวไกลปี 2566 เขต 4 ที่ย้ายไปกล้าธรรม
องค์ประกอบเช่นนี้ทำให้เขต 4 เป็นเขตชี้วัดสำคัญว่า ในจังหวัดที่สมศักดิ์–สามมิตรคุมโครงสร้างอยู่นั้น ความท้าทายที่แท้จริงของพรรคเพื่อไทยอยู่ตรงไหน และพรรคประชาชนจะสามารถยืนเป็นคู่แข่งหลักได้หรือไม่ เพราะหากเขตนี้ส่วนต่างแคบลง หรือเกิดการแย่งฐานกันชัดเจน ก็จะเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านที่แรงที่สุดครั้งหนึ่งของสุโขทัย
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
